บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การหยั่งรู้ข่าวลือและเหตุผลวิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวง

ในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาปรากฎและทรงพระราชกิจในโลกในฐานะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ และเพื่อทรงแสดงความจริงและทรงปฏิบัติช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจ อันเป็นการทำให้มวลมนุษย์ได้รับการพิพากษาและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ผู้คนมากมายจากทุกนิกายผู้ซึ่งเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจและโหยหาต่อการทรงปรากฎของพระองค์ล้วนได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและได้เริ่มติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นี่ย่อมเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะล้วงเอาความตื่นตระหนกสุดขีดออกมาจากบรรดาผู้นำของโลกศาสนา พวกเขาเกรงกลัวว่าผู้เชื่อทั้งหลายจะพากันเริ่มเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และจะไม่นมัสการหรือติดตามพวกเขาอีกต่อไป และดังนั้น พวกเขาจึงแพร่กระจายข่าวลือและเหตุผลวิบัติทุกประเภทออกไปเพื่อกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และพวกเขาผูกมัดและห้ามพี่น้องชายหญิงไม่ให้แสวงหาและศึกษาหนทางที่แท้จริง พี่น้องชายหญิงมากมายปราศจากวิจารณญาณ พวกเขาเชื่อข่าวลือและการโกหกแบบเบ็ดเสร็จเหล่านี้ และไม่กล้าที่จะศึกษาหนทางที่แท้จริง พวกเขาเลือกที่จะดำรงชีวิตโดยการตะเกียกตะกายอยู่ในความมืดมิดอย่างปราศจากพระราชกิจหรือการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มากกว่าที่จะออกไปแสวงหาพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันตรงนี้และชำแหละข่าวลือและเหตุผลวิบัติบางประการที่ถูกแพร่ออกไปโดยโลกศาสนา เพื่อให้พี่น้องชายหญิงทุกคนผู้ที่ได้รอคอยการเสด็จมาขององค์พระเยซูเจ้าสามารถหยั่งรู้ในข่าวลือและเหตุผลวิบัติเหล่านั้น และหลีกเลี่ยงการถูกพวกผู้รับใช้เลวหลอกลวงได้ด้วยการนั้น และไม่สูญเสียความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ด้านล่างตรงนี้ พวกเราแจกแจงรายการและชำแหละบางข่าวลือและเหตุผลวิบัติที่ได้ยินกันบ่อยครั้งเอาไว้

1.บ่อยครั้งที่พวกผู้นำทางศาสนาปิดตายคริสตจักรและรบเร้าผู้เชื่อทั้งหลายว่า “ไม่ให้ต้อนรับคนแปลกหน้า และไม่ให้น้ำพวกเขาแม้สักถ้วย เพราะพวกเขามาจากฟ้าแลบจากทิศตะวันออกและเป็นพวกคนหลอกลวง” พวกผู้นำทางศาสนาไม่อนุญาตให้เหล่าพี่น้องชายหญิงต้อนรับคนแปลกหน้า ว่าแต่นี่เป็นการเห็นพ้องต่อน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ? องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงบอกพวกเราว่า “และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม เพราะเป็นสาวกของเรา เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า คนนั้นจะไม่ขาดบำเหน็จแน่นอน” (มัทธิว 10:42) นั่นเป็นหลักฐานว่า เพื่อประโยชน์ของการเชื่อในพระเจ้าของคนเรา การต้อนรับคนแปลกหน้าเป็นบางสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากพวกเรา ตลอดยุคทั้งหลาย ผู้คนมากมายได้รับการอวยพรจากพระเจ้าก็เพราะการต้อนรับคนแปลกหน้าของพวกเขา ในพระคัมภีร์มีการบันทึกถึงวิธีที่อับราฮัมได้ต้อนรับชายสามคนโดยมิได้ตระหนักรู้ว่า พวกเขาคือทูตสวรรค์ และดังนั้น พระเจ้าจึงได้ทรงอวยพรอับราฮัม (ดู ปฐมกาล18:1-16) โลทได้ต้อนรับทูตสององค์ของพระเจ้า และเขากับครอบครัวของเขาได้รับการละเว้นจากความวิบัติก็เพราะความประพฤติอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้ (ดู ปฐมกาล 19:1-25) ราหับหญิงโสเภณีได้ต้อนรับพวกคนสอดแนมชาวอิสราเอลซึ่งทั้งสองคนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง และด้วยการนั้น นางกับครอบครัวของนางจึงมาอยู่ภายใต้การปกป้องของพระเจ้า (ดู โยชูวา 2:1-21) ขันทีชาวคูชได้ต้อนรับความรอดขององค์พระเยซูเจ้าเพราะเขาเชื่อการประกาศของเหล่าสาวก (ดูกิจการ 8:27-40) และเขาไม่ได้กำลังต้อนรับคนแปลกหน้าอยู่เช่นกันหรอกหรือ? พวกเราสามารถเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า บรรดาผู้ที่ได้รับคนแปลกหน้าไม่เพียงแต่ไม่ถูกหลอกลวงเท่านั้น แต่ในทางตรงข้าม พวกเขาจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าโดยที่ไม่ได้ตั้งใจเลย ตามที่พวกเราต่างก็รู้กัน ข่าวประเสริฐของพระเจ้านั้นได้ถูกผู้คนถ่ายทอดต่อมาตลอดยุคทั้งหลาย และองค์พระเยซูเจ้าก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการไถ่มวลมนุษย์ในแคว้นยูเดีย นั่นคือ ข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ที่ได้แพร่กระจายจากแคว้นยูเดียและบัดนี้ ได้มาถึงทุกแผ่นดินภายใต้ดวงตะวันแล้ว จากขั้วโลกหนึ่งสู่ขั้วโลกหนึ่ง ณ เวลานั้น นอกจากผู้คนกลุ่มเล็กในแคว้นยูเดียผู้ซึ่งได้เห็นพระองค์ ไม่มีใครอื่นเลยที่รู้จักองค์พระเยซูเจ้า และไม่มีใครเลยที่รู้จักเหล่าสาวกและอัครทูตผู้เผยแผ่และเป็นพยานต่อข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้า หากหลังจากนั้นแล้ว ทุกคนได้เป็นเหมือนดั่งที่พวกเราเป็นกันในวันนี้ และจะไม่ต้อนรับผู้ใดที่พวกเขาไม่รู้จัก เช่นนั้นแล้ว ใครเล่าที่จะสามารถได้ต้อนรับข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์? ชัดเจนเลยว่า มันไม่ใช่น้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า พวกเราไม่ควรต้อนรับคนแปลกหน้าใดๆ เลย และนี่ได้ไปไกลเกินการสอนของพระคริสต์ ในบทที่ 3 ข้อพระคัมภีร์ที่ 20 ของหนังสือวิวรณ์กล่าวว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” หากพระเจ้าทรงส่งคนแปลกหน้ามาเคาะอยู่ที่ประตูของพวกเราและพวกเราเพิกเฉยต่อมัน จะไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังปฏิเสธการเข้าสู่พระเจ้าหรอกหรือ? และเช่นนั้นแล้ว พวกเราจะไม่ถูกประวัติศาสตร์กล่าวโทษว่าเป็นพวกคนทรยศที่ต้านทานและปฏิเสธพระเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ทำให้พวกเรารู้สึกกลัวหรอกหรือ? เพราะฉะนั้น สำหรับการที่พวกผู้นำกีดกันพวกเราไม่ให้ต้อนรับคนแปลกหน้านั้น ชัดเจนว่าเป็นการฝ่าฝืนการสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหนึ่ง และเป็นวิถีทางหนึ่งซึ่งถูกนำมาใช้ในการหลอกลวงผู้คน!

2. บ่อยครั้งที่พวกผู้นำทางศาสนาพูดกับเหล่าพี่น้องชายหญิงว่า “ไม่สำคัญว่าอีกเทศนาหนึ่งจะฟังแล้วรู้สึกดีเพียงใด ท่านต้องไม่มีวันไปฟังมัน ต่อให้พวกเขากำลังประกาศความจริงก็ต้องไม่ฟัง ท่านต้องติดอยู่กับคริสตจักรของตัวเองเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวง” พวกผู้นำทางศาสนาไม่อนุญาตให้ผองพี่น้องชายหญิงไปฟังการเทศนาอื่นๆ และพวกเขาทำให้ผู้คนติดอยู่กับคริสตจักรของตัวเอง การนี้เป็นไปในทางตรงข้ามกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’” (มัทธิว 25:6) ในหนังสือวิวรณ์กล่าวว่า “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ 2:7) “เป็นพวกที่ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน” (วิวรณ์ 14:4) น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือ เพื่อให้พวกเราแสวงหาความจริง ให้ใส่ใจพระสุรเสียงของพระเจ้า และให้ตามให้ทันย่างพระบาทของพระเมษโปดก เพราะเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเราจะสามารถบรรลุความรอดของพระเจ้าได้ ในยุคธรรมบัญญัติ พวกคนอิสราเอลล้วนเชื่อในพระยาห์เวห์พระเจ้า และพวกเขาได้รักษาธรรมบัญญัติและประกาศกฤษฎีกาทั้งหลายของพระยาห์เวห์ เหล่าปุโรหิตที่รับใช้พระยาห์เวห์ในวิหารทุกๆ วัน และบรรดาผู้ที่ติดตามพระยาห์เวห์ก็รักษาวันสะบาโตในวิหารด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์พรเยซูเจ้าเสด็จมาปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์มิได้ทรงประกาศหรือทรงพระราชกิจในวิหาร แต่พระองค์กลับทรงประกาศและทรงพระราชกิจที่พ้นไปจากวิหาร และได้ไปทำการประกาศอยู่ข้างทะเล บนภูเขา ในถิ่นทุรกันดาร และในหมู่บ้านทั้งหลาย อันเป็นการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ บรรดาผู้ที่ได้ไปจากวิหารและติดตามพระเยซูไป และผู้ที่ริเริ่มลงมือแสวงหาหนทางที่แท้จริงล้วนได้บรรลุความรอดขององค์พระเยซูเจ้า อาทิ เปโตร ยอห์น ยาโคบ นาธานาเอล และนิโคเดมัส เมื่อคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ หากพวกเขาไม่ได้ไปจากวิหารและติดตามพระเยซู พวกเขาจะได้มีความสามารถที่จะระลึกได้ว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่พวกเขาได้กำลังรอคอยอยู่หรือ? พวกเขาจะได้มีความสามารถที่จะบรรลุความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ? แน่นอนว่าไม่ ในทำนองคล้ายคลึงกัน องค์พระเยซูเจ้าผู้ที่ได้ทรงกลับมาในยุคสุดท้าย—พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—ไม่ทรงปรากฏหรือทรงพระราชกิจในนิกายใดเลย แต่พระองค์กลับทรงปฏิบัติช่วงระยะใหม่ของพระราชกิจท่ามกลางกลุ่มของผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร หากผู้คนไม่ได้ทิ้งนิกายไว้ข้างหลังและแสวงหาพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่แค่ยังคงติดอยู่ภายในศาสนาเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นธรรมดาที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาที่จะรับเสด็จการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปฏิบัติช่วงระยะใหม่ของพระราชกิจ ผู้คนจะสามารถได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และบรรลุความรอดของพระเจ้าได้ก็โดยการทิ้งศาสนาไว้เบื้องหลัง การแสวงหาพระราชกิจใหม่และพระวจนะของพระเจ้า และการตามให้ทันย่างพระบาทของพระเมษโปดกเท่านั้น ดังที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เนื่องจากมนุษย์เชื่อในพระเจ้า เขาจึงต้องติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เขาควร ‘ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์เสด็จไปที่ใดก็ตาม’ มีเพียงผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นผู้แสวงหาหนทางที่แท้จริง มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนที่ติดตามความหมายตามตัวอักษรและหลักข้อเชื่อราวกับทาสคือพวกที่ได้เคยถูกพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำจัด ในแต่ละยุค พระเจ้าจะทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ และในแต่ละยุคจะมีการเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางมนุษย์ หากมนุษย์เพียงยึดถือความจริงที่ว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า’ และ ‘พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์’ ซึ่งก็คือความจริงที่ใช้เฉพาะกับยุคนั้นๆ ของพวกเขาเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ย่อมจะไม่มีวันตามทันพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่สามารถได้รับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดไป” ( “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เพราะฉะนั้นสามารถเห็นได้ว่าถ้อยแถลงที่พวกผู้นำทางศาสนากล่าวว่า คนเราต้องไม่ไปฟังการเทศนาอื่นๆ แต่ต้องติดอยู่กับคริสตจักรของตัวเองนั้นเดินสวนทางกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง หากพวกเราฟังอย่างมืดบอดและติดตามข่าวลือทั้งหลายที่พวกผู้นำทางศาสนาแพร่กระจายไป และพวกเราติดแน่นอยู่กับศาสนาและไม่แสวงหาความจริงและศึกษาหนทางที่แท้จริงแล้วไซร้ พวกเราก็จะสูญเสียความรอดอันเป็นนิรันดร์ และนี่คือสิ่งที่แน่นอน

3. พวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทั้งหลายแพร่กระจายข่าวลือด้วยการพูดว่า “การประกาศใดที่พูดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาแล้วนั้นเป็นเท็จและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง” เมื่อมองที่ถ้อยแถลงนี้ แล้วนั่นไม่ใช่หมายความว่า องค์พระเยซูเจ้าจะไม่มีวันเสด็จมาหรอกหรือ? พระเยซูได้ตรัสไว้หลายคราว่า พระองค์จะเสด็จมาอีกและพระองค์ได้ทรงเผยวจนะว่า เมื่อยุคสุดท้ายของโลกมาถึง พระองค์จะทรงกลับมาและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระองค์คงจะทรงแยกแกะจากแพะ และแยกข้าวดีจากแกลบ พระองค์คงจะทรงแยกแต่ละอย่างไปตามประเภทของพวกมัน และทรงให้บำเหน็จแก่คนดี และลงโทษคนเลว […] พระราชกิจเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้ายอย่างแน่นอน และกระนั้น พวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทั้งหลายก็ยังพูดว่า “การประกาศใดที่พูดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาแล้วนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและเป็นเท็จ” นี่ไม่ใช่การปฏิเสธพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเองหรอกหรือ? นี่มิใช่การแอบปฏิเสธและการกล่าวโทษการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูหรอกหรือ? ผู้คนเยี่ยงนี้เป็นผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงหรือ? ผู้คนมากมายเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและรอคอยการทรงกลับมาของพระองค์ และพวกเขาทั้งหมดล้วนคอยป้องกันไม่ให้เกิดพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยวจนะเทียมเท็จประหนึ่งเป็นกิจเบื้องต้นของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ใส่ใจที่จะรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือรับเสด็จการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และโดยการที่ทำเช่นนี้ พวกเขาจึงกำลังพลาดจากป่าไม้เพราะมัวแต่มองไปที่ต้นไม้ และกำลังเลิกกินอาหารเพราะเกรงกลัวการสำลัก ไม่สำคัญเลยว่าคนบางคนอาจคอยป้องกันไม่ให้เกิดพระคริสต์เทียมเท็จอย่างไร หากพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะรับเสด็จการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วไซร้ พวกเขาก็คือหญิงพรหมจารีโง่คนหนึ่งและความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็ย่อมจะจบลงในความล้มเหลว บัดนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกลับมาเนิ่นนานแล้ว และโดยการยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และบรรลุความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายได้ และกระนั้น พวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสเหล่านี้ก็เป็นเหตุให้ผู้คนคอยระวังปกป้องตัวเองอย่างมืดมอด และพวกนั้นก็ยังไม่อนุญาตให้ผู้คนแสวงหาหรือศึกษาพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงทำลายโอกาสของผู้คนที่จะบรรลุความรอดของพระเจ้า โดยการทำเช่นนี้ พวกเขาไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางและเครื่องสะดุดที่กีดกันผู้คนไม่ให้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์หรอกหรือ? นี่เหมือนกันไม่มีผิดกับสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสต่อพวกฟาริสีเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงว่ากล่าวพวกเขาไปว่า “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม” (มัทธิว 23:13) หากพวกเราเชื่อในสิ่งที่พวกผู้นำเหล่านี้พูด และพวกเราถือว่าการประกาศใดที่พูดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาแล้วนั้นเป็นเท็จ และพวกเราไม่แสวงหาหรือศึกษาหนทางนี้เอาเสียเลย เช่นนั้นแล้ว พวกเราทั้งหมดก็ย่อมจะพลาดโอกาสของพวกเราในการที่จะรับเสด็จองค์พระผู้เป็นเจ้าและถูกรับขึ้นไปในอาณาจักรสวรรค์ เช่นนั้นแล้ว จะไม่ใช่ว่า พวกเรากำลังนำพาตัวเองไปสู่ความย่อยยับหรอกหรือ?

4. พวกผู้นำทางศาสนาปั้นแต่งข่าวลือด้วยการพูดว่า “เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ แวบเดียวที่พวกเขาเข้าสู่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะจากไปได้อีกเลย หากพวกเขาต้องการจากไป พวกเขาจะถูกควักดวงตาออกและถูกตัดหูกับจมูกของพวกเขา” นี่ก็แค่เรื่องเหลวไหลชัดๆ และผู้ใดที่มีสมองย่อมสามารถมองเห็นได้ทันทีว่า นี่ก็แค่ข่าวลือ เรียบง่ายและชัดเจน และเป็นการหมิ่นประมาทและใส่ร้ายป้ายสีพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ดังที่ทุกคนรู้กัน พรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองที่ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และมันเป็นระบอบซาตานที่เกลียดชังพระเจ้าที่สุด หากใครบางคนในประเทศจีนได้ถูกควักดวงตาออกและถูกตัดหูกับจมูกของพวกเขาเพราะการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว รัฐบาลจีนก็คงจะได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นกรณีใหญ่ คงปฏิบัติต่อเรื่องนี้เสมือนเป็นอาชกรรมสำคัญ และคงจะได้ลงโทษบรรดาผู้ที่รับผิดชอบไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สื่อ—กระบอกเสียงของพวกพรรคคอมมิวนิสต์จีน—ก็คงจะประโคมเรื่องนี้จนถึงระดับคลุ้มคลั่งและทำจนมั่นใจว่าทุกคนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และกระนั้น หลายปีดีดักได้ผ่านไปนับตั้งแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ และไม่มีแม้สักคนที่ได้ถูกควักดวงตาของพวกเขาออก หรือถูกตัดหูและจมูกของพวกเขาเพราะการที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเรามาดูที่ผู้คนรอบตัวพวกเรากันเถิด ในขณะที่มีสถานการณ์ทุกประเภท อาทิ ผู้คนบางคนได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ไปหลายปีแล้ว นั่นคือ บางคนได้ศึกษาพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แล้วก็หันหลังให้ เพราะพวกเขาเชื่อข่าวลือที่แพร่กระจายโดยพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทั้งหลาย บ้างก็ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปหลายครั้ง และยังปฏิเสธที่จะยอมรับมัน และจากนั้นก็มีบ้างที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แล้วจากนั้นก็ถูกกวาดล้างและขับไล่โดยคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เพราะการทำชั่ว และใครหรือท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ ที่เคยถูกตัดจมูกและถูกควักดวงตาของพวกเขาออก หรือถูกตัดแขนและขาของพวกเขา? นี่คือข้อพิสูจน์อันทรงพลังอำนาจที่สุด ที่มากกว่านั้นก็คือ คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไม่เคยบังคับผู้ใดให้เข้าร่วมกับคริสตจักร ดังที่ระบุตกลงไว้อย่างชัดเจนในประกาศกฤษฎีกาบริหารแห่งราชอาณาจักรว่า “ญาติผู้ที่ไม่มีความเชื่อ (ลูกหลานของเจ้า สามีหรือภรรยาของเจ้า บรรดาพี่น้องหญิงของเจ้าหรือบิดามารดาของเจ้า เป็นต้น) ไม่ควรถูกบังคับให้เข้าสู่คริสตจักร ครอบครัวของพระเจ้าไม่ขาดแคลนสมาชิก และไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องชดเชยจำนวนสมาชิกของครอบครัวของพระเจ้าด้วยผู้คนที่ไม่มีประโยชน์ ทุกคนที่ไม่ยินดีเชื่อต้องไม่ถูกนำทางเข้าสู่คริสตจักร” (ประกาศกฤษฎีกาบริหารสิบประการซึ่งจะต้องได้รับการเชื่อฟังโดยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคแห่งราชอาณาจักร” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) บรรดาผู้ที่เข้าร่วมกับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทุกคนต้องเป็นผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไม่ยอมรับผู้คนที่ไม่เต็มใจเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อที่จะสร้างจำนวนเท่านั้น บรรดาผู้ที่เข้าสู่ทั้งหมดจะต้องผ่านการตรวจสอบอันเคร่งครัดเสียก่อน และผู้ไม่เชื่อและผู้คนเลวรายใดที่พยายามเลื้อยแทรกเข้ามาจะถูกกวาดล้างและขับไล่ออกไปจากคริสตจักร หากใครบางคนต้องการจะกลับหลัง และไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกต่อไปแล้ว ก็ย่อมไม่มีใครห้ามเลย ประตูแห่งพระนิเวศของพระเจ้านั้นเปิดกว้าง และผู้คนมีอิสระที่จะจากไปเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาปรารถนา เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นหลักฐานว่า ถ้อยแถลงที่พวกผู้นำทางศาสนากล่าวว่า “เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ แวบเดียวที่พวกเขาเข้าสู่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาไม่สามารถที่จะจากไปได้อีกเลย หากพวกเขาต้องการจากไป พวกเขาจะถูกควักดวงตาออกและถูกตัดหูกับจมูกของพวกเขา” นั้น เป็นคำโกหกหนึ่งของมาร เรียบง่ายและชัดเจน และผู้ใดที่มีสมองย่อมมีความสามารถที่จะหยั่งรู้การนี้

5. พวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทั้งหลายกล่าวโทษบรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่ากำลังมาขโมยแกะของพวกเขา ดังที่ทุกคนซึ่งเป็นผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจต่างรู้กันว่า บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้านั้น เป็นของพระเจ้า และไม่ใช่ของนิกายทางศาสนาใดเลย ทั้งยังไม่ใช่ของผู้นำคนใดของนิกายทางศาสนา ไม่สำคัญว่า ผู้เชื่อไปชุมนุมกันอยู่ในนิกายใด หรือใครเป็นผู้นำพวกเขา พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นแกะของพระเจ้า ดังที่พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา” (ยอห์น 10:14) อย่างไรก็ตาม ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสมากมายพูดว่า ผู้เชื่อทั้งหลายเป็นแกะของพวกเขา—นี่ไม่ใช่ความสำคัญผิดอันใหญ่หลวงหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังพยายามแย่งที่ของพระเจ้าโดยการพูดสิ่งนี้หรอกหรือ? ผู้คนพวกนี้ไม่ใช่กำลังแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อชิงฝูงแกะของพระองค์และเพื่อชิงประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรหรอกหรือ? พระเยซูผู้ได้ทรงกลับมาในยุคสุดท้ายจะทรงนำแกะของพระองค์กลับสู่พระนิเวศของพระองค์ และนี่ไม่ใช่อะไรเลยนอกเสียจากธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้ และกระนั้น พระองค์ก็ยังทรงถูกเกณฑ์ให้มาอยู่ภายใต้อุปสรรคและการกล่าวโทษอันไม่เป็นธรรมของพวกผู้นำในโลกศาสนา พวกผู้คนที่มีทรรศนะต่อพระเจ้าเสมือนเป็นศัตรู และผู้ที่ไม่เพียงปฏิเสธที่จะมอบผู้เชื่อทั้งหลายให้กับพระเจ้า แต่ในทางตรงข้าม กลับเป็นผู้ที่ยึดผู้เชื่อทั้งหลายไว้ภายใต้อำนาจของพวกเขาเอง และพูดว่าผู้เชื่อเหล่านั้นเป็นแกะของพวกเขาเอง และพวกเขาประกาศแถลงว่า เหล่าพี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ซึ่งประกาศข่าวประเสริฐนั้นกำลังมาขโมยแกะของพวกเขา พวกนั้นโยนอุปสรรคขัดขวางทุกชนิดเข้ามาในเส้นทางของเหล่าพี่น้องชายหญิงและกล่าวโทษพวกเขา และพวกนั้นถึงขั้นแจ้งเรื่องของพวกเขากับตำรวจ และทำให้พวกเขาถูกจับกุม พวกนั้นไม่ใช่ชาวสวนคนเลวที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสถึงอย่างแน่นอนหรอกหรือ?

