หนังสือม้วนนั้นได้เปิดออกแล้วโดยพระเมษโปดก

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่

แผนการจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีนั้นประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติปฐมกาล ยุคพระคุณ (ซึ่งเป็นยุคแห่งการทรงไถ่ด้วยเช่นกัน) และยุคอาณาจักรแห่งวันเวลาสุดท้าย งานของเราในสามยุคดังกล่าวแตกต่างกันในด้านเนื้อหาตามลักษณะของแต่ละยุค ทว่าในแต่ละระยะ งานส่วนนี้จะมีความเหมาะสมกับความจำเป็นของมนุษย์ หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นได้ว่า ถูกกระทำไปโดยสอดรับกับเล่ห์เพทุบายที่ซาตานนำมาใช้ในสงครามที่เราต้องเข้าต่อกรด้วย วัตถุประสงค์แห่งงานของเราคือเพื่อสร้างความปราชัยให้แก่ซาตาน เพื่อแสดงปรีชาญาณและฤทธานุภาพอันไม่สิ้นสุดของเราให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเปิดโปงกลอุบายทั้งสิ้นของซาตาน และด้วยเหตุนั้นจะเป็นการปกปักรักษาเผ่าพันธุ์มนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบงำของซาตานให้อยู่รอดปลอดภัย ทั้งหมดก็เพื่อแสดงถึงปรีชาญาณและฤทธานุภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรา และเพื่อเผยให้เห็นความน่าชิงชังเกินจะทานทนของซาตาน และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ เพื่อช่วยให้ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดนั้น สามารถแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วได้ เพื่อจะรับรู้ได้ว่าเราคือผู้ปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล เพื่อให้ได้เห็นกันอย่างชัดแจ้งว่าซาตานคือศัตรูแห่งมนุษยชน เป็นความเสื่อมทรามถดถอย เป็นมารชั่วร้าย และเพื่อให้พวกเขาสามารถบอกกล่าวด้วยความเชื่อมั่นเต็มหัวใจถึงข้อแตกต่างระหว่างความดีกับความชั่ว ความจริงและความลวง ความบริสุทธิ์และความโสมม รวมถึง สิ่งใดยิ่งใหญ่เลอค่าและสิ่งใดไร้เกียรติควรเหยียดหยาม เช่นนั้นแล้วมนุษย์ผู้ไม่รู้เท่าทันจึงจะสามารถเป็นประจักษ์พยานฝ่ายเราได้ว่า ไม่ใช่เราที่เป็นผู้บ่อนทำลายมนุษย์ชาติให้เสื่อมทราม และมีแต่เรา—พระผู้สร้าง—เท่านั้น ที่สามารถช่วยมนุษยชาติให้อยู่รอด ที่สามารถมอบสิ่งต่าง ๆ ซึ่งให้ความสุขแก่พวกเขาได้ จนกระทั่งพวกเขาได้ตระหนักรู้ว่าเราคือผู้ปกครองทุกสรรพสิ่ง และซาตานเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งดำรงอยู่ที่เราได้สร้างขึ้นมา ซึ่งต่อมากลับผันแปรพักตร์ไปจากเรา แผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีของเราแบ่งออกเป็นสามระยะ และเราได้ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ ในการทำให้ชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาสามารถเป็นประจักษ์พยานฝ่ายเราได้ เข้าใจความประสงค์ของเราได้ และรู้ได้ว่าเราคือความจริง ดังนั้น ตลอดงานช่วงต้นในแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีของเรา เราได้ทำงานด้านธรรมบัญญัติ อันเป็นงานที่มีพระยาห์เวห์ทรงนำทางประชาชน ระยะที่สองดำเนินเข้าสู่งานของยุคพระคุณในหมู่บ้านต่าง ๆ ของมณฑลยูดาห์ พระเยซูคือผู้ทำงานทั้งหมดของยุคพระคุณแทนเรา พระองค์ได้จุติมาบังเกิดในเนื้อหนังและถูกตอกตรึงบนกางเขน และพระองค์ยังทรงเป็นผู้เริ่มต้นยุคพระคุณด้วยเช่นกัน พระองค์ถูกตรึงกางเขนก็เพื่อบรรลุงานการไถ่บาป เพื่อปิดฉากยุคธรรมบัญญัติและเริ่มต้นยุคพระคุณ และด้วยการณ์นั้นพระองค์จึงทรงได้รับการขนานพระนามว่า “จอมทัพ” “เครื่องบูชาไถ่บาป” และ “พระผู้ไถ่” ผลลัพธ์ที่ได้ก็คืองานของพระเยซูซึ่งมีความแตกต่างทางด้านเนื้อหาจากงานของพระยาห์เวห์ แม้จะมีหลักการเดียวกันก็ตาม พระยาห์เวห์เริ่มต้นยุคธรรมบัญญัติ สร้างรากฐานหรือจุดกำเนิดสำหรับงานของพระเจ้าบนโลก และสำหรับการออกกฎพระบัญญัติ นี่คืองานสองอย่างที่พระองค์ทำ และเป็นงานที่เป็นตัวแทนของยุคธรรมบัญญัติ งานที่พระเยซูทรงทำในยุคพระคุณนั้นไม่ใช่เป็นการออกกฎพระบัญญัติ แต่เพื่อปฏิบัติตามพระบัญญัติให้สำเร็จลุล่วง อันเป็นผลให้เกิดการเคลื่อนสู่ยุคพระคุณและปิดฉากยุคธรรมบัญญัติที่ดำเนินมายาวนานร่วมสองพันปี พระองค์เป็นผู้บุกเบิกที่มาเพื่อเริ่มต้นยุคพระคุณ ทว่างานส่วนหลักของพระองค์อยู่ที่การไถ่บาป และเมื่อเป็นเช่นนั้น งานของพระองค์จึงมีสองด้านเช่นกัน นั่นคือ การเปิดฉากยุคใหม่ และการทำงานไถ่บาปให้สำเร็จโดยผ่านการถูกตรึงกางเขน ซึ่งหลังจากนั้นเป็นเหตุให้พระองค์ต้องจากไป ณ จุดนั้นเอง ที่ยุคธรรมบัญญัติได้สิ้นสุดลง และมนุษยชาติได้เคลื่อนเข้าสู่ยุคพระคุณ

งานที่พระเยซูทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับความจำเป็นของมนุษย์ในยุคนั้น งานของพระองค์คือเพื่อไถ่บาปมนุษย์ เพื่ออภัยบาปของพวกเขา และด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของพระองค์จึงเต็มเปี่ยมด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอดทน ความรัก ความศรัทธา ความอดกลั้น ความกรุณา และความมีเมตตา พระองค์ทรงนำมาซึ่งพระคุณและพระพรอันล้นเหลือแก่มนุษย์ รวมถึงทุก ๆ สิ่งที่ผู้คนจะสามารถสุขสำราญยินดีได้ พระองค์มอบสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อความสุขสำราญยินดีของพวกเขา อันได้แก่ สันติภาพ ความสุข ความอดกลั้นและความรัก ความกรุณาและความมีเมตตาของพระองค์ ณ เวลานั้น ความอุดมล้นเหลือของสิ่งบำเรอความสุขต่างๆ ที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกสุขสงบและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยภายในใจ ความรู้สึกมั่นใจภายในจิตวิญญาณ และความรู้สึกพึ่งพิงในพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ล้วนเนื่องมาจากยุคที่พวกเขาอาศัยอยู่นั่นเอง ในยุคพระคุณนี้ มนุษย์ถูกซาตานบ่อนทำลายจนเสื่อมทรามไปแล้ว และฉะนั้นแล้ว การจะทำให้งานการไถ่มนุษยชาติสำเร็จลุล่วงไปได้จำต้องอาศัยพระคุณอันอุดมล้นเหลือ ความอดกลั้นและความอดทนอันไม่สิ้นสุด และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว เครื่องบูชาต้องมีอย่างพอเพียงต่อการไถ่บาปของมนุษยชาติ สิ่งที่มนุษย์เห็นในยุคพระคุณนั้นมีเพียงเครื่องบูชาที่เรามอบไว้ให้สำหรับการไถ่บาปของมนุษยชาติเท่านั้น ซึ่งก็คือพระเยซูนั่นเอง ทั้งหมดที่พวกเขารู้ก็คือ พระเจ้าน่าจะทรงเปี่ยมเมตตาและความอดกลั้น และทั้งหมดที่พวกเขาเห็นก็คือความกรุณาและความมีเมตตาของพระเยซู ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เป็นเพราะว่าพวกเขาเกิดในยุคพระคุณนั่นเอง และดังนั้น ก่อนที่พวกเขาจะสามารถได้รับการไถ่บาป พวกเขาจึงจำเป็นต้องสุขสำราญไปกับพระคุณอันหลากหลายรูปแบบที่พระเยซูประทานแก่พวกเขาเสียก่อน แล้วพวกเขาจึงจะได้รับผลประโยชน์จากมันได้ วิธีนี้นี่เอง ที่พวกเขาจะสามารถได้รับการอภัยบาปผ่านความสุขสำราญของพวกเขาที่มีต่อพระคุณ ทั้งยังจะสามารถได้รับโอกาสการไถ่บาปผ่านความสุขจากความอดกลั้นและการอดทนของพระเยซูด้วยเช่นกัน มีเพียงการอาศัยความอดกลั้นและความอดทนของพระเยซูเท่านั้น ที่จะช่วยให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการให้อภัย และได้รับความสุขจากพระคุณอันอุดมล้นเหลือที่พระเยซูทรงมอบให้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า เราไม่ได้มาเพื่อช่วยคนชอบธรรมให้รอด แต่เรามาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด เพื่อให้คนบาปได้รับการยกโทษบาปของตน หากครั้งเมื่อพระเยซูได้บังเกิดมาเป็นเนื้อหนังพระองค์นั้น ทรงมาพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งการพิพากษาตัดสิน การสาปแช่ง และความไม่อดทนอดกลั้นต่อความผิดบาปของมนุษย์แล้วไซร้ มนุษย์ก็คงไม่มีโอกาสได้รับการอภัยบาป และคงดำรงอยู่ในสภาพผิดบาปไปตลอดกาล หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีก็คงจะมาหยุดอยู่ตรงยุคธรรมบัญญัตินี่เอง และยุคธรรมบัญญัติก็คงจะยืดเยื้อต่อมาอีก 6,000 ปี บาปทั้งหลายของมนุษย์ก็คงมีแต่จะท่วมท้นมหาศาลและรุนแรงสาหัสมากยิ่งขึ้น และการสร้างสรรค์มนุษยชาติขึ้นมาก็คงจะเป็นการสูญเปล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหล่ามนุษย์ก็คงสามารถทำได้เพียงรับใช้พระยาห์เวห์ภายใต้พระธรรมบัญญัติ ทว่าบาปทั้งหลายของพวกเขาก็คงจะมากล้นเกินกว่าบาปของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกเริ่มเสียอีก ยิ่งพระเยซูมีความรักต่อมนุษย์ ให้อภัยบาปพวกเขาและมอบพระกรุณาและพระเมตตาอย่างพอเพียงแก่พวกเขามากเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งมีสิทธิ์ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์มากขึ้นเท่านั้น มีสิทธิ์ได้รับการเรียกขานว่า เจ้าแกะหลงฝูงที่พระเยซูได้ซื้อคืนมาด้วยราคาที่แพง ซาตานไม่สามารถเข้าแทรกแซงงานนี้ได้เลย เนื่องเพราะพระเยซูทรงปฏิบัติต่อสาวกของพระองค์ดุจเดียวกับที่มารดาผู้เปี่ยมรักปฏิบัติต่อทารกน้อยในอ้อมอก พระองค์ไม่ได้รู้สึกโกรธกริ้วหรือรังเกียจพวกเขามากขึ้น แต่กลับเปี่ยมด้วยการปลอบโยนประโลมใจ พระองค์ไม่เคยบันดาลโทสะระบายอารมณ์ใส่พวกเขา แต่กลับอดกลั้นกับความบาปของพวกเขา และมองข้ามความโง่เขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาเสีย ทั้งยังตรัสด้วยว่า “จงให้อภัยผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง” เช่นนั้นเอง ที่หัวใจของผู้คนอื่น ทั้งหลายได้ถูกแปลงไปโดยหัวใจของพระองค์ และเพียงเพราะเช่นนั้นเอง ที่ทำให้ผู้คนได้รับการอภัยบาปของตนผ่านความอดกลั้นของพระองค์

แม้ในการจุติมาบังเกิดของพระองค์จะปราศจากจากสภาวะอารมณ์เยี่ยงมนุษย์โดยสิ้นเชิง พระองค์ก็ยังคอยปลอบประโลมสาวก ดูแลจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเขา ช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระองค์จะทำงานหนักมากแค่ไหน หรือไม่ว่าพระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด พระองค์ก็ยืนหยัดอดทน พระองค์ไม่เคยเรียกร้องอะไรที่มากเกินไปจากผู้คน แต่จะอดทนและอดกลั้นต่อความบาปของพวกเขาเสมอ ด้วยเหตุนั้นผู้คนในยุคพระคุณจึงเรียกขานพระองค์อย่างเปี่ยมล้นรักใคร่ว่า “พระเยซูผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่รัก” สำหรับผู้คนในยุคนั้น หรือสำหรับหมู่ชนทั้งผอง สิ่งที่พระเยซูเป็นและมี ก็คือ พระกรุณาและพระเมตตา พระองค์ไม่เคยจดจำการกระทำความผิดของผู้คน การปฏิบัติของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาไม่เคยยึดเอาพื้นฐานการกระทำผิดของพวกเขาเป็นหลัก เนื่องเพราะนั่นเป็นอีกยุคหนึ่งซึ่งต่างออกไป บ่อยครั้งที่พระองค์ได้ประทานอาหารแก่ผู้คนอย่างเหลือเฟือ เพื่อพวกเขาจะได้กินจนอิ่มหนำ พระองค์ปฏิบัติต่อสาวกทั้งปวงของพระองค์ด้วยพระคุณ ด้วยการเยียวยาผู้ป่วย การขับไล่ปีศาจร้าย การชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน เพื่อว่าผู้คนอาจเกิดความเชื่อมั่นในพระองค์ และเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นไปอย่างจริงจังและจริงใจ พระองค์ดำเนินไปไกลถึงขั้นทำการฟื้นคืนชีวิตให้กับซากศพที่กำลังเน่าเปื่อย เพื่อสำแดงให้พวกเขาเห็นว่าในพระหัตถ์ของพระองค์นั้น กระทั่งคนตายก็ยังคืนชีวิตกลับมาได้ โดยวิธีดังกล่าว พระองค์ได้สู้อดทนต่อความยากลำบากอยู่อย่างเงียบเชียบ และดำเนินงานการไถ่ของพระองค์ไปท่ามกลางพวกเขา แม้กระทั่งก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงกางเขน พระเยซูก็ได้รับเอาบาปของมนุษยชาติเข้าไว้ในพระองค์ และได้กลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษย์ไปแล้ว กระทั่งก่อนจะถูกตอกตรึงบนกางเขน พระองค์ก็ได้เปิดเส้นทางสู่กางเขนเพื่อทำการไถ่ให้กับมนุษย์ชาติแล้ว สุดท้ายแล้ว พระองค์ก็ถูกตอกตรึงบนกางเขน สละพระองค์เองเพื่อพลีให้แก่กางเขน และประทานพระกรุณา ความเมตตาและความบริสุทธิ์ทั้งมวลของพระองค์แก่มนุษย์ชาติ สำหรับมนุษย์แล้ว พระองค์ยอมทนเสมอ ไม่เคยแค้นเคือง ให้อภัยบาปพวกเขา คอยเคี่ยวเข็ญพวกเขาให้กลับใจ และสอนให้พวกเขามีความอดทน ความอดกลั้น และความรัก เพื่อดำเนินตามย่างพระบาทของพระองค์ และอุทิศตัวพวกเขาเองเพื่อเห็นแก่กางเขน ความรักของพระองค์ที่มีต่อพี่น้องชายหญิงนั้นเหนือกว่าความรักของพระองค์ที่มีต่อนางมารีย์ งานหลักของพระองค์เช่นการรักษาคนป่วยและการขับไล่ปีศาจร้ายทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อการทรงไถ่ของพระองค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด พระองค์จะปฏิบัติต่อทุกคนที่ติดตามพระองค์ด้วยพระคุณ พระองค์ทำให้คนยากจนกลายเป็นมั่งมี คนง่อยกลับเดินได้ คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกกลับได้ยิน พระองค์ทำกระทั่งเชื้อเชิญผู้คนที่ต้อยต่ำข้นแค้นอนาถา คนบาปหนาให้นั่งร่วมโต๊ะกับพระองค์ ไม่เคยเลี่ยงหลบพวกเขา แต่คงมั่นอดทนเสมอ กระทั่งถึงกับตรัสไว้ว่า ยามที่ผู้เลี้ยงแกะทำแกะหายไปหนึ่งตัวจากจำนวนร้อยตัว เขาย่อมจะละจากแกะ 99 ตัวเพื่อออกไปตามหาแกะตัวเดียวที่หายไปนั้น ครั้นเมื่อหาพบแล้ว เขาย่อมเบิกบานยินดียิ่งนัก พระองค์รักสาวกของพระองค์เช่นเดียวกับที่แม่แกะรักลูกแกะทั้งหลายของนาง ต่อให้พวกเขาจะโง่เขลาและไม่รู้เท่าทันการณ์ และเป็นคนบาปหนาในสายพระเนตรของพระองค์ และยิ่งกว่านั้นคือต่อให้เป็นเป็นผู้ต่ำศักดิ์ที่สุดในสังคมก็ตาม พระองค์ทรงถือว่าคนบาปเหล่านี้ซึ่งเป็นหมู่มนุษย์ที่คนอื่น ๆ พากันรังเกียจนั้น คือแก้วตาของพระองค์ เนื่องจากพระองค์ปรารถนาดีต่อพวกเขา จึงยอมสละชนม์ชีพของพระองค์เพื่อพวกเขา ประหนึ่งลูกแกะตัวหนึ่งซึ่งถูกบรรณาการขึ้นแท่นบูชา พระองค์ดำเนินไปกลางหมู่พวกเขาราวกับเป็นผู้รับใช้ของพวกเขา ยอมให้พวกเขาใช้พระองค์และประหัตประหาร พระองค์ยอมจำนนแก่พวกเขาอย่างปราศจากเงื่อนไข สำหรับสาวกของพระองค์แล้ว พระองค์คือพระเยซูผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่รัก แต่สำหรับพวกฟาริสีที่คอยติเตียนว่ากล่าวผู้คนจากบนแท่นสูงแล้วไซร้ ที่พระองค์แสดงออกไปหาใช่ความกรุณาและความเมตตา แต่กลับเป็นความรังเกียจและเดียดฉันท์ พระองค์ไม่ได้ปฏิบัติกิจใด ๆ มากนักในหมู่พวกฟาริสี มีบ้างก็เพียงบางคราวที่ได้ตำหนิและประณามพวกเขาออกไปตามวาระ ไม่ได้ดำเนินไปท่ามกลางหมู่พวกเขาเพื่อทำกิจแห่งการไถ่ รวมทั้งไม่มีการแสดงการอัศจรรย์และหมายสำคัญแต่อย่างใด พระองค์ได้ประทานพระกรุณาและความรักความเมตตาทั้งมวลให้ก็แต่เหล่าสาวกของพระองค์ด้วยการอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากเพื่อเห็นแก่คนบาปเหล่านี้จนถึงที่สุด เมื่อคราที่ถูกตอกตรึงบนไม้กางเขนและทนทรมานต่อทุกการดูหมิ่นเหยียดหยามจนกระทั่งพระองค์ได้ไถ่บาปให้กับมนุษยชาติทั้งมวลจนครบถ้วนนั่นเอง นี่เองคือ ผลรวมทั้งสิ้นของงานของพระองค์

หากปราศจากการไถ่บาปของพระเยซู มนุษยชาติย่อมมีชีวิตอยู่ในความบาปและกลายเป็นเชื้อสายแห่งบาป เป็นทายาทของมารร้ายตลอดไป หากเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องมา โลกทั้งโลกคงกลายเป็นที่อยู่ของซาตาน เป็นที่สิงสถิตอาศัยของมันไปแล้ว อย่างไรก็ดี งานแห่งการไถ่บาปต้องอาศัยการแสดงออกถึงความกรุณาและความรักเมตตาต่อมวลมนุษย์ โดยหนทางนี้เท่านั้น ที่มนุษย์จะสามารถได้รับการอภัยบาป และท้ายที่สุดก็จะได้รับสิทธิในการถูกปรับปรุงให้เพียบพร้อมและได้รับการยอมรับโดยพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ หากปราศจากงานระยะดