ส่วนที่คัดสรรจากสี่บทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “เกี่ยวกับพระคัมภีร์”

1. เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว วิถีทางดั้งเดิมของผู้คนเกี่ยวกับการเชื่อนั้น (ที่เป็นของศาสนาคริสต์ หนึ่งในสามศาสนาใหญ่ของโลก) คือการอ่านพระคัมภีร์ การแยกจากพระคัมภีร์ไม่ใช่การเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า  การแยกจากพระคัมภีร์คือความนอกคอกและความนอกรีต และถึงแม้ว่าผู้คนจะอ่านหนังสืออื่นๆ แต่รากฐานของหนังสือเหล่านั้นก็ต้องเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพระคัมภีร์  กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องอ่านพระคัมภีร์ และภายนอกพระคัมภีร์ เจ้าต้องไม่นมัสการหนังสือเล่มใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์  หากเจ้าทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทรยศพระเจ้า  นับตั้งแต่เวลาที่มีพระคัมภีร์เป็นต้นมา การเชื่อของผู้คนในองค์พระผู้เป็นเจ้าคือการเชื่อในพระคัมภีร์  แทนที่จะพูดว่าผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาเชื่อในพระคัมภีร์ แทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์ ก็เป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นเชื่อในพระคัมภีร์ และแทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คงเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่ต่อหน้าพระคัมภีร์  ด้วยวิธีนี้ ผู้คนนมัสการพระคัมภีร์เสมือนว่าพระคัมภีร์คือพระเจ้า เสมือนว่าพระคัมภีร์คือโลหิตแห่งชีวิตของพวกเขา และการสูญเสียพระคัมภีร์ก็คงจะเหมือนกับการสูญเสียชีวิตของพวกเขา  ผู้คนมองว่าพระคัมภีร์สูงส่งเท่ากับพระเจ้า และมีแม้กระทั่งผู้ที่มองว่าพระคัมภีร์สูงส่งกว่าพระเจ้า  หากผู้คนปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากพวกเขาไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้า พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้—แต่ทันทีที่พวกเขาสูญเสียพระคัมภีร์ หรือสูญเสียบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคัมภีร์ ก็เสมือนกับว่าพวกเขาได้สูญเสียชีวิตของพวกเขาไปแล้ว  และดังนั้น ทันทีที่ผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็เริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์ และท่องจำพระคัมภีร์ และยิ่งพวกเขามีความสามารถที่จะท่องจำพระคัมภีร์ได้มากเท่าใด นี่ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าพวกเขารักองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  บรรดาผู้ที่ได้อ่านพระคัมภีร์และสามารถพูดถึงพระคัมภีร์แก่ผู้อื่นได้นั้นล้วนเป็นบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ดี  ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ความเชื่อและความจงรักภักดีของผู้คนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าถูกวัดไปตามขอบข่ายความเข้าใจพระคัมภีร์ของพวกเขา  ผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งไม่เข้าใจว่าจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาไม่ทำสิ่งใดนอกจากสำรวจค้นเบาะแสเพื่อถอดรหัสบทอ่านทั้งหลายของพระคัมภีร์อย่างมืดบอด  ผู้คนไม่เคยไล่ตามเสาะหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย  ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากศึกษาและเจาะลึกพระคัมภีร์อย่างสุดชีวิต และไม่มีผู้ใดเคยพบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ใหม่กว่าภายนอกพระคัมภีร์  ไม่มีผู้ใดเคยแยกจากพระคัมภีร์ อีกทั้งไม่มีผู้ใดเคยกล้าที่จะทำเช่นนั้น  ผู้คนได้ศึกษาพระคัมภีร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาคิดคำอธิบายมากมาย และใช้ความพยายามอย่างมากมาย  พวกเขายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างมากมายเกี่ยวกับพระคัมภีร์ ซึ่งพวกเขาโต้เถียงกันอย่างไม่จบไม่สิ้น จนถึงขนาดที่มีการก่อตั้งนิกายที่แตกต่างกันมากกว่าสองพันนิกายในวันนี้  พวกเขาทุกคนต้องการหาคำอธิบายพิเศษบางอย่างหรือความล้ำลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระคัมภีร์ พวกเขาต้องการท่องสำรวจพระคัมภีร์ และหาความเป็นมาของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล หรือความเป็นมาของพระราชกิจของพระเยซูในยูเดีย หรือความล้ำลึกเพิ่มเติมที่ไม่มีใครคนอื่นรู้ในพระคัมภีร์  การเข้าหาพระคัมภีร์ของผู้คนเป็นการเข้าหาที่มีความหลงใหลและความเชื่อ และไม่มีใครสามารถเข้าใจเรื่องราวภายในหรือเนื้อแท้ของพระคัมภีร์ได้ชัดเจนอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  ดังนั้น ในวันนี้ผู้คนจึงยังคงมีสำนึกรับรู้ถึงความน่าอัศจรรย์เกินกว่าจะพรรณนาได้เมื่อพูดถึงพระคัมภีร์ และพวกเขาหลงใหลพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก และมีความเชื่อในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก  วันนี้ ทุกคนต้องการที่จะหาคำเผยพระวจนะต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายในพระคัมภีร์ พวกเขาต้องการค้นพบว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจใดในระหว่างยุคสุดท้าย และมีหมายสำคัญใดบ้างสำหรับยุคสุดท้าย  ด้วยวิธีนี้ การนมัสการพระคัมภีร์ของพวกเขาจึงกลายเป็นแรงกล้ายิ่งขึ้น และยิ่งใกล้ถึงยุคสุดท้ายมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งให้ความเชื่อถือกับคำเผยพระวจนะทั้งหลายในพระคัมภีร์อย่างมืดบอดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเผยพระวจนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับยุคสุดท้าย  ด้วยความเชื่อในพระคัมภีร์อย่างมืดบอดเช่นนั้น ด้วยความไว้วางใจในพระคัมภีร์เช่นนั้น พวกเขาจึงไม่มีความอยากที่จะแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของผู้คนนั้น พวกเขาคิดว่ามีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่สามารถนำพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาได้ พวกเขาสามารถพบรอยพระบาทของพระเจ้าได้ในพระคัมภีร์เท่านั้น ความล้ำลึกทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้าถูกซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์เท่านั้น มีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้น—ไม่ใช่ในหนังสือหรือผู้คนอื่นๆ—ที่สามารถอธิบายให้ชัดเจนถึงทุกสิ่งทุกอย่างของพระเจ้าและความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระองค์ได้ พระคัมภีร์สามารถนำพระราชกิจแห่งสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลกได้ และพระคัมภีร์สามารถทำได้ทั้งเริ่มต้นและสรุปปิดตัวยุคทั้งหลาย  ด้วยมโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ ผู้คนจึงไม่มีแนวโน้มที่จะสำรวจค้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังนั้น ไม่ว่าพระคัมภีร์จะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในอดีตมากเพียงใดก็ตาม แต่พระคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า  หากปราศจากพระคัมภีร์ ผู้คนจะสามารถค้นหารอยพระบาทของพระเจ้าที่อื่นได้ แต่ในวันนี้ รอยพระบาทของพระองค์อยู่ในพระคัมภีร์มาตลอด และการขยายพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ออกไปได้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นการต่อสู้ดิ้นรนที่ยากลำบาก  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคัมภีร์ รวมทั้งคำเผยพระวจนะต่างๆ จากพระคัมภีร์  พระคัมภีร์ได้กลายเป็นรูปเคารพในจิตใจของผู้คน ได้กลายเป็นปริศนาในสมองของพวกเขา และพวกเขาเพียงแค่ไม่สามารถเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถทรงพระราชกิจภายนอกพระคัมภีร์ได้ พวกเขาไม่สามารถเชื่อว่าผู้คนสามารถพบพระเจ้าภายนอกพระคัมภีร์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะเชื่อได้ว่าพระเจ้าทรงสามารถแยกทางจากพระคัมภีร์ในระหว่างพระราชกิจขั้นสุดท้ายและเริ่มต้นใหม่ได้  นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนคิดไม่ถึง พวกเขาไม่สามารถเชื่อสิ่งนี้ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถจินตนาการถึงสิ่งนี้ได้  พระคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการที่ผู้คนจะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และเป็นความลำบากยากเย็นต่อการที่พระเจ้าจะทรงขยายพระราชกิจใหม่นี้ให้กว้างไกล  

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

2. หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิมก็ได้ถูกเขียนขึ้น และเป็นเวลานั้นนั่นเองที่ผู้คนเริ่มอ่านพระคัมภีร์  หลังจากที่พระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ และบรรดาอัครทูตของพระองค์ได้เขียนพันธสัญญาใหม่ขึ้น  ด้วยเหตุนี้พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ของพระคัมภีร์จึงได้ถูกเขียนขึ้น และแม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าทั้งหมดก็ได้อ่านพระคัมภีร์มาตลอด  พระคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์  แน่นอนว่าพระคัมภีร์ยังบรรจุไว้ด้วยการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และการพยากรณ์ดังกล่าวไม่ใช่ประวัติศาสตร์แต่อย่างใด  พระคัมภีร์ประกอบด้วยหลายส่วน—ไม่ได้มีแค่คำเผยพระวจนะเท่านั้น หรือแค่พระราชกิจของพระยาห์เวห์เท่านั้น และไม่ได้มีแค่หมวดจดหมายฝากของเปาโลเท่านั้น  เจ้าต้องรู้ว่าพระคัมภีร์ประกอบด้วยกี่ส่วน พันธสัญญาเดิมมีหนังสือปฐมกาล อพยพ…และยังมีหนังสือการเผยพระวจนะที่บรรดาผู้เผยพระวจนะได้เขียนขึ้นอีกด้วย  ในท้ายที่สุด พันธสัญญาเดิมจบลงด้วยหนังสือมาลาคี  หนังสือเล่มนี้บันทึกพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติซึ่งนำโดยพระยาห์เวห์ จากหนังสือปฐมกาลจนถึงหนังสือมาลาคีเป็นบันทึกที่ครอบคลุมเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดแห่งยุคธรรมบัญญัติ  กล่าวคือ พันธสัญญาเดิมบันทึกทุกสิ่งที่ผู้คนที่ได้รับการทรงนำโดยพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับประสบการณ์มา  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมนั้น บรรดาผู้เผยพระวจนะจำนวนมากที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้นได้พูดคำเผยพระวจนะเพื่อพระองค์ พวกเขาได้ให้คำแนะนำกับชนเผ่าและชนชาติต่างๆ และพยากรณ์พระราชกิจที่พระยาห์เวห์จะทรงปฏิบัติ  ผู้คนที่พระองค์ทรงให้มีขึ้นเหล่านี้ทั้งหมดได้รับมอบพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะจากพระยาห์เวห์ นั่นคือ  พวกเขามีความสามารถที่จะมองเห็นนิมิตต่างๆ จากพระยาห์เวห์และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการดลใจจากพระองค์และได้เขียนคำเผยพระวจนะขึ้น  งานที่พวกเขาทำคือการแสดงออกถึงพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์  คือแสดงออกถึงการเผยพระวจนะของพระยาห์เวห์ และพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้นเป็นเพียงการนำผู้คนโดยใช้พระวิญญาณ  พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และผู้คนไม่ได้มองเห็นสิ่งใดจากพระพักตร์ของพระองค์เลย  ดังนั้น พระองค์จึงทรงให้มีผู้เผยพระวจนะมากมายเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ และทรงประทานพระดำรัสที่พวกเขาได้ส่งต่อไปยังทุกชนเผ่าและทุกวงศ์ตระกูลของอิสราเอล  งานของพวกเขาคือการพูดคำเผยพระวจนะ และพวกเขาบางคนได้เขียนคำสอนที่พระยาห์เวห์ทรงมีให้กับพวกเขาเพื่อแสดงต่อผู้อื่น  พระยาห์เวห์ทรงให้มีผู้คนเหล่านี้ขึ้นเพื่อพูดคำเผยพระวจนะ เพื่อพยากรณ์พระราชกิจของอนาคตหรือพระราชกิจที่ยังต้องทำในระหว่างเวลานั้น เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นความอัศจรรย์และพระปรีชาญาณของพระยาห์เวห์  หนังสือคำเผยพระวจนะเหล่านี้แตกต่างอย่างยิ่งจากหนังสือเล่มอื่นๆ ในพระคัมภีร์  หนังสือเหล่านี้คือถ้อยคำทั้งหลายที่พูดหรือเขียนขึ้นโดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ—โดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับนิมิตต่างๆ หรือพระสุรเสียงจากพระยาห์เวห์  นอกเหนือจากหนังสือเกี่ยวกับคำเผยพระวจนะเหล่านี้แล้ว สิ่งอื่นทุกอย่างในพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบันทึกต่างๆ ที่ผู้คนได้บันทึกหลังจากที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว  หนังสือเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่การพยากรณ์ที่พูดโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้น เช่น หนังสือปฐมกาลและอพยพไม่สามารถถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังสืออิสยาห์และหนังสือดาเนียลได้  คำเผยพระวจนะต่างๆ ถูกพูดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินพระราชกิจ ในขณะที่หนังสืออื่นๆ เขียนขึ้นหลังจากที่พระราชกิจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้  บรรดาผู้เผยพระวจนะในเวลานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากพระยาห์เวห์และได้พูดคำเผยพระวจนะบางประการ  พวกเขาได้พูดคำมากมาย และพวกเขาได้เผยพระวจนะเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากมายของยุคพระคุณ ตลอดจนการทำลายล้างของโลกในยุคสุดท้าย—ซึ่งเป็นพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงวางแผนที่จะทำ  หนังสือทั้งหมดที่เหลือต่างบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอล  ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านพระคัมภีร์ เจ้ากำลังอ่านเกี่ยวกับสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอลเป็นหลัก  โดยพื้นฐานแล้ว พันธสัญญาเดิมของพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในการทรงนำอิสราเอล การที่พระองค์ทรงใช้โมเสสเพื่อนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ ผู้ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากพันธนาการของฟาโรห์ และนำพวกเขาออกสู่ถิ่นทุรกันดาร ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาเข้าสู่คานาอันและทุกสิ่งหลังจากนี้คือชีวิตของพวกเขาในคานาอัน  นอกเหนือจากนี้ ทั้งหมดประกอบด้วยบันทึกเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ทั่วทั้งอิสราเอล  ทุกสิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล คือพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในแผ่นดินที่พระองค์ได้ทรงสร้างอาดัมและเอวาขึ้น  นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นนำทางผู้คนบนแผ่นดินโลกอย่างเป็นทางการหลังจากโนอาห์ ทั้งหมดที่บันทึกอยู่ในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจเกี่ยวกับอิสราเอล  แล้วเหตุใดจึงไม่มีการบันทึกพระราชกิจใดนอกเหนือจากในอิสราเอล?  เพราะแผ่นดินอิสราเอลคือเปลของมวลมนุษย์  ในปฐมกาลนั้น ไม่มีประเทศอื่นใดนอกเหนือจากอิสราเอล และพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงพระราชกิจในที่อื่นใด  ด้วยวิธีนี้ สิ่งที่ถูกบันทึกในพันธสัญญาเดิมแห่งพระคัมภีร์จึงเป็นพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอลในเวลานั้นทั้งหมด  คำพูดที่กล่าวโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะ โดยอิสยาห์ ดาเนียล เยเรมีย์ และเอเสเคียล…คำพูดทั้งหลายของพวกเขาพยากรณ์พระราชกิจอื่นๆ ของพระองค์บนแผ่นดินโลก  คำพูดเหล่านั้นพยากรณ์พระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าพระองค์เอง  ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า การบันทึกเหล่านี้คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกเหนือจากหนังสือเหล่านี้ของบรรดาผู้เผยพระวจนะแล้ว สิ่งอื่นๆ ทั้งหมดคือบันทึกประสบการณ์ทั้งหลายของผู้คนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้น

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

3. พระคัมภีร์เป็นหนังสือประเภทใด?  พันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ  พันธสัญญาเดิมของพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจทั้งหมดของพระยาห์เวห์ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติและพระราชกิจการแห่งการทรงสร้างของพระองค์  ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติ และในท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์สิ้นสุดลงด้วยหนังสือมาลาคี  พันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจสองประการที่พระเจ้าทรงได้ปฏิบัติ อันได้แก่  ประการหนึ่งคือพระราชกิจแห่งการทรงสร้าง และอีกประการหนึ่งคือการประกาศใช้ธรรมบัญญัติ  พระราชกิจทั้งสองประการนี้คือพระราชกิชที่พระยาห์เวห์ทรงได้ปฏิบัติ  ยุคธรรมบัญญัติเป็นตัวแทนพระราชกิจภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้า คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจที่ดำเนินการภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์เป็นหลัก  ดังนั้น พันธสัญญาเดิมจึงบันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ และพันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซู ซึ่งเป็นพระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการภายใต้พระนามของพระเยซูเป็นหลัก  นัยสำคัญของพระนามของพระเยซูและพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติถูกบันทึกในพันธสัญญาใหม่เป็นส่วนใหญ่  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติตามพันธสัญญาเดิม พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างพระวิหารและแท่นบูชาในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงนำชีวิตชาวอิสราเอลบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาคือประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ผู้คนกลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือกบนแผ่นดินโลกและผู้ซึ่งเป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์ กลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงนำทางด้วยพระองค์เอง  สิบสองชนเผ่าของอิสราเอลคือคนกลุ่มแรกที่ได้รับเลือกของพระยาห์เวห์ และดังนั้นพระองค์จึงทรงพระราชกิจในพวกเขาเสมอจนกระทั่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับการสรุปปิดตัว  พระราชกิจช่วงระยะที่สองคือพระราชกิจของยุคพระคุณตามพันธสัญญาใหม่ และพระราชกิจนี้ได้รับการดำเนินการท่ามกลางผู้คนชาวยิว ท่ามกลางหนึ่งในสิบสองชนเผ่าของอิสราเอล  วงเขตของพระราชกิจนี้เล็กลงเนื่องจากพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์  พระเยซูได้ทรงพระราชกิจทั่วทั้งดินแดนยูเดียเท่านั้น และได้ทรงพระราชกิจเพียงสามปีครึ่งเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาใหม่จึงไม่สามารถเกินกว่าปริมาณพระราชกิจที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมได้  พระราชกิจของพระเยซูในยุคพระคุณได้รับการบันทึกในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มเป็นหลัก  เส้นทางที่ผู้คนในยุคพระคุณเดินคือเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาที่ผิวเผินมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการบันทึกในหนังสือหมวดจดหมายฝาก  หนังสือหมวดจดหมายฝากแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจอย่างไรในเวลานั้น  (แน่นอนว่า ไม่ว่าเปาโลได้รับการตีสอนหรือได้รับเคราะห์ร้ายหรือไม่ก็ตาม แต่ในงานที่เขาทำนั้น เขาได้รับการสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาเป็นใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน ณ เวลานั้น  เปโตรก็ได้รับการทรงใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน แต่เขาไม่ได้ทำงานมากเท่ากับเปาโล  แม้ว่างานของเปาโลจะมีความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์อยู่ แต่ก็สามารถเห็นได้จากหนังสือหมวดจดหมายฝากที่เปาโลได้เขียนขึ้นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจอย่างไรในเวลานั้น  เส้นทางที่เปาโลได้นำนั้นคือเส้นทางที่ถูกต้อง มันถูกต้อง และเป็นเส้นทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์)

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

4. หากเจ้าปรารถนาที่จะพบเห็นพระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติ และพบเห็นว่าชาวอิสราเอลติดตามหนทางของพระยาห์เวห์อย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาเดิม หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจพระราชกิจของยุคพระคุณ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาใหม่  แต่เจ้าจะพบเห็นพระราชกิจของยุคสุดท้ายได้อย่างไร?  เจ้าต้องยอมรับการเป็นผู้ทรงนำของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่พระราชกิจของวันนี้ เพราะนี่คือพระราชกิจใหม่ และไม่เคยมีผู้ใดได้บันทึกถึงมันในพระคัมภีร์มาก่อน  วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเลือกสรรคนอื่นๆ ในประเทศจีน  พระเจ้าทรงพระราชกิจในผู้คนเหล่านี้ พระองค์ทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของยุคพระคุณ  พระราชกิจในวันนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ไม่เคยเดิน และเป็นหนทางที่ไม่มีใครเคยพบเห็น  การนี้คือพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน—การนี้คือพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ดังนั้น พระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้คือตอนนี้ และยังไม่ได้กลายเป็นอดีต  ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ใหม่กว่าบนแผ่นดินโลก และนอกอิสราเอลแล้ว ไม่รู้ว่าพระราชกิจได้ไปไกลเกินวงเขตของอิสราเอลแล้ว และเกินจากการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ไม่รู้ว่าพระราชกิจนี้คือพระราชกิจใหม่และน่าพิศวงที่อยู่นอกเหนือคำเผยพระวจนะทั้งหลาย และคือพระราชกิจที่ใหม่กว่านอกเหนืออิสราเอล และคือพระราชกิจที่ผู้คนทั้งไม่สามารถรับรู้หรือจินตนาการได้  พระคัมภีร์จะมีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจเช่นนั้นได้อย่างไร?  ใครจะสามารถบันทึกทุกๆ เสี้ยวส่วนของพระราชกิจของวันนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการละเว้นได้?  ใครจะสามารถบันทึกพระราชกิจนี้ ที่ทรงฤทธิ์กว่า มีสติปัญญากว่า ที่ท้าทายระเบียบแบบแผนในหนังสือเก่าผุพังเล่มนั้นได้?  พระราชกิจของวันนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องแยกจากพระคัมภีร์ เจ้าต้องไปไกลกว่าหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับคำเผยพระวจนะหรือประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าสู่อาณาจักรใหม่และพระราชกิจใหม่  เจ้าต้องเข้าใจว่าเหตุใดวันนี้จึงมีการขอให้เจ้าไม่อ่านพระคัมภีร์ เหตุใดจึงมีพระราชกิจอื่นที่แยกจากพระคัมภีร์ เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงมองหาการปฏิบัติที่ใหม่กว่า ละเอียดมากกว่าในพระคัมภีร์ และเหตุใดจึงมีพระราชกิจที่ทรงฤทธิ์กว่าภายนอกนอกพระคัมภีร์แทน  นี่คือทั้งหมดที่พวกเจ้าควรเข้าใจ  เจ้าต้องรู้ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจเก่าและพระราชกิจใหม่ และถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่อ่านพระคัมภีร์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะชำแหละพระคัมภีร์ได้ หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยังคงนมัสการพระคัมภีร์ และจะเป็นการยากที่เจ้าจะเข้าสู่พระราชกิจใหม่และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ  เหตุใดจึงศึกษาหนทางนั้นที่ต่ำและล้าสมัย ในเมื่อมีหนทางที่สูงกว่า? เหตุใดจึงใช้ชีวิตท่ามกลางบันทึกประวัติศาสตร์เก่าๆ ในเมื่อมีถ้อยดำรัสต่างๆ ที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่ใหม่กว่า? ถ้อยดำรัสใหม่ๆ สามารถจัดเตรียมให้เจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือพระราชกิจใหม่ บันทึกเก่าๆ ไม่สามารถทำให้เจ้าอิ่มอกอิ่มใจ หรือตอบสนองความจำเป็นในปัจจุบันของเจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่พระราชกิจของที่นี่และตอนนี้  หนทางที่สูงที่สุดคือพระราชกิจที่ใหม่ที่สุด และด้วยพระราชกิจใหม่นี้ ไม่ว่าหนทางของอดีตจะสูงเพียงใดก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของภาพสะท้อนของผู้คน และไม่ว่าหนทางนั้นจะมีคุณค่าในฐานะสิ่งอ้างอิงอย่างไรก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นหนทางเก่า  หนทางเก่าเป็นประวัติศาสตร์  ถึงแม้ว่าจะได้รับการบันทึกใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม หนทางเก่าก็คือประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบันทึกถึงหนทางนี้ใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม หนทางใหม่ก็คือหนทางของที่นี่และตอนนี้  หนทางนี้สามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ และหนทางนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้ เพราะนี่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

5. พระคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ และหากเจ้าได้กินและดื่มพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณแล้ว—หากเจ้าได้นำสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ในเวลาของพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณมาปฏิบัติแล้ว—พระเยซูก็คงจะทรงละทิ้งเจ้าและกล่าวโทษเจ้า หากเจ้าได้นำพันธสัญญาเดิมมาประยุกต์ใช้กับพระราชกิจของพระเยซู เจ้าคงจะได้เป็นพวกฟาริสี  หากวันนี้เจ้านำพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่มารวมกันเพื่อกินและดื่มและปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าในวันนี้จะกล่าวโทษเจ้า เจ้าจะไล่ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ไม่ทันแล้ว!  หากเจ้ากินและดื่มพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์!  ในระหว่างเวลาของพระเยซู พระเยซูทรงนำทางคนยิวและบรรดาผู้คนที่ติดตามพระองค์ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระองค์ในเวลานั้น  พระองค์ไม่ได้ทรงนำพระคัมภีร์มาเป็นพื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ แต่พระองค์ตรัสไปตามพระราชกิจของพระองค์  พระองค์ไม่ได้ทรงใส่พระทัยกับสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงสำรวจค้นเส้นทางเพื่อนำทางผู้ติดตามของพระองค์ในพระคัมภีร์  นับตั้งแต่เวลาที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ พระองค์ทรงเผยแพร่หนทางแห่งการกลับใจ—ซึ่งเป็นคำที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิมโดยสิ้นเชิง  พระองค์ไม่เพียงแต่ไม่ทรงปฏิบัติตามพระคัมภีร์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนำเส้นทางใหม่และทรงพระราชกิจใหม่ด้วย  พระองค์ไม่เคยทรงอ้างอิงถึงพระคัมภีร์เมื่อพระองค์ทรงเทศนาเลย  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัตินั้น ไม่เคยมีผู้ใดมีความสามารถที่จะกระทำการอัศจรรย์ของพระองค์ในการรักษาคนป่วยและการขับไล่พวกมารได้  ดังนั้น พระราชกิจของพระองค์ คำสอนของพระองค์ และสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะของพระองค์จึงเกินกว่ามนุษย์คนใดในยุคธรรมบัญญัติเช่นเดียวกัน  พระเยซูเพียงทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่าของพระองค์ และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายกล่าวโทษพระองค์โดยใช้พระคัมภีร์—และแม้กระทั่งใช้พันธสัญญาเดิมเพื่อตรึงกางเขนพระองค์—พระราชกิจของพระองค์ก็เหนือกว่าพันธสัญญาเดิม  หากนี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงตอกตรึงพระองค์กับกางเขน?  นั่นไม่ได้เป็นเพราะในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวถึงสิ่งใดที่เกี่ยวกับคำสอนคนและการขับไล่พวกมารของพระองค์หรอกหรือ?  พระราชกิจของพระองค์ได้รับการปฏิบัติเพื่อนำเส้นทางใหม่ ไม่ใช่เพื่อตั้งใจมีเรื่องกับพระคัมภีร์ หรือเพื่อตั้งใจไม่ใช้พันธสัญญาเดิมอีกต่อไป  พระองค์เพียงเสด็จมาเพื่อดำเนินพันธกิจของพระองค์ เพื่อนำพระราชกิจใหม่มายังผู้ที่โหยหาและแสวงหาพระองค์  พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่ออธิบายพันธสัญญาเดิมหรือยกชูพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม  พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ยุคธรรมบัญญัติพัฒนาต่อไปได้ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้พิจารณาถึงว่าพระราชกิจมีพระคัมภีร์เป็นพื้นฐานหรือไม่  พระเยซูเพียงเสด็จมาเพื่อปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรต้องกระทำ  ดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้ทรงอธิบายคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระวจนะของยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม  พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อสิ่งที่พันธสัญญาเดิมกล่าวไว้ พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยว่าพันธสัญญาเดิมจะเห็นชอบกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ และไม่ทรงใส่พระทัยว่าผู้อื่นจะรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ หรือพวกเขาจะกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์อย่างไร  พระองค์เพียงทรงพระราชกิจที่พระองค์ควรต้องทำต่อไป ถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะใช้การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมากล่าวโทษพระองค์ก็ตาม  สำหรับผู้คนแล้ว มันปรากฏเสมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่มีพื้นฐาน และมีหลายส่วนของพระราชกิจที่ขัดแย้งกับบันทึกของพันธสัญญาเดิม  นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของมนุษย์หรอกหรือ?  จำเป็นต้องนำคำสอนมาใช้กับพระราชกิจของพระเจ้าหรือ?  และพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามการพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะหรือ?  ในที่สุดแล้ว สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์?  เหตุใดพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามพระคัมภีร์?  เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงมีสิทธิ์ทำเกินกว่าพระคัมภีร์?  พระเจ้าทรงไม่สามารถแยกจากพระคัมภีร์และปฏิบัติพระราชกิจอื่นหรือ?  เหตุใดพระเยซูและสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไป?  หากพระองค์ทรงรักษาวันสะบาโตต่อไปและปฏิบัติตามพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิม เหตุใดเล่าพระเยซูจึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไปหลังจากที่พระองค์เสด็จมา แต่ทรงล้างพระบาท เอาผ้าคลุมพระเศียร หักขนมปัง และดื่มไวน์?  ทั้งหมดนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิมหรอกหรือ?  หากพระเยซูทรงให้เกียรติพันธสัญญาเดิม เหตุใดพระองค์จึงทรงยุติความเกี่ยวข้องกับคำสอนเหล่านี้?  เจ้าควรรู้ว่าอันใดที่มาก่อน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์!  พระองค์ทรงเป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต แล้วพระองค์จะไม่ทรงสามารถเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระคัมภีร์ด้วยหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

6. พระคัมภีร์ยังได้รับการเรียกว่าพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ด้วยเช่นกัน  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า “พันธสัญญา” หมายถึงอะไร?  “พันธสัญญา” ในพันธสัญญาเดิม มาจากพันธสัญญาของพระยาห์เวห์กับผู้คนอิสราเอลเมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์และทรงช่วยเหลือคนอิสราเอลจากฟาโรห์  แน่นอนว่าหลักฐานของพันธสัญญานี้คือเลือดลูกแกะที่ทาบนวงกบประตู ซึ่งพระเจ้าทรงได้สร้างพันธสัญญากับมนุษย์โดยผ่านทางวงกบประตูนี้ที่มีการกล่าวว่าผู้คนทั้งหมดที่มีเลือดลูกแกะที่ด้านบนและด้านข้างวงกบประตูคือคนอิสราเอล พวกเขาคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพระยาห์เวห์จะทรงละเว้นไม่ทำร้ายพวกเขาทั้งหมด (เพราะขณะนั้นพระยาห์เวห์ทรงกำลังจะประหารลูกหัวปีทั้งหมดในดินแดนอียิปต์และลูกแกะและลูกวัวควายตัวแรก)  พันธสัญญานี้มีความหมายสองระดับ  ไม่มีคนผู้ใดหรือสัตว์ตัวใดในดินแดนอียิปต์ที่จะได้รับการช่วยให้รอดพ้นโดยพระยาห์เวห์  พระองค์จะทรงประหารลูกหัวปีของพวกเขาทุกคน อีกทั้งลูกแกะและลูกวัวควายตัวแรก  ดังนั้น ในหนังสือการเผยพระวจนะหลายเล่มจึงมีการพยากรณ์ว่าคนอียิปต์จะได้รับการตีสอนอย่างรุนแรงเนื่องจากพันธสัญญาของพระยาห์เวห์  นี่คือความหมายระดับแรกของพันธสัญญา  พระยาห์เวห์ทรงประหารลูกหัวปีในดินแดนอียิปต์และลูกสัตว์ตัวแรกทุกตัว และพระองค์ทรงละเว้นไม่ทำร้ายคนอิสราเอลทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าทุกผู้คนที่อยู่ในดินแดนอิสราเอลได้รับการทะนุถนอมจากพระยาห์เวห์ และทั้งหมดจะได้รับการละเว้นไม่ถูกทำร้าย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะปฏิบัติพระราชกิจระยะยาวในพวกเขา และทรงสร้างพันธสัญญากับพวกเขาโดยใช้เลือดลูกแกะ  จากนั้นเป็นต้นมา พระยาห์เวห์จะไม่ทรงประหารคนอิสราเอล และตรัสว่าพวกเขาจะเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรตลอดไป  พระองค์จะทรงเริ่มต้นปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตลอดยุคธรรมบัญญัติท่ามกลางสิบสองชนเผ่าของอิสราเอล พระองค์จะทรงเผยธรรมบัญญัติทั้งหมดของพระองค์ต่อคนอิสราเอล และเลือกสรรผู้เผยพระวจนะและผู้พิพากษาในท่ามกลางพวกเขา และพวกเขาจะอยู่ที่ศูนย์กลางของพระราชกิจของพระองค์  พระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับพวกเขาว่า  หากยุคไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางผู้ที่พระองค์เลือกสรรเท่านั้น  พันธสัญญาของพระยาห์เวห์เป็นสิ่งที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นด้วยโลหิต และทำขึ้นกับผู้คนที่พระองค์ทรงเลือก  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงได้เลือกสรรวงเขตและเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อใช้เริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์สำหรับทั้งยุค  และดังนั้น ผู้คนจึงมองเห็นพันธสัญญาว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ  นี่คือความหมายระดับที่สองของพันธสัญญา  หนังสือเล่มอื่นๆ ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจของพระเจ้าท่ามกลางคนอิสราเอลหลังจากการสร้างพันธสัญญา ยกเว้นหนังสือปฐมกาลที่เป็นเรื่องราวก่อนการสร้างพันธสัญญา  แน่นอนว่ามีบันทึกถึงคนต่างชาติเป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว พันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล  เนื่องเพราะพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ทรงมีกับคนอิสราเอล หนังสือที่เขียนในระหว่างยุคธรรมบัญญัติจึงเรียกว่าพันธสัญญาเดิม  ชื่อนี้ได้รับการตั้งขึ้นตามพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ทรงมีกับคนอิสราเอล

พันธสัญญาใหม่ได้รับการตั้งชื่อตามพระโลหิตที่พระเยซูทรงหลั่งบนกางเขน และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงมีกับที่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์  พันธสัญญาของพระเยซูเป็นดังนี้  ผู้คนต้องเชื่อในพระองค์เท่านั้นเพื่อให้บาปของพวกเขาได้รับการให้อภัยเนื่องเพราะพระโลหิตที่พระองค์ทรงหลั่ง และดังนั้นพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดและเกิดใหม่โดยผ่านทางพระองค์ และจะไม่เป็นคนบาปอีกต่อไป ผู้คนต้องเชื่อในพระองค์เท่านั้นจึงจะได้รับพระคุณของพระองค์ และจะไม่ทนทุกข์ในนรกหลังจากที่พวกเขาตาย  หนังสือทุกเล่มที่เขียนขึ้นในระหว่างยุคพระคุณมาหลังจากพันธสัญญานี้ และทุกเล่มบันทึกพระราชกิจและถ้อยดำรัสที่ประกอบอยู่ในนั้น  หนังสือเหล่านี้ไม่ไปไกลเกินกว่าความรอดของการตรึงกางเขนขององค์พระเยซูเจ้าหรือพันธสัญญานั้น  หนังสือเหล่านี้ทุกเล่มเขียนขึ้นโดยพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เคยได้รับประสบการณ์  ดังนั้น หนังสือเหล่านี้จึงได้รับการตั้งชื่อหลังจากพันธสัญญา นั่นคือ  หนังสือเหล่านี้เรียกว่าพันธสัญญาใหม่  พันธสัญญาทั้งสองนี้รวมถึงยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณเท่านั้น และไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับยุคสุดท้าย  ดังนั้น พระคัมภีร์จึงไม่มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับประชากรของยุคสุดท้ายในวันนี้  อย่างมากที่สุด พระคัมภีร์จะทำหน้าที่เป็นเอกสารอ้างอิงชั่วคราว แต่โดยพื้นฐานแล้วพระคัมภีร์มีคุณค่าสำหรับการใช้งานน้อย

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

7. สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นบันทึกพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองเสมอไป  พระคัมภีร์เพียงบันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะก่อนหน้าของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบันทึกการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์และความรู้ที่เขียนขึ้นโดยผู้คนที่พระเจ้าทรงใช้งานตลอดทั้งยุคสมัย  ประสบการณ์ของมนุษย์เจือปนไปด้วยความคิดเห็นและความรู้ของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในหนังสือหลายเล่มของพระคัมภีร์มีมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ อคติของมนุษย์ และการจับใจความอันไร้สาระของมนุษย์  แน่นอนว่าข้อความส่วนใหญ่เป็นผลจากความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และข้อความเหล่านี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง—แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่าข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงอย่างถูกต้องแม่นยำทั้งหมด  ทรรศนะของท่านทั้งหลายเหล่านั้นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัว หรือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะนั้นพระเจ้าเป็นผู้ให้คำแนะนำด้วยพระองค์เอง นั่นคือ  การเผยพระวจนะของผู้คนเช่นอิสยาห์ ดาเนียล เอสรา เยเรมีย์ และเอเสเคียลมาจากคำแนะนำโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนเหล่านี้คือผู้มองเห็น ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้รับพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ และท่านทั้งหมดเป็นผู้เผยพระวจนะของพันธสัญญาเดิม  ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ผู้คนที่ได้รับการดลใจจากพระยาห์เวห์เหล่านี้พูดการเผยพระวจนะมากมายซึ่งได้รับคำแนะนำโดยตรงจากพระยาห์เวห์  แล้วเหตุใดพระยาห์เวห์จึงทรงพระราชกิจในท่านทั้งหลายเหล่านั้น?  เพราะผู้คนอิสราเอลคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และงานของผู้เผยพระวจนะต้องดำเนินการในหมู่ประชากรเหล่านั้น นั่นคือเหตุผลที่ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นสามารถได้รับวิวรณ์เช่นนั้น  อันที่จริง ท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงวิวรณ์แก่ท่านด้วยตัวท่านเอง  พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสพระวจนะผ่านปากของพวกท่าน เพื่อให้ผู้คนในอนาคตสามารถจับใจความสิ่งเหล่านั้นได้ และมองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้า ของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ และไม่ได้มาจากมนุษย์ และเพื่อให้พวกเขาได้รับการยืนยันถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

8. วันนี้ ผู้คนเชื่อว่าพระคัมภีร์คือพระเจ้า และพระเจ้าคือพระคัมภีร์  ดังนั้น พวกเขาจึงเชื่อเช่นกันว่าข้อความทั้งหมดในพระคัมภีร์เป็นพระวจนะทั้งหมดทั้งสิ้นที่พระเจ้าตรัส และว่าข้อความทั้งหมดนั้นพระเจ้าเป็นผู้ตรัส  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าคิดแม้กระทั่งว่า ถึงแม้ว่าหนังสือพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดหกสิบหกเล่มได้รับการเขียนขึ้นโดยผู้คน แต่หนังสือทุกเล่มได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นบันทึกพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่คือการจับใจความที่ผิดพลาดของมนุษย์ และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอย่างครบบริบูรณ์  อันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากหนังสือการเผยพระวจนะแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ของพันธสัญญาเดิมคือบันทึกทางประวัติศาสตร์  จดหมายฝากบางส่วนของพันธสัญญาใหม่มาจากประสบการณ์ของผู้คน และบางส่วนมาจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ตัวอย่างเช่น จดหมายฝากของเปาโลเกิดขึ้นจากงานของมนุษย์ จดหมายฝากเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผลจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทั้งหมดได้รับการเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักร และเป็นคำพูดเตือนสติและหนุนใจสำหรับพี่น้องชายหญิงของคริสตจักร  คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่พระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัส—เปาโลไม่อาจพูดในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ อีกทั้งท่านก็ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะเช่นกัน แล้วนับประสาอะไรกับการที่ท่านจะมองเห็นนิมิตที่ยอห์นได้พบเห็น  จดหมายฝากของท่านเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักรเอเฟซัส ฟิลาเดลเฟีย กาลาเทีย และคริสตจักรอื่นๆ  และด้วยเหตุนี้ จดหมายฝากของเปาโลแห่งพันธสัญญาใหม่จึงเป็นจดหมายฝากที่เปาโลเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักร และไม่ใช่การดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกทั้งไม่ใช่พระดำรัสโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์  จดหมายฝากเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดเตือนสติ ความชูใจ และการหนุนใจ ซึ่งท่านเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักรในช่วงระหว่างที่งานของท่านดำเนินไป  ดังนั้น จดหมายฝากเหล่านี้จึงเป็นบันทึกเกี่ยวกับงานของเปาโลส่วนใหญ่ในขณะนั้นด้วยเช่นกัน  บันทึกเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อทุกคนที่เป็นพี่น้องชายหญิงทุกคนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรทั้งหลายในเวลานั้นจะได้ติดตามคำแนะนำของท่านและปฏิบัติตามหนทางแห่งการกลับใจขององค์พระเยซูเจ้า  เปาโลไม่ได้พูดแต่อย่างใดว่าคริสตจักรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคริสตจักรในเวลานั้นหรือคริสตจักรในอนาคต ต้องกินและดื่มสิ่งต่างๆ ที่ท่านเขียนขึ้น อีกทั้งท่านไม่ได้พูดว่าคำพูดทั้งหมดของท่านมาจากพระเจ้า  ตามรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ของคริสตจักรในเวลานั้น ท่านเพียงเข้าสนิทกับพี่น้องชายหญิง และเตือนสติพวกเขาเหล่านั้น และบันดาลใจให้เกิดการเชื่อในพวกเขา และท่านเพียงเทศนาหรือเตือนจำผู้คนให้ระลึกถึงและเตือนสติพวกเขาเท่านั้น  คำพูดของท่านมีพื้นฐานมาจากภาระของท่านเอง และท่านสนับสนุนผู้คนโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้  ท่านทำงานของอัครทูตคนหนึ่งของคริสตจักรในเวลานั้น ท่านเป็นคนงานที่องค์พระเยซูเจ้าทรงใช้งาน และด้วยเหตุนี้ท่านต้องรับหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อคริสตจักร และต้องรับภาระงานของคริสตจักร ท่านต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสภาวะของพี่น้องชายหญิง—และเพราะเหตุนี้ ท่านจึงได้เขียนจดหมายฝากให้กับพี่น้องชายหญิงทุกคนในองค์พระผู้เป็นเจ้า  ทุกสิ่งที่ท่านพูดซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมสร้างและเป็นบวกสำหรับผู้คนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวแทนของพนะดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสิ่งที่ท่านพูดไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้  การที่ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกประสบการณ์ของมนุษย์และจดหมายฝากของมนุษย์เสมือนเป็นพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสต่อคริสตจักรทั้งหลายคือความเข้าใจที่ผิดมหันต์และเป็นการหมิ่นประมาทอย่างยิ่ง!  ซึ่งข้อนี้เป็นจริงโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของจดหมายฝากที่เปาโลเขียนให้กับคริสตจักรทั้งหลาย เพราะจดหมายฝากของท่านได้รับการเขียนขึ้นเพื่อพี่น้องชายหญิงตามรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ และสถานการณ์ของคริสตจักรแต่ละแห่งในเวลานั้น และเป็นไปเพื่อเตือนสติพี่น้องชายหญิงในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับพระคุณขององค์พระเยซูเจ้าได้  จดหมายฝากของท่านเป็นไปเพื่อปลุกเร้าพี่น้องชายหญิงในเวลานั้น  สามารถกล่าวได้ว่านี่คือภาระของท่านเอง และยังเป็นภาระที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้กับท่านด้วย  อย่างไรเสีย ท่านก็เป็นอัครทูตผู้นำคริสตจักรในเวลานั้น ผู้เขียนจดหมายฝากให้กับคริสตจักรทั้งหลายและเตือนสติพวกเขา—นั่นคือความรับผิดชอบของท่าน  อัตลักษณ์ของท่านเป็นแค่อัตลักษณ์ของอัครทูตที่ทำงานเท่านั้น และท่านเป็นเพียงอัครทูตคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงส่งมาเท่านั้น ท่านไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ อีกทั้งไม่ใช่ผู้พยากรณ์  สำหรับท่านแล้ว งานของท่านเองและชีวิตของพี่น้องชายหญิงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด  ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่สามารถพูดในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  คำพูดของท่านไม่ใช่พระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะสามารถพูดได้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้า เพราะเปาโลไม่ได้เป็นอื่นใดมากไปกว่าสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และแน่นอนว่าท่านไม่ใช่การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า  อัตลักษณ์ของท่านไม่ได้เหมือนกับพระอัตลักษณ์ของพระเยซู  พระวจนะของพระเยซูคือพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวจนะของพระองค์คือพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระอัตลักษณ์ของพระองค์คือพระอัตลักษณ์ของพระคริสต์—พระบุตรของพระเจ้า  เปาโลจะสามารถเทียบเท่ากับพระองค์ได้อย่างไร?  หากผู้คนเห็นว่าจดหมายฝากหรือคำพูดเช่นของเปาโลเป็นพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนมัสการคำพูดเหล่านั้นเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็สามารถพูดได้เพียงว่าพวกเขาช่างขาดการพิจารณาจนเกินไปเท่านั้น  หากพูดอย่างกระด้างขึ้น นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหมิ่นประมาทหรอกหรือ?  มนุษย์จะสามารถพูดในนามของพระเจ้าได้อย่างไร?  แล้วผู้คนจะสามารถกราบไหว้ต่อหน้าบันทึกของจดหมายฝากของท่าน และคำพูดที่ท่านพูดเสมือนเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือหนังสือจากสวรรค์ได้อย่างไร?  มนุษย์คนหนึ่งสามารถเปล่งพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไม่ต้องคิดมากหรือ?  มนุษย์จะสามารถพูดในนามของพระเจ้าได้อย่างไร? ดังนั้นแล้ว เจ้าจะพูดว่าอย่างไร—จดหมายฝากที่ท่านเขียนเพื่อคริสตจักรไม่สามารถด่างพร้อยไปด้วยแนวคิดของท่านเองได้อย่างนั้นหรือ?  สิ่งเหล่านั้นจะไม่ด่างพร้อยไปด้วยแนวคิดของมนุษย์ได้อย่างไร?  ท่านได้เขียนจดหมายฝากสำหรับคริสตจักรโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ประสบการณ์ส่วนตัวของท่าน และความรู้ของท่านเอง  ตัวอย่างเช่น เปาโลได้เขียนจดหมายฝากถึงคริสตจักรกาลาเทีย ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นบางประการ และเปโตรได้เขียนจดหมายฝากอีกฉบับซึ่งมีอีกทรรศนะหนึ่ง  ความคิดเห็นใดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์?  ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่นอน  ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถพูดได้เพียงว่าท่านทั้งสองแบกภาระสำหรับคริสตจักรเท่านั้น แต่จดหมายของพวกท่านเป็นตัวแทนของวุฒิภาวะของพวกท่าน จดหมายของท่านเป็นตัวแทนของการจัดเตรียมและการสนับสนุนเพื่อพี่น้องชายหญิง และภาระของพวกท่านต่อคริสตจักรทั้งหลาย และจดหมายของพวกท่านเป็นตัวแทนของงานของมนุษย์เท่านั้น—จดหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง  หากเจ้าพูดว่าจดหมายฝากของท่านเป็นพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไร้สาระ และเจ้ากำลังกระทำการหมิ่นประมาท!  จดหมายฝากของเปาโลและจดหมายฝากอื่นๆ ของพันธสัญญาใหม่เทียบเท่ากับชีวประวัติของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ  จดหมายเหล่านั้นอยู่ระดับเดียวกับหนังสือของวอทช์แมน นี หรือประสบการณ์ของลอว์เรนซ์ เป็นต้น  เป็นเพียงแค่ว่าหนังสือของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณเมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้รับการรวบรวมลงในพันธสัญญาใหม่ แต่เนื้อแท้ของผู้คนเหล่านี้นั้นเหมือนกัน นั่นคือ  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานในช่วงระหว่างช่วงเวลาหนึ่งๆ และผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้โดยตรง

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

9. พระกิตติคุณมัทธิวในพันธสัญญาใหม่บันทึกลำดับพงศ์ของพระเยซู  ในตอนแรก หนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและของดาวิด และบุตรของโยเซฟ ต่อมาหนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และประสูติจากหญิงพรหมจารี—ซึ่งจะหมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นบุตรของโยเซฟหรือพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและของดาวิด  อย่างไรก็ตาม ลำดับพงศ์ยืนกรานที่จะเชื่อมโยงพระเยซูเข้ากับโยเซฟ  ต่อมาลำดับพงศ์เริ่มบันทึกกระบวนการที่พระเยซูประสูติ  โดยหนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ว่าพระองค์ประสูติจากหญิงพรหมจารี และไม่ใช่บุตรของโยเซฟ  แต่ในลำดับพงศ์มีการเขียนอย่างชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรของโยเซฟ และเพราะลำดับพงศ์นี้ได้รับการเขียนขึ้นเพื่อพระเยซู ลำดับพงศ์นี้จึงบันทึกข้อมูลของสี่สิบสองชั่วคน  เมื่อไปถึงชั่วคนรุ่นของโยเซฟ หนังสือระบุอย่างเร่งรีบว่าโยเซฟเป็นสามีของมารีย์ ซึ่งเป็นคำพูดที่ระบุเพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม  นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งในตัวเองหรือ?  ลำดับพงศ์บันทึกต้นตระกูลของโยเซฟอย่างชัดเจน  ลำดับพงศ์นี้เป็นลำดับพงศ์ของโยเซฟอย่างชัดเจน แต่มัทธิวยืนกรานว่านี่คือลำดับพงศ์ของพระเยซู  นี่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิสนธิในครรภ์ของพระเยซูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ?  ดังนั้นแล้ว ลำดับพงศ์ที่มัทธิวเขียนขึ้นไม่ได้เป็นแนวคิดของมนุษย์หรอกหรือ?  มันช่างไร้สาระ!  นี่คือวิธีที่เจ้าจะสามารถรู้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งหมด  อาจมีบางคนที่คิดว่าพระเจ้าทรงต้องมีลำดับพงศ์บนโลก เพราะเหตุนั้นพวกเขาจึงกำหนดให้พระเยซูเป็นชั่วคนรุ่นที่สี่สิบสองของอับราฮัม  นั่นช่างไร้สาระเสียจริง!  หลังจากที่เสด็จมาบนแผ่นดินโลก พระเจ้าจะทรงสามารถมีลำดับพงศ์ได้อย่างไร?  หากเจ้าพูดว่าพระเจ้าทรงมีลำดับพงศ์ เจ้าไม่ได้จัดอันดับพระองค์อยู่ท่ามกลางสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าหรอกหรือ?  เพราะพระเจ้าไม่ได้เสด็จมาจากแผ่นดินโลก พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทรงสร้าง และถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีเนื้อหนัง พระองค์ก็ไม่ได้ทรงมีแก่นแท้เหมือนกันกับมนุษย์  เจ้าจะสามารถจัดอันดับพระเจ้าว่าอยู่ในประเภทเดียวกันกับสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าได้อย่างไร?  อับราฮัมไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้า ท่านทรงเป็นเป้าหมายของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในเวลานั้น ท่านเป็นเพียงผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อและได้รับการรับรองจากพระยาห์เวห์เท่านั้น และท่านเป็นหนึ่งในผู้คนอิสราเอล  ท่านจะสามารถเป็นต้นตระกูลของพระเยซูได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

10. หนังสือพระกิตติคุณของพันธสัญญาใหม่ได้รับการบันทึกยี่สิบถึงสามสิบปีหลังจากที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนแล้ว  ก่อนหน้านั้น ผู้คนอิสราเอลอ่านเพียงพันธสัญญาเดิมเท่านั้น  กล่าวคือ ผู้คนอ่านพันธสัญญาเดิมในช่วงต้นของยุคพระคุณ  พันธสัญญาใหม่เพิ่งจะปรากฏในช่วงระหว่างยุคพระคุณเท่านั้น  พันธสัญญาใหม่ไม่ได้มีอยู่เมื่อพระเยซูทรงพระราชกิจ ผู้คนบันทึกพระราชกิจของพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  หนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มมีขึ้นก็ในเวลานั้นเท่านั้น ซึ่งเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากจดหมายฝากของเปาโลและเปโตร ตลอดจนหนังสือวิวรณ์  พันธสัญญาใหม่แห่งพระคัมภีร์มีขึ้นกว่าสามร้อยปีหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นเวลาที่คนยุคต่อมาได้ตรวจทานบันทึกของพวกเขาอย่างเลือกเฟ้นระมัดระวัง  พันธสัญญาใหม่มีขึ้นหลังจากที่พระราชกิจนี้ได้ครบบริบูรณ์แล้วเท่านั้น พันธสัญญาใหม่ไม่ได้มีมาก่อนหน้านั้น  พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจทั้งหมดนั้น และเปาโลกับอัครทูตท่านอื่นๆ ได้เขียนจดหมายฝากมากมายหลายเล่มถึงคริสตจักรทั้งหลายในพื้นที่ต่างๆ  ผู้คนหลังจากพวกท่านได้รวมจดหมายฝากของพวกท่านเข้าไว้ด้วยกันและได้ผนวกนิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยอห์นได้บันทึกไว้บนเกาะปัทมอส ซึ่งในนั้นได้มีการเผยพระวจนะถึงพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย  ผู้คนได้ทำลำดับเหตุการณ์นี้ ซึ่งแตกต่างไปจากพระดำรัสของวันนี้  สิ่งที่ได้รับการบันทึกในวันนี้เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่ผู้คนไปมีส่วนเกี่ยวข้องในวันนี้คือพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยพระองค์เอง และพระวจนะที่พระองค์ทรงดำรัสด้วยพระองค์เอง  เจ้า—มวลมนุษย์—ไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซง  พระวจนะที่มาจากพระวิญญาณโดยตรงได้รับการจัดการเตรียมการอย่างเป็นขั้นตอน และแตกต่างจากการจัดการเตรียมการบันทึกของมนุษย์  สิ่งที่พวกเขาบันทึกนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นไปตามระดับการศึกษาของพวกเขาและขีดความสามารถของมนุษย์  สิ่งที่พวกเขาบันทึกคือประสบการณ์ของมนุษย์ และแต่ละคนมีวิถีทางในการบันทึกและรับรู้ของตนเอง และแต่ละบันทึกมีความแตกต่างกัน  ด้วยเหตุนี้ หากเจ้านมัสการพระคัมภีร์เป็นพระเจ้า เจ้าก็ไม่รู้เท่าทันและโง่เขลาอย่างยิ่ง!  เหตุใดเจ้าจึงไม่แสวงหาพระราชกิจของพระเจ้าของวันนี้?  มีเพียงพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้  พระคัมภีร์ไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้ ผู้คนสามารถอ่านพระคัมภีร์เป็นเวลาหลายพันปีแต่ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และหากเจ้านมัสการพระคัมภีร์ เจ้าจะไม่มีวันได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

11. ผู้คนมากมายเชื่อว่าความเข้าใจและความสามารถที่จะตีความพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวกันกับการพบหนทางที่แท้จริง—แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายดายเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  ไม่มีใครรู้ความเป็นจริงของพระคัมภีร์  ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และพันธสัญญาของพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้า และว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้าแก่เจ้า  ทุกคนที่ได้อ่านพระคัมภีร์รู้ว่าพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ  พันธสัญญาเดิมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและพระราชกิจของพระยาห์เวห์นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งจุดสิ้นสุดของยุคธรรมบัญญัติ  พันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซูบนแผ่นดินโลก ซึ่งอยู่ในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม ตลอดจนงานของเปาโล—เหล่านี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์หรือ?  การยกสิ่งต่างๆ ในอดีตมากล่าวถึงในวันนี้ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประวัติศาสตร์ และไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเที่ยงแท้หรือเป็นจริงเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นประวัติศาสตร์—และประวัติศาสตร์ไม่สามารถกล่าวถึงปัจจุบันได้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์!  และดังนั้น หากเจ้าเพียงเข้าใจพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจพระราชกิจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิบัติในวันนี้เลย และหากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่แสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจความหมายของการแสวงหาพระเจ้า  หากเจ้าอ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เพื่อค้นคว้าประวัติศาสตร์การทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า  แต่วันนี้ เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิต เนื่องจากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่ไล่ตามเสาะหาไปตามตัวอักษรและคำสอนที่ตายไปแล้วหรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เจ้าต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และเจ้าต้องมองหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าเป็นนักโบราณคดี เจ้าจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้—แต่เจ้าไม่ใช่ เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และเจ้าควรจะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าของวันนี้อย่างดีที่สุด

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

12. พระคัมภีร์คือบันทึกประวัติศาสตร์พระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล และบันทึกการพยากรณ์มากมายของผู้เผยพระวจนะยุคโบราณ ตลอดจนถ้อยดำรัสบางส่วนของพระยาห์เวห์ในพระราชกิจของพระองค์ ณ ขณะนั้น  ดังนั้นผู้คนจึงมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ (เพราะพระเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่)  แน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือผลของความเคารพที่พวกเขามีให้กับพระยาห์เวห์ และการรักบูชาที่พวกเขามีให้กับพระเจ้า  ผู้คนอ้างอิงหนังสือเล่มนี้ในลักษณะนี้เพียงเพราะการทรงสร้างของพระเจ้าช่างน่าเคารพและน่ารักบูชาสำหรับผู้ทรงสร้างของพวกเขาเท่านั้น และยังมีแม้กระทั่งผู้ที่เรียกหนังสือเล่มนี้ว่าหนังสือจากสวรรค์  อันที่จริงแล้ว พระคัมภีร์เป็นแค่บันทึกของมนุษย์  พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วยพระองค์เอง อีกทั้งพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเป็นผู้นำการสร้างหนังสือเล่มนี้ด้วยพระองค์เอง  กล่าวคือ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นมนุษย์  พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเพียงชื่อที่เต็มไปด้วยความนับถือที่มนุษย์เป็นผู้ตั้งขึ้นเท่านั้น  พระยาห์เวห์และพระเยซูไม่ได้ทรงตัดสินพระทัยเลือกชื่อนี้หลังจากที่พวกพระองค์ทรงหารือกัน ชื่อนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแนวคิดของมนุษย์  เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นโดยพระยาห์เวห์ นับประสาอะไรที่จะได้เขียนขึ้นโดยพระเยซู  แต่เป็นการบรรยายที่ผู้เผยพระวจนะ อัครทูต และผู้มองเห็นในยุคโบราณมากมายให้ไว้ ซึ่งได้รับการรวบรวมเป็นหนังสือข้อเขียนโบราณโดยชนรุ่นหลัง ซึ่งสำหรับผู้คนแล้ว หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เป็นหนังสือที่พวกเขาเชื่อว่าบรรจุความล้ำลึกที่ยากหยั่งถึงและลุ่มลึกมากมายที่กำลังรอให้ชนยุคอนาคตไขออกมา  ดังนั้น ผู้คนจึงมีแนวโน้มมากยิ่งไปอีกที่จะเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือจากสวรรค์  เมื่อรวมหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มและหนังสือวิวรณ์เข้าไป ท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระคัมภีร์ก็แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นเป็นอย่างยิ่ง และดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะชำแหละ “หนังสือจากสวรรค์” เล่มนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้ “ศักดิ์สิทธิ์” เกินไป

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

13. วันนี้ เรากำลังชำแหละพระคัมภีร์ในลักษณะนี้ และนี่ไม่ได้หมายความว่าเราเกลียดชังพระคัมภีร์ หรือเราปฏิเสธคุณค่าเพื่อการอ้างอิงของพระคัมภีร์  เรากำลังอธิบายและชี้แจงคุณค่าโดยธรรมชาติและต้นกำเนิดของพระคัมภีร์กับเจ้า เพื่อหยุดไม่ให้เจ้าถูกคุมอยู่ในความมืดต่อไป  เพราะผู้คนมีทรรศนะมากมายอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระคัมภีร์ และทรรศนะเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง การอ่านพระคัมภีร์ในลักษณะนี้จึงไม่เพียงแต่ป้องกันไม่ให้พวกเขาได้รับสิ่งที่พวกเขาควรได้รับเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น ยังขัดขวางงานที่เราตั้งใจจะทำด้วย  มันแทรกแซงงานของอนาคตอย่างยิ่ง และให้แต่ข้อเสียเปรียบ ไม่มีข้อได้เปรียบเลย  ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังสอนเจ้าจึงเป็นเนื้อแท้และเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของพระคัมภีร์เท่านั้น  เราไม่ได้กำลังขอให้เจ้าอย่าอ่านพระคัมภีร์ หรือให้เจ้าเที่ยวไปประกาศว่าพระคัมภีร์ไร้ซึ่งคุณค่า แค่ให้เจ้ามีความรู้และทรรศนะที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระคัมภีร์เท่านั้น  จงอย่าคิดข้างเดียวจนเกินไป!  ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เขียนขึ้น แต่พระคัมภีร์ก็ยังบันทึกหลักธรรมมากมายในการรับใช้พระเจ้าของเหล่าธรรมิกชนและผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณ ตลอดจนประสบการณ์ของอัครทูตเมื่อไม่นานมานี้ในการรับใช้พระเจ้า—ผู้คนเหล่านี้ได้มองเห็นและรู้สิ่งทั้งหมดนี้จริงๆ และสิ่งเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นการอ้างอิงสำหรับผู้คนในยุคนี้ในการไล่ตามเสาะหาหนทางที่แท้จริง  ดังนั้น ในการอ่านพระคัมภีร์ ผู้คนยังสามารถได้รับวิถีชีวิตมากมายที่ไม่สามารถพบได้ในหนังสือเล่มอื่น  วิถีเหล่านี้คือวิถีชีวิตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ผู้เผยพระวจนะและอัครทูตในยุคอดีตหลายยุคได้รับประสบการณ์ และพระวจนะมากมายมีความล้ำค่าและสามารถให้สิ่งที่ผู้คนต้องการได้  ดังนั้น ผู้คนทั้งหมดจึงชอบอ่านพระคัมภีร์  เพราะมีมากมายเหลือเกินที่ซ่อนเร้นอยู่ในพระคัมภีร์ ทรรศนะของผู้คนต่อพระคัมภีร์จึงไม่เหมือนกับทรรศนะของพวกเขาต่อข้อเขียนของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่  พระคัมภีร์คือบันทึกและการรวบรวมประสบการณ์และความรู้ของผู้คนที่ได้รับใช้พระยาห์เวห์และพระเยซูในยุคเก่าและยุคใหม่ ดังนั้น ชนยุคหลังจึงสามารถได้รับความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และเส้นทางให้ปฏิบัติมากมายจากพระคัมภีร์  เหตุผลว่าทำไมพระคัมภีร์จึงสูงส่งกว่าข้อเขียนของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่คนใดๆ นั้นเป็นเพราะว่าข้อเขียนทั้งหมดของพวกเขาล้วนดึงมาจากพระคัมภีร์ ประสบการณ์ของพวกเขาล้วนมาจากพระคัมภีร์ และพวกเขาล้วนอธิบายพระคัมภีร์  และดังนั้น แม้ว่าผู้คนจะสามารถได้รับการจัดเตรียมจากหนังสือของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่คนใดๆ แต่พวกเขาก็ยังคงนมัสการพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์ดูสูงส่งและลึกซึ้งอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา!  ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะรวบรวมหนังสือพระวจนะแห่งชีวิตบางเล่มเข้าด้วยกัน เช่น จดหมายฝากของเปาโลและจดหมายฝากของเปโตร และถึงแม้ว่าผู้คนจะสามารถได้รับการจัดเตรียมและช่วยเหลือจากหนังสือเหล่านี้ แต่หนังสือเหล่านี้ยังคงล้าสมัย หนังสือเหล่านี้ยังคงเป็นของยุคเก่า และสำคัญไม่ว่าหนังสือเหล่านี้จะดีเพียงใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้มีความเหมาะสมสำหรับช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ชั่วนิรันดร์  เพราะพระราชกิจของพระเจ้ากำลังพัฒนาอยู่เสมอ และไม่สามารถหยุดลงอย่างง่ายๆ ในช่วงเวลาของเปาโลและเปโตร หรือยังคงอยู่ในยุคพระคุณที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนเสมอไปได้  ดังนั้นแล้ว หนังสือเหล่านี้จึงเหมาะสมสำหรับยุคพระคุณเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับยุคแห่งราชอาณาจักรในยุคสุดท้าย  หนังสือเหล่านี้สามารถจัดเตรียมสำหรับบรรดาผู้เชื่อในยุคพระคุณ ไม่ใช่เหล่าธรรมิกชนในยุคแห่งราชอาณาจักร และไม่สำคัญว่าหนังสือเหล่านี้จะดีเพียงใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้ก็ยังคงคร่ำครึพ้นสมัย  เป็นอย่างเดียวกันกับพระราชกิจการทรงสร้างของพระยาห์เวห์หรือพระราชกิจของพระองค์ในอิสราเอล นั่นคือ  ไม่สำคัญว่าพระราชกิจนี้จะเคยยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม พระราชกิจนี้ก็จะยังคงกลายเป็นล้าสมัย และเวลาที่พระราชกิจนั้นผ่านไปก็จะยังคงมาถึง  พระราชกิจของพระเจ้าก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ  พระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่ แต่เวลาที่พระราชกิจนั้นสิ้นสุดลงจะมาถึง พระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถคงอยู่ตลอดไปท่ามกลางพระราชกิจการทรงสร้าง อีกทั้งไม่สามารถคงอยู่ตลอดไปท่ามกลางพระราชกิจการตรึงกางเขน  ไม่สำคัญว่าพระราชกิจการตรึงกางเขนจะโน้มน้าวให้เชื่อมากเพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าพระราชกิจนั้นจะมีประสิทธิผลในการทำให้ซาตานพ่ายแพ้เพียงใดก็ตาม จะว่าไปแล้ว พระราชกิจก็ยังคงเป็นพระราชกิจ และจะว่าไปแล้ว ยุคสมัยก็ยังคงเป็นยุคสมัย  พระราชกิจไม่สามารถคงอยู่บนรากฐานเดียวกันได้ตลอดไป และเวลาก็ไม่สามารถไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีการทรงสร้าง และต้องมียุคสุดท้าย  นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!  ดังนั้น พระวจนะแห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่—จดหมายฝากของอัครทูตและหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม—วันนี้ได้กลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือเหล่านี้ได้กลายเป็นกาลานุกรมเก่า แล้วกาลานุกรมเก่าๆ จะสามารถพาผู้คนเข้าไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร?  ไม่สำคัญว่ากาลานุกรมเหล่านี้จะมีความสามารถในการให้ชีวิตกับผู้คนได้เพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าหนังสือเหล่านี้จะสามารถนำทางผู้คนไปยังกางเขนได้เท่าใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ล้าสมัยหรือ?  หนังสือเหล่านี้ไม่ได้สูญสิ้นคุณค่าหรือ?  ดังนั้น เราจึงพูดว่าเจ้าไม่ควรเชื่อกาลานุกรมเหล่านี้แบบไม่ลืมหูลืมตา  หนังสือเหล่านี้เก่าเกินไป หนังสือเหล่านี้ไม่สามารถนำพาเจ้าเข้าไปในพระราชกิจใหม่ และหนังสือเหล่านี้สามารถเพียงเป็นภาระให้เจ้าได้เท่านั้น  ไม่เพียงแต่หนังสือเหล่านี้จะไม่สามารถนำพาเจ้าเข้าไปในพระราชกิจใหม่และเข้าไปในการเข้าสู่ใหม่เท่านั้น แต่หนังสือเหล่านี้ยังพาเจ้าเข้าไปในคริสตจักรของศาสนาเก่า—และหากเป็นกรณีเช่นนั้น เจ้าจะไม่ถอยหลังในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: ส่วนที่คัดสรรจากสามบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า”

ถัดไป: ส่วนที่คัดสรรจากสี่บทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์”

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์ที่เสื่อมทรามไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้

มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การปกคลุมของอิทธิพลแห่งความมืดมิดเสมอมา ถูกพันธนาการด้วยอิทธิพลของซาตาน ไม่สามารถหลีกหนีไปได้...

อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว

พวกเจ้าได้เห็นพระราชกิจใดที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในผู้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ครั้งหนึ่งพระเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ในอาณาจักรพันปี...

ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

เราได้แสวงหาผู้คนมากมายบนโลกนี้เพื่อให้มาเป็นผู้ติดตามของเรา  ในหมู่ผู้ติดตามทั้งหมดเหล่านี้ มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้