พวกผู้นำทางศาสนาเหล่านี้เสแสร้งว่ากำลังปกป้องแกะของพวกเขา พลางวางแผนการอย่างจงใจที่จะเป็นอุปสรรคต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงในการศึกษาพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จนถึงจุดที่พวกเขาถึงขั้นตีความพระคัมภีร์แบบไร้สาระ ปั้นแต่งข่าวลือ ข่มขู่และโกหกเหล่าพี่น้องชายหญิง ในขณะเดียวกันก็กล่าวว่า พวกเขาทำสิ่งนี้ก็เพราะความคำนึงถึงชีวิตของพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย หากพวกเขารับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิงทั้งหลายอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เหตุใดพวกนั้นจึงไม่นำทางพวกเขาไปแสวงหาหนทางที่แท้จริงเล่า? เหตุใดหรือ พวกนั้นจึงไม่กล้าที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ออกมา และอนุญาตให้เหล่าพี่น้องชายหญิงได้ศึกษาพระวจนะเหล่านั้นอย่างเปิดเผย? เหตุใดพวกนั้นจึงกลัวเหลือเกินว่า เหล่าพี่น้องชายหญิงจะยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์? ในข้อเท็จจริงนั้น พวกผู้นำทางศาสนามากมายได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว และพวกเขารู้ว่าพระวจนะของพระองค์นำสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพมาด้วย เช่นนั้น เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับมันไว้ด้วยตัวพวกเขาเองเล่า และยังห้ามไม่ให้เหล่าพี่น้องชายหญิงยอมรับมันอีกด้วย? อันที่จริงแล้ว พวกนั้นกลัวว่า ทันทีที่เหล่าพี่น้องชายหญิงได้อ่านพระวจนะ พวกเขาจะระลึกได้ว่า พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น คือพระสุรเสียงของพระเจ้าและคือความจริง และกลัวว่า จากนั้น พี่น้องชายหญิงทั้งหลายก็จะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เช่นนั้นแล้ว ผู้นำทางศาสนาทั้งหลายก็จะไม่สามารถที่จะได้ชื่นชมการถูกนมัสการจากเหล่าพี่น้องชายหญิงอีกต่อไป และพวกเขาก็จะสูญเสียตำแหน่งและการทำมาหากินไป เพราะฉะนั้น พวกนั้นจึงวางกับดักและควบคุมพี่น้องชายหญิงทั้งหลายเอาไว้ พวกเขาสร้างข่าวลืออันน่าสยองขวัญทุกประเภทเพื่อหลอกลวงและข่มขู่เหล่าพี่น้องชายหญิง และพวกเขาเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องชายหญิงในการแสวงหาและการศึกษาหนทางที่แท้จริง—นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกนั้นและเป็นความตั้งใจที่ส่อแววร้ายของพวกนั้น พวกนั้นเหมือนกันไม่มีผิดกับพวกหัวหน้าปุโรหิตชาวยิว พวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีจากกาลสมัยของพระเยซู พวกนั้นรู้ดีอย่างครบถ้วนว่า พระเยซูทรงได้รับการทำให้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นทุนติดตัวมา แต่เพราะพวกนั้นกลัวว่า ทุกคนจะเริ่มเชื่อในพระเยซู และจะไปจากพวกเขา อันเป็นการทำให้สูญเสียตำแหน่งของพวกเขา การทำมาหากินของพวกเขา และความยินดีของพวกเขา เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมิได้แสวงหาหรือศึกษาหนทางที่แท้จริง แต่พวกเขากลับกล่าวโทษและต้านทานพระเยซูอย่างลนลาน ไม่ผิดจากที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ฉะนั้นพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสีก็เรียกประชุมสมาชิกสภาแล้วพูดกันว่า ‘เราจะทำอย่างไรกันดี เพราะว่าชายคนนี้ทำหมายสำคัญมากมาย? ถ้าเราปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ต่อไป ทุกคนก็จะเชื่อถือเขา แล้วพวกโรมันก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา’ […] นับตั้งแต่วันนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะฆ่าพระองค์” (ยอห์น 11:47-48, 53) ในท้ายที่สุดแล้ว พวกนั้นก็ได้ตอกตรึงองค์พระเยซูเจ้าไปบนกางเขน อันเป็นการทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคืองและเป็นการกระทำบาปที่ชั่วช้า และเป็นการกลายไปเป็นผู้คนที่จะถูกกล่าวโทษในฐานะพวกคนทรยศตลอดไป เหตุรากเหง้าของการต้านทานและการกล่าวโทษของพวกฟาริสีที่มีต่อพระเยซูนั้นเหมือนกันไม่มีผิดกับการต้านทานและการกล่าวโทษของพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในโลกศาสนาในวันนี้—พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาซึ่งเบื่อหน่ายความจริง เกลียดชังความจริง และต้านทานพระเจ้า ในยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงพระราชกิจเพื่อที่จะนำพาบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจทุกคนกลับเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พวกผู้นำทางศาสนาไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยวางฝูงแกะของพวกเขาเท่านั้น แต่ในทางตรงข้าม พวกเขากลับทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้ในอันที่จะทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก และเป็นอุปสรรคไม่ให้ผู้คนหันเข้าหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ พวกนั้นถือว่าคริสตจักรของตัวเองเป็นดินแดนของพวกเขาเองและพี่น้องชายหญิงทั้งหลายคือทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้รับใช้ชั่วที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสถึงหรอกหรือ? พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ที่ได้ถูกเปิดโปงในยุคสุดท้ายหรอกหรือ? พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีผู้ที่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ในโบสถ์อันอลังการและสวดท่องพระคริสตธรรมคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนในนั้นที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนในนั้นที่สามารถรู้จักพระเจ้า และที่ยิ่งน้อยกว่านั้นคือ ไม่มีคนหนึ่งคนใดในนั้นปฏิบัติโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นคนถ่อยไร้ค่า และแต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอนพระเจ้า พวกเขาตั้งใจต่อต้านพระเจ้าแม้ขณะที่พวกเขาถือธงประจำของพระองค์ พวกเขาอ้างความเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงกินเนื้อหนังและดื่มโลหิตของมนุษย์ ผู้คนเช่นนั้นทั้งหมดคือเหล่ามารที่สวาปามดวงวิญญาณของมนุษย์ เหล่าปีศาจที่จงใจขวางทางผู้ที่พยายามก้าวลงบนเส้นทางที่ถูกต้อง และคือเครื่องสะดุดทั้งหลายที่คอยขัดแข้งขัดขาผู้ที่แสวงหาพระเจ้า พวกเขาอาจดูมี “องค์ประกอบอันเพียบพร้อม” แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านั้นมิใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ลุกต้านพระเจ้า? ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งอุทิศตัวเพื่อการสวาปามดวงวิญญาณของมนุษย์?” (ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือคนที่ต่อต้านพระเจ้า” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หากพวกเราใส่ใจอย่างมืดบอดและติดตามข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วโดยพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสเคร่งศาสนา และไม่นำวิจารณญาณของพวกเรามาประยุกต์ใช้แล้วไซร้ พวกเราย่อมจะถูกกลอุบายอันฉลาดแกมโกงของพวกผู้รับใช้เลวจับเอาไว้ และพวกเราก็จะกลายเป็นอะไรที่ไม่มากไปกว่าวัตถุในงานศพที่จะถูกฝังเคียงคู่ไปกับพวกศัตรูของพระคริสต์

ด้านบนนั้น พวกเราได้ชำแหละและวิเคราะห์ข่าวลือและเหตุผลวิบัติบางอย่างซึ่งถูกแพร่กระจายไปทั่วโดยพวกผู้นำทางศาสนาด้วยจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้พี่น้องชายหญิงทั้งหลายได้พัฒนาวิจารณญาณของพวกเขา เพื่อที่จะมองทะลุเพทุบายทั้งหลายของซาตาน และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงโดยข่าวลือและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ พี่น้องชายหญิงเอย พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อจีนแผ่นดินใหญ่นั้นได้มาถึงบทอวสานแล้ว และข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรของพระองค์ก็กำลังยื่นขยายไปทั่วท้องทะเลของประชาชาติทั้งมวล พี่น้องชายหญิงส่วนมากที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ และผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นได้มองทะลุเพทุบายทั้งหลายของซาตานแล้ว และได้ฝ่าพ้นกับดักทั้งหลายของผู้รับใช้เลวแล้ว และพวกเขาได้คืนสู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว พวกเขาชื่นชมการให้น้ำและการจัดเตรียมของน้ำดำรงชีวิตแห่งชีวิตของพระเจ้า และได้มองเห็นความหวังแห่งความรอดแล้ว มีเพียงพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น ที่ทรงสามารถให้ความจริงและชีวิตแก่พวกเราได้ และเฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถนำทางพวกเราไปสู่บั้นปลายอันสวยงามได้ ไม่มีผู้นำคนใดสามารถเป็นบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของมนุษย์ได้ พวกเราคงจะเป็นพวกคนโง่แบบนั้นที่เชื่อในข่าวลือทั้งหลายอย่างมืดบอด พวกเราจะสามารถได้มาซึ่งความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงออกในยุคสุดท้าย และเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ ก็โดยการฝ่าพ้นการหลอกลวงของข่าวลือและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ และการแสวงหาหนทางที่แท้จริงเท่านั้น เพราะฉะนั้น การยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จึงเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุความรอด และพวกเราต้องไม่พลาดโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าอย่างเด็ดขาด หรือไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็จะเสียใจไปจนตลอดชีวิตที่เหลือของพวกเรา!

ก่อนหน้า:การให้การยอมรับข่าวลือต่างๆ หมายถึงการสูญเสียความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้า

ถัดไป:พระเจ้าทรงมีเพศซึ่งเฉพาะเจาะจงหรือไม่? ข้าพเจ้าค้นพบการตีความใหม่ประการหนึ่ง (ภาคที่ 2)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง