คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

ความฝันที่จะเป็นผู้กำกับของฉัน

โดย Bai Xue, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า: “หากมนุษย์ปรารถนาจะได้รับการชำระให้สะอาดและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา หากเขาปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตแห่งความหมายและลุล่วงหน้าที่ในฐานะสิ่งทรงสร้างแล้วไซร้ เขาต้องยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และต้องไม่ยอมให้การบ่มวินัยของพระเจ้าและการเฆี่ยนตีของพระเจ้าพรากไปจากเขา ทั้งนี้ก็เพื่อที่เขาอาจปลดปล่อยตนเองจากการหลอกใช้และอิทธิพลของซาตาน และมีชีวิตอยู่ในความสว่างของพระเจ้า จงรู้ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือความสว่าง และแสงสว่างแห่งความรอดของมนุษย์ และรู้ว่าไม่มีการได้รับพรใด พระคุณใด หรือการปกป้องใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วสำหรับมนุษย์” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันไม่เคยมีความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในบทตอนนี้มาก่อนเลย ฉันคิดว่าศรัทธาก็แค่หมายถึงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าบ่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขันแข็ง และปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงบอกเรา นั่นก็พอแล้ว ที่จะได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า ฉันเคยสงสัยว่า ทำไมเราต้องได้รับประสบการณ์แห่งการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วย? ตอนที่พระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงกำลังกล่าวโทษพวกเขาด้วยงั้นหรือ? ทำไมถึงบอกว่า การตีสอนและการพิพากษาคือความรอดและการป้องกันล่ะ? หลังจากที่ฉันได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวเองมาส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้ฉันได้รับความเข้าใจส่วนตัวในบทตอนนี้ในที่สุด

เดิมทีหน้าที่ของฉันคือร้องเพลงในคณะประสานเสียงค่ะ ตอนนั้นฉันมีแนวคิดบางอย่างในการนำเสนอการแสดงของเรา ดังนั้น ผู้ดูแลของเราเลยให้ฉันไปวางแผนกับผู้กำกับของกลุ่ม ตอนที่ฉันได้ยินข่าว ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นและขอบคุณพระเจ้าอย่างมากที่ทรงยกระดับฉัน ตอนที่ฉันได้เข้าร่วมกลุ่มผู้กำกับเป็นครั้งแรก ฉันรู้สึกว่ายังบกพร่องอยู่มาก ฉันเลยตั้งหน้าตั้งตาอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า และฉันระมัดระวังในทุกสิ่งที่พูดและทำอย่างมาก แต่ผ่านไปสักพัก พอแนวคิดบางอย่างของฉัน ได้รับการอนุมัติและยอมรับจากเหล่าพี่น้องชายหญิง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว นั่นอาจเป็นเวลาที่พรสวรรค์ของฉันจะได้ส่องแสงเสียที ฉันค่อยๆ เริ่มพูดและแสดงความมั่นใจออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะตอนที่พูดคุยเรื่องงานกับคนอื่น ฉันอยากอวดฝีมือจริงๆ และบางครั้งฉันจะพูดขัดขึ้นมาก่อนที่คู่หูของฉันจะพูด พี่สาวที่ฉันเป็นคู่หูด้วยเลยรู้สึกว่าถูกฉันจำกัดความคิดเห็นพอสมควร ฉันเองก็รู้เรื่องนี้ แต่แทนที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนเธอด้วยความรัก ฉันกลับบอกให้เธอย้อนมองตัวเองด้วยน้ำเสียงซักไซ้และดูถูก หลังจากเธอได้ยินฉันพูดแบบนั้น ไม่เพียงแต่สภาพของเธอไม่พัฒนาเท่านั้น แต่เธอกลายเป็นคนคิดลบมากขึ้น จนถึงขั้นพูดว่า เธอไม่อยากทำหน้าที่นี้อีกต่อไปแล้ว ฉันก็คิดว่า "แบบนั้นก็ดีสิ ฉันจะได้แทนที่เธอซะ" แต่หลังจากนั้น สภาวะของเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้นด้วยการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฉันขอบคุณพระเจ้าด้วยคำพูด แต่ในหัวใจฉันกลับไม่ได้ยินดีมากนัก ฉันรู้สึกว่าโอกาสที่ดีได้จากไปแล้ว ฉันรู้สึกท้อแท้จริงๆ เฝ้าสงสัยว่าทำไมผู้ดูแลถึงไม่รับรู้ในพรสวรรค์ของฉัน และทำไมเธอไม่เห็นความสามารถของฉัน เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเอง ฉันกลายเป็นคนที่อดทนและทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม ฉันทุ่มเทกับการพัฒนาทักษะของตัวเอง หลังจากนั้น คนส่วนใหญ่ในทีมก็เห็นด้วยกับแนวคิดบางอย่างของฉัน และฉันรู้สึกว่าตัวเองเก๋าพอที่จะเป็นผู้กำกับได้แล้ว

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ดูแลให้ฉันไปติดตามทีมถ่ายทำ ตอนที่ฉันได้ยินแบบน้ัน ฉันก็คิดว่า "นี่แหละ สิ่งที่ผู้กำกับเขาทำกัน! มันเหมือนว่าพวกเขากำลังฝึกฉันให้เป็นผู้กำกับเลย!" ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนั้น ฉันก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้น พอไปถึงสถานที่ถ่ายทำ ฉันก็ไม่รอให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไร ฉันไปหยิบโทรโข่ง และทำท่าทางเหมือนเป็นผู้กำกับ บอกทุกคนว่าต้องทำอะไรบ้าง เหล่าพี่น้องชายหญิงตรงนั้น ได้ชี้ถึงบางประเด็นในเรื่องการคิดของฉันต่อหน้าที่ของตัวเอง แต่ฉันไม่อยากใส่ใจพวกเขาค่ะ ฉันถึงขนาดคิดว่า "คุณคิดว่าตัวเองดีกว่าฉันหรือไง? คุณเคยมีแนวคิดอะไรดีๆ บ้างหรือ?" ฉันสนใจแค่การแสดง "วิสัยทัศน์ที่มีเอกลักษณ์" ของตัวเองออกไปเท่านั้น ฉันแค่อยากถ่ายทำเพลงนั้นให้จบ คิดว่าเมื่อเสร็จแล้วฉันจะได้เป็นผู้กำกับเสียที

ผู้ดูแลตามหาตัวฉันหลังถ่ายเสร็จ และฉันก็คิดว่า “เธอต้องอยากเลื่อนขั้นให้ฉันแน่” แล้วฉันก็ต้องประหลาดใจ เธอมาเพื่อชี้ถึงปัญหาบางอย่างในหน้าที่ของฉัน เธอบอกว่าฉันหยิ่งยโส เอาแต่ใจ และเผด็จการ ที่ไม่ยอมฟังคำแนะนำใดๆ ของเหล่าพี่น้องชายหญิงเลย และทุกคนรู้สึกว่าถูกฉันบีบบังคับมากๆ การได้ยินเธอพูดแบบนั้น มันเหมือนมีถังน้ำเย็นราดลงมาบนหัว มันรู้สึกเหมือนว่า ความรู้สึกอันแรงกล้าถูกดับลงอย่างสิ้นเชิง ฉันคิดว่า “ฉันเนี่ยหรือหยิ่งยโส? ฉันก็แค่จริงจังกับหน้าที่ของตัวเอง” ฉันผิดหวังและไม่พอใจมาก ผู้ดูแลมองว่าฉันไม่พยายามทำความเข้าใจตัวเอง เธอจึงขอให้ฉันกลับไปอยู่คณะประสานเสียงเหมือนเดิม การได้รับข่าวนั้นมันน่ารำคาญใจเป็นพิเศษ ฉันคิดว่า เมื่อสองวันที่แล้วเองที่ฉันได้ควบคุมการแสดงบนเวที แต่จู่ๆ ฉันก็ถูกส่งกลับไปอยู่คณะประสานเสียง แล้วคนจะคิดอย่างไรกัน? ฉันยังรู้สึกตำหนิผู้ดูแลอีกด้วย ฉันคิดว่า “ทำไมฉันถึงอยู่กับกลุ่มผู้กำกับไม่ได้ล่ะ? ฉันไม่ได้พยายามอย่างหนักหรือ? ฉันก็ทำงานอย่างหนักแล้ว ถึงแม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม” ยิ่งฉันนึกถึงมัน ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ามันผิด พอกลับไปอยู่คณะประสานเสียง ฉันก็ไม่มีแรงฝึกซ้อม ลมหายใจของฉันขาดห้วง ฉันร้องเพลงเสียงหลง ฉันรู้สึกว่า ฉันไปอยู่ในกลุ่มผู้กำกับไม่ได้ แล้วยังกลายเป็นสมาชิกวงประสานเสียงที่แย่ที่สุดอีก ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่เคยล้มเหลวหนักขนาดนี้มาก่อน คนอื่นเห็นสภาวะของฉัน และพยายามที่จะช่วยและสนับสนุนฉัน แต่ฉันยิ่งรู้สึกอับอายขึ้นไปอีก ฉันแค่อยากจะมุดรูหนีไปเลย ระหว่างช่วงเวลานั้น ฉันรู้สึกหมดหนทางมาก และฉันก็ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตามความจริงไหน ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือไปอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและอธิษฐาน “พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะรับประสบการณ์ทั้งหมดนี้ยังไง ข้าพระองค์รู้สึกระทมใจเหลือเกิน ข้าพระองค์วอนขอพระองค์ทรงชี้ทาง ให้ข้าพระองค์เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ในเรื่องนี้ด้วย”

หลังสวดภาวนา ฉันได้อ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้มาถึงขั้นตอนนี้ในวันนี้ พวกเจ้ายังคงไม่ได้ปล่อยวางสถานะแต่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาเพื่อแสวงหามัน และสังเกตการณ์มันในแต่ละวัน ผู้คนไม่เคยได้วางความอยากมีความสะดวกสบายของพวกเขาลงไว้ก่อน […] บัดนี้พวกเจ้าเป็นผู้ติดตาม และพวกเจ้าได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ อย่างไรก็ตาม พวกเจ้ายังคงไม่ได้วางความอยากได้สถานะของพวกเจ้าลงไว้ก่อน เมื่อสถานะของเจ้าสูงเจ้าแสวงหาอย่างดี แต่เมื่อสถานะของเจ้าต่ำต้อยเจ้าไม่แสวงหาอีกต่อไป พระพรแห่งสถานะอยู่ในจิตใจของเจ้าเสมอ เหตุใดจึงเป็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเอาตัวพวกเขาเองออกจากการคิดลบได้? คำตอบนั้นไม่ใช่เป็นเพราะความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันสิ้นหวังเสมอไปหรอกหรือ?” (“เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันรู้สึกว่า พระวจนะของพระเจ้าอธิบายสภาวะของฉันได้อย่างพอดี หลังกลับเข้าคณะประสานเสียงอีกครั้ง ความคิดลบ การตำหนิ และความเข้าใจผิด มันมาจากความไม่พอใจที่ฉันไม่ได้ตำแหน่งเท่านั้นเองไม่ใช่หรอกหรือ? แล้วฉันก็นึกถึงตอนอยู่ในกลุ่มผู้กำกับ ที่ฉันแสดงความสามารถออกมาอย่างแข็งขัน ทำงานจนดึก ทุกข์ทรมาน และยอมลำบาก ไม่ใช่เพราะฉันอยากเป็นคนใส่ใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย แต่เป็นเพราะวัตถุประสงค์ของตัวเองคือการได้รับตำแหน่งผู้กำกับ ตอนที่พี่สาวซึ่งเป็นคู่หูของฉันรู้สึกว่าถูกฉันบังคับและอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ นอกจากฉันจะไม่พยายามช่วยและสนับสนุนเธอด้วยความรักแล้ว แต่ยังรอแทบไม่ไหวที่จะผลักเธอไปให้พ้นตำแหน่ง เพื่อที่ฉันจะได้แทนที่เธอ ระหว่างถ่ายทำ ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างสำคัญ ฉันก็ทำตัวเอาแต่ใจและเผด็จการ ปฏิเสธที่จะฟังคำแนะนำของเหล่าพี่น้องชายหญิง ทำให้เราต้องถ่ายใหม่กันหลายช็อต ทำให้ขั้นตอนของพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้านั้นล่าช้าออกไปอย่างมาก พอกลับไปคณะประสานเสียง เนื่องจากฉันไม่ได้ตำแหน่งที่ต้องการ ฉันเลยคิดลบ ฉันมีข้อตำหนิและความเข้าใจผิดมากมาย และถึงขั้นคิดว่าจะยอมแพ้ในงานของตัวเอง ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ ยิ่งฉันคิดถึงมันเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้ว่าตัวเองช่างไร้เหตุผลสิ้นดี พระนิเวศของพระเจ้าได้มอบโอกาสให้ฉันได้ปฏิบัติ โดยมอบหมายให้ฉันไปอยู่ในกลุ่มผู้กำกับ แต่แทนที่จะให้ค่ากับสิ่งนี้ ฉันกลับมุ่งเน้นแต่ชื่อและตำแหน่งของตัวเอง ฉันทำงานจนดึกดื่น ทุกข์ทรมาน และยอมลำบากแค่เพื่อตำแหน่ง และถึงขนาดเปลี่ยนหน้าที่ของตัวเองให้เป็นเวทีเพื่อโอ้อวด ความพยายามแบบนั้นได้แต่ทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจและทรงชิงชังฉัน ฉันพิจารณาถึงข้อเท็จจริงว่าฉันไม่มีความเป็นมืออาชีพด้วย แต่กลับได้รับความรู้แจ้งและการทรงชี้นำแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จากความปรารถนาที่จะแก่งแย่งชิงดี แต่ตอนที่ฉันบริหารจัดการความสำเร็จอันเล็กน้อย แทนที่จะคิดว่าจะขอบคุณพระเจ้าอย่างไร ฉันกลับเอาสิ่งเหล่านี้เป็นทุนให้ตัวเอง และขโมยพระสิริของพระเจ้าไปอย่างหน้าไม่อาย ยิ่งฉันคิดมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้สึกขาดสติและขาดเหตุผลโดยสิ้นเชิง ฉันสงสัยว่า ชุดความคิดของฉันต่างจากผู้ไม่เชื่ออย่างไร? คิดได้อย่างนั้น ฉันก็คุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและกลับใจ “พระเจ้า ข้าพระองค์ล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงสมบูรณ์ ข้าพระองค์แสวงหาชื่อและตำแหน่ง ขัดขวางพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างร้ายแรง และเป็นการทำร้ายพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์อย่างมาก พระเจ้า! ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว และข้าพระองค์ไม่อยากเอาแต่ไล่ตามสิ่งนี้อีก ข้าพระองค์อยากทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความยึดมั่น”

หลังจากนั้น ขอบคุณการทรงยกระดับของพระเจ้า ความต้องการต่องานของคริสตจักรแปลว่าในไม่ช้า ฉันก็ได้กลับไปยังกลุ่มผู้กำกับ และทำงานร่วมกับเหล่าพี่น้องชายหญิงพวกนั้นต่อ ในกลุ่มผู้กำกับหนนี้ ฉันได้เตือนตัวเองอยู่เนืองๆ ว่าฉันต้องยึดมั่นอยู่กับที่ของตัวเอง ว่าฉันไม่สามารถไล่ตามชื่อเสียงและตำแหน่งของตัวเองได้อีกแล้ว แต่เพราะฉันแทบจะไม่เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง และเพราะฉันยังไม่เห็นทะลุไปถึงแก่นแท้และผลที่จะตามมาของการไล่ตามชื่อเสียงและสถานะ ในไม่ช้า เมื่อแนวคิดบางอย่างของฉัน ได้รับการเห็นชอบ​และการยอมรับจากทุกคนอีกครั้ง ความปรารถนา​ในสถานะก็เริ่มสูงขึ้นขึ้นภายในตัวฉัน จนถึงจุดที่ฉันคิดว่า “ฉันอยากกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ และทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ ฉันอยากทำให้ทุกคนเห็นว่าฉันมีความสามารถแค่ไหน”

หลังจากนั้นในการฝึกซ้อม ในขณะที่ทุกคนอยู่ในแถวตามการกำกับของฉัน ในจังหวะนั้น ฉันก็รู้สึกเหมือนได้เป็นผู้กำกับอีกครั้ง ทำตัวเหนือทุกสิ่ง ความปรารถนาของฉันต่อสถานะก็เริ่มโตขึ้น จนกระทั่งฉันหมดความปรารถนาที่จะอธิษฐานหรือพึ่งพาพระเจ้าอีกต่อไป แล้วฉันก็หลงไปในความเพลิดเพลินอย่างยิ่งที่ได้กำกับผู้อื่น ไม่นานก็เกิดปัญหาในหน้าที่ของฉันขึ้น อุปสรรคต่างๆ มักเกิดขึ้นในแผนงานของฉันเสมอ แล้วจู่ๆ ฉันก็ทำอะไรไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างไร ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมาถึงทางตันเข้าแล้ว และฉันก็ไม่รู้สึกถึงความรู้แจ้งและการทรงชี้นำของพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหล่าพี่น้องชายหญิง ชี้ถึงปัญหาบางอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ฉันรู้สึกอ่อนไหวมากๆ สงสัยว่า พวกเขารู้สึกว่าฉันไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้หรือเปล่า เมื่อผู้ดูแลเดินมาเข้างานกับฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองลุกลี้ลุกลน ฉันคิดว่า ฉันกำลังจะถูกย้ายออกไปหรือเปล่า? นี่แปลว่า ฉันไม่สามารถทำหน้าที่นี้ต่อไปได้แล้วใช่ไหม? เมื่อเหล่าพี่น้องชายหญิงมีแนวคิดบางอย่าง ที่ดีกว่าแนวคิดของฉันเอง ฉันก็ยิ่งไม่สบายใจมากกว่าเดิม คนอื่นจะถูกเลื่อนตำแหน่งแทนที่ฉันงั้นหรือ? ฉันใช้ชีวิตทุกวันในสภาวะตื่นกลัวเสมอ และมันเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก หัวใจของฉันไม่ได้อยู่ในหน้าที่เลย ความยากลำบากในหน้าที่ยังคงอยู่ แต่ฉันกลับรู้สึกหลงทางโดยสิ้นเชิง และฉันก็ไม่กล้าจะบอกเหล่าพี่น้องชายหญิงเรื่องนั้น กลัวว่าเมื่อพวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับฉัน พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ ฉันเลยเก็บมันไว้ ปิดบัง และแสร้งทำ จนไม่สามารถทำตามบทบาทของตัวเองให้ลุล่วงได้ ฉันอยู่ในสภาวะของการแสวงหาสถานะ เฝ้ากังวลกับสิ่งที่ฉันอาจเสียไป และสภาวะของฉันก็เสื่อมถอยลง จนสุดท้าย มันก็กระทบกับพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าโดยตรง และสุดท้าย ฉันก็ถูกย้ายออก ในวันที่ฉันถูกย้ายนั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนจากตำแหน่งที่ได้กำกับคนอื่น มาเป็นคนที่ถูกกำกับอีกครั้ง ชั่วข้ามคืน ฉันถูกฉุดลงจากตำแหน่งที่มีสถานะอีกครั้ง ในตอนนั้นฉันไม่เข้าใจเลย ฉันสงสัยว่า ทำไมฉันถึงได้พบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้อยู่เรื่อย ฉันอยากเป็นผู้กำกับ นั่นมันยากมากเลยหรือ? เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่จะให้โอกาสฉัน? การจมอยู่กับมัน ทำให้ฉันยิ่งกลายเป็นคนคิดลบและเป็นทุกข์ เหล่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า แต่สำหรับฉัน ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียตำแหน่ง ความอัปยศอดสู และความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ โดยเฉพาะความปวดร้าวจากการโหยหาสิ่งที่ไม่มีวันได้มา ช่วงไม่กี่วันที่ปฏิบัติ มันรู้สึกเหมือนหลายปีแห่งความทรมาน ฉันถึงขนาดเริ่มมีความคิด ที่จะทรยศต่อพระเจ้า คิดว่าไม่อยากทำหน้าที่ที่นั่นอีกต่อไป ฉันรู้สึกว่าติดกับดักแห่งความทุกข์ระทมแสนสาหัส ว่าฉันขาดความสามารถที่จะเอาชนะ

แล้วในเย็นวันหนึ่ง ฉันข้อเท้าพลิกตอนเดินลงบันได ตอนนั้น เหล่าพี่น้องชายหญิงกำลังร่วมฝึกซ้อมกันอย่างแข็งขัน ในขณะที่ฉันทำได้แค่นอนอยู่บนเตียง ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ ฉันไม่สามารถทำหน้าที่อะไรได้ ฉันช่างไร้ประโยชน์ คือฉันต้องการกลับมาและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่ตอนนี้ ฉันกลับตกมาถึงจุดตกต่ำที่น่าอาย… พอคิดถึงมันหัวใจของฉันก็เจ็บปวด และฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากถามตัวเอง ว่าทำไมชีวิตของฉันถึงทุกข์ระทมขนาดนี้? ทำไมฉันไม่สามารถหยุดตัวเองจากการไล่ตามชื่อและสถานะได้?

แล้วบทตอนในพระวจนะของพระเจ้าก็แวบขึ้นมาในหัว “ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาแก่งแย่งชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์ทรมานจากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนฝ่าความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ในหนทางนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งแรง และความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขา แบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากอันใหญ่หลวง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอฉันได้อ่านบทตอนนี้ของพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เข้าใจ ว่าซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์เพื่อหลอกลวงและควบคุมมนุษย์ และยิ่งมีมนุษย์ไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์มากเท่าไหร่ พวกเขาจะยิ่งเสื่อมโทรมและทุกข์ระทมมากขึ้นเท่านั้น เมื่อก่อน ฉันไม่เคยคิดว่ามันผิดอะไรเลย และหลักปรัชญา​ที่ชั่วร้ายอย่าง “การทำให้ตัวเองโดดเด่นและนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเขา” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นที่สูง น้ำนั้นไหลลงสู่ที่ต่ำ” และ “มนุษย์ย่อมทิ้งชื่อของเขาไว้เบื้องหลังไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับห่านที่ส่งเสียงร้องในทุกที่ที่บินไป” เป็นสิ่งที่ฉันถือเป็นคติในการดำเนินชีวิต ฉันคิดว่านั่นคือการไล่ตามที่มนุษย์ควรกระทำ และสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่ทำให้เกิดแรงขับในชีวิต ดังนั้น ทั้งในโรงเรียนและในหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันจึงใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาที่ชั่วร้ายนี้ และไล่ตามชื่อเสียง สถานะอย่างหัวปักหัวปำ และทำให้คนอื่นนับถือฉัน ฉันพยายามที่จะโดดเด่น ที่จะเป็นผู้เหนือกว่าคนอื่น ฉันทนไม่ได้ที่จะเป็นแค่คนธรรมดา ดังนั้น พอฉันมีโอกาสได้ทำงานในกลุ่มผู้กำกับอีกครั้ง ฉันก็หมกมุ่นที่จะได้ตำแหน่งผู้กำกับ เพราะฉันคิดว่า นั่นคือทางเดียวที่คนอื่นจะนับถือฉัน และฉันสามารถสั่งคนที่อยู่รอบตัวได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเพลิดเพลินมาก ตอนที่ฉัน ได้ยืนอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ สั่งคนอื่นรอบตัวอีกครั้ง ฉันรู้สึกว่า มันคุ้มค่าที่จะทนกับความทุกข์ทรมาน หรือยอมลำบากเพื่อชื่อและผลประโยชน์ แต่หากไร้ชื่อหรือผลประโยชน์แล้ว ฉันก็รู้สึกทุกข์ระทม ราวกับชีวิตนี้ไม่มีค่าพอให้อยู่ ฉันคิดจริงๆ ว่า ฉันถูกมัดเข้ากับบ่วงที่มองไม่เห็น ด้วยแนวคิดของการมีชื่อ และฉันอยากจะปลดมันออก แต่ก็ทำไม่ได้ ฉันไม่มีทางทำงานอย่างกลมเกลียวกับเหล่าพี่น้องชายหญิงในสภาวะนั้นได้ ฉันทำได้แค่ขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ฉันยิ่งเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการไล่ตามชื่อและผลประโยชน์ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องเลยจริงๆ พระเจ้าทรงรังเกียจมนุษย์ที่มีชีวิตในสภาวะนี้ และคนอื่นๆ ก็รู้สึกขยะแขยงมันเช่นกัน การคิดย้อนถึงช่วงที่รุ่งโรจน์และหล่นร่วงสองของตัวเองทั้งสองครั้ง ฉันได้เห็นอย่างแท้จริงว่า นี่คือความรอดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับฉัน ความปรารถนาต่อสถานะของฉันนั้นแข็งแกร่งเกินไป ฉันต้องได้รับประสบการณ์กับบททดสอบและกระบวนการถลุงเหล่านี้ เพื่อบังคับให้ฉันไปอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เพื่อให้ฉันย้อนมองตัวเอง รู้จักตัวเอง และกลับใจต่อพระเจ้า ฉันถึงสามารถไล่ตามความจริงและรอดพ้นจากอุปนิสัยเสื่อมทรามแบบซาตานเหล่านี้ได้ นี่คือความรอดของพระเจ้าสำหรับฉันค่ะ ฉันได้รับประสบการณ์ส่วนตัว ว่าการตีสอน การพิพากษา การตัดแต่ง การจัดการ การทดสอบ และกระบวนการถลุง คือความรอดและการทรงปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์เพื่อมนุษย์! แม้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะเจ็บปวดจนถึงจุดหนึ่ง แต่พวกมันก็เป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนอุปนิสัยในชีวิตของฉัน พอฉันรู้ได้แบบนั้น ฉันก็หมอบตัวลงเพื่ออธิษฐานและขอกลับใจ “พระเจ้า! ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว ข้าพระองค์ผิดไปแล้วจริงๆ ข้าพระองค์ได้รู้จักความทุกข์ระทมและความปวดร้าวของการมีชีวิตอยู่ใต้อิทธิพลของซาตาน กับการไล่ตามชื่อ ผลประโยชน์ และสถานะแล้ว พระองค์ทรงพิพากษาข้าพระองค์ บ่มวินัยข้าพระองค์ และปลุกข้าพระองค์ให้ตื่นด้วยวิธีนี้ ทั้งหมดนี่คือความรอดและความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ต่อข้าพระองค์ พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการไล่ตามชื่อ ผลประโยชน์ และสถานะอีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์จะไม่สู้อีกต่อไป ไม่ว่าจะหน้าที่หรือตำแหน่งใดจะมาถึงข้าพระองค์ในอนาคต ข้าพระองค์ก็จะนบนอบ” “ข้าพระองค์ต้องการแค่ทำหน้าที่แห่งมนุษย์ผู้ถูกสร้าง”

ในไม่ช้า ทางคริสตจักรก็แจ้งฉันว่า ตราบใดที่ไม่กระทบต่อการรักษาข้อเท้าของฉัน ฉันก็สามารถกลับเข้าร่วมการซ้อมได้ การได้ยินข่าวนี้ ช่างน่าตื่นเต้น และฉันก็หวงแหนโอกาสที่จะได้ทำหน้าที่นี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่หนึ่งส่วนเล็กๆ สำหรับฉัน มันช่างล้ำค่า และได้มายากมากๆ โดยเฉพาะจุดนี้ ที่สะท้อนออกมาในฉากที่ฉันเป็นคนทำค่ะ กลุ่มของผู้เชื่อที่ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทม ถูกข่มเหงจากพญานาคใหญ่สีแดง รายล้อมไปด้วยยาพิษอันชั่วร้ายทุกชนิด ถูกกดขี่จนถึงจุดที่พวกเขาแทบจะหายใจไม่ออก พวกเขาร้องไห้ ดิ้นรน แต่ก็ไม่มีอะไรมาช่วยเลย มีเพียงตอนที่แสงแห่งพระเจ้าสาดส่องมาบนแดนมืดมิดเท่านั้น ที่ทุกคนสามารถเป็นอิสระจากการตกเป็นทาสของกองกำลังมืด เพราะพวกเขาได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และได้รับความรอดจากพระเจ้า การได้ทำฉากนั้นเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากสำหรับฉัน เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่คล้ายกัน ฉันใช้เวลายาวนานตกเป็นทาสอยู่ในแดนมืดมิด ฉันทุกข์ทรมานอย่างหนัก จากบ่วงแห่งชื่อ ผลประโยชน์ และสถานะ ดังนั้น แต่ละครั้งที่รังสีแห่งแสงส่องลงมา ฉันก็รู้สึกสะเทือนใจ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างมาก ที่ทรงชี้แนะให้ฉันได้รอดพ้นจากการเป็นทาสแห่งชื่อ ผลประโยชน์ และสถานะ

ผู้ดูแลเข้ามาหาฉันหลังจากนั้น แล้วขอให้ฉันช่วยวางตำแหน่งบนเวทีให้พี่สาวคนหนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่า “ถึงฉันไม่ได้ขึ้นเวทีก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ฉันต้องวางตำแหน่งบนเวทีให้คนอื่น” แต่จากนั้นฉันก็รับรู้ได้ว่า ความปรารถนาในสถานะของฉันกำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ฉันเลยอธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วจากนั้น เนื้อเพลงสวดก็ปรากฏขึ้นมาในหัว “โอ พระเจ้า! ไม่ว่าข้าพระองค์จะมีสถานะหรือไม่ ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจตัวเองแล้ว หากสถานะของข้าพระองค์สูง นั่นก็เป็นเพราะการยกให้สูงขึ้นของพระองค์ และหากมันต่ำต้อย นั่นก็เป็นเพราะการลิขิตของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีทั้งตัวเลือกใดๆ และการพร่ำบ่นใดๆ พระองค์ได้ทรงลิขิตว่าข้าพระองค์จะถือกำเนิดในประเทศนี้และท่ามกลางผู้คนนี้ และว่าทั้งหมดที่ข้าพระองค์ควรทำก็คือการเชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงลิขิต” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ). ฉันทุ่มเทลงไปอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติที่ตามมา และได้ให้คำแนะนำมากมายกับพี่สาวคนนี้ ฉันคิดกับตัวเองว่า ฉันอาจไม่ได้สร้างผลกระทบมากขนาดนั้น แต่ฉันรู้สึกปลอดภัยมากที่ได้ทำในหน้าที่ของตัวเองในทางนั้น หลังจากนั้น ผู้ดูแลก็ได้มอบหน้าที่ให้ฉันวางตำแหน่งบนเวทีให้พี่สาวอีกคน ฉันไม่เพียงแต่ต้องจัดตำแหน่งให้ถูกต้อง แต่ฉันต้องออกแบบการเคลื่อนที่ให้เธอด้วย ตอนที่ฉันได้รับหน้าที่นี้ ฉันรู้สึกว่ามันคือบททดสอบของพระเจ้าสำหรับฉัน มันไม่มีชื่อ ไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีสถานะใดๆ พระเจ้าทรงต้องการจะเห็นว่า ฉันใช้ตัวเองในหน้าที่อย่างเต็มที่ไหม ดังนั้น ฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาอธิษฐานต่อพระองค์ และภายใต้การทรงชี้นำของพระองค์ ทุกอย่างก็เป็นไปโดยราบรื่นและรวดเร็วมาก ตอนที่ฉันส่งต่อหน้าที่นี้ให้กับพี่สาว ฉันได้ตระหนักว่า ฉันไม่เคยรู้สึกมั่นคงในหน้าที่ของตัวเองขนาดนี้มาก่อนเลย มันไร้การต่อรองกับตัวเอง และไร้ซึ่งการปนเปื้อนจากเจตนาของตัวเอง ทั้งหมดอ้างอิงจากความเข้าใจของฉันต่อพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น และเพราะว่าฉันต้องการปฏิบัติตามความจริง ที่ฉันมาทำหน้าที่นี้ ฉันรู้สึกว่าการทำหน้าที่ของตัวเองในทางนั้นช่างชอบธรรมมากๆ

สักพักหลังจากนั้น เหล่าพี่น้องชายหญิงบางคนก็บอกฉันว่า “เธอดูติดดินในหน้าที่ของตัวเองขึ้นเยอะเลย เธอไม่ได้ขี้โมโหและหยิ่งยโสเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว” ได้ยินแบบนั้น ฉันก็รู้สึกตัวอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งเหล่านี้คือผลสำเร็จในตัวฉัน จากการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า พระเจ้านั่นเองคือผู้ทรงชี้แนะฉันทีละขั้นตอน ในการหลบหนีจากบ่วงแห่งชื่อ ผลประโยชน์ และสถานะ ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ดูแลก็แจ้งฉันว่า ฉันได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นผู้กำกับ ฉันอธิบายไม่ถูกเลยค่ะว่าตอนได้ยินข่าวฉันตื่นเต้นขนาดไหน ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ได้ภูมิใจหรือยินดีกับตัวเอง อย่างที่ฉันเป็นมา ในช่วงหนึ่งปีก่อนที่จะได้รับหน้าที่นั้น และฉันก็เข้าใจเลยว่า มันคือ ภาระรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงมอบให้ฉัน และฉันก็เข้าใจพระเจตนาอันดีของพระเจ้าได้ดีขึ้น ฉันรับรู้ได้ว่า การก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อทำให้ชีวิตของฉันยากขึ้น หรือเพื่อทำลายฉัน มันมีเพื่อชำระล้างธรรมชาติอันเสื่อมทราม และแรงจูงใจที่แปดเปื้อนให้บริสุทธิ์ โดยผ่านสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าทรงเปิดโปง และสิ่งที่ข้อเท็จจริงได้เปิดเผย ฉันก็ได้เห็นอย่างแท้จริงว่าซาตานทำให้ฉันเสื่อมโทรมอย่างล้ำลึกแค่ไหน และหากปราศจากการพิพากษา การตีสอน การจัดการ และการบ่มวินัยจากพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็คงไม่มีวันรอดพ้นจากอุปนิสัยอันชั่วร้ายเหล่านี้ได้ หรือโดยเฉพาะรอดพ้นจากกองกำลังมืด และการเป็นทาสแห่งซาตาน มีเพียงตอนนั้นที่ฉันได้เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าการตีสอน การพิพากษา บททดสอบ และกระบวนการถลุงของพระเจ้าคือการป้องกันและความรอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฉัน

ก่อนหน้า:ข้าราชการกลับใจ

ถัดไป:ลาก่อน จอมตามใจ!

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • รางวัลแห่งการทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง

    โดย Yang Mingzhen, แคนาดา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าต้องเป็นจริงและมีการปฏิบัติจริง และจะต้องถูกนำไปใช้ในชีวิต กา…

  • ลุกขึ้นยืนหยัดเมื่อเผชิญกับความล้มเหลว

    โดย Fenqi, เกาหลีใต้ ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันได้รับการศึกษาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนค่ะ ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องไหนเลยนอกจากจะทำยังไงให้ตัวเองประสบความสำเร็จ…

  • การทดสอบนี้ของฉัน

    โดย Zhongxin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด และปัญญาของเราเหนือกว่าบุตรชายทั้งหมดของซาโลมอน…

  • ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

    โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า ตอนนั้นฉันฝันถึงวันที่ตัวเองจะได้ขึ้นไปร้องเ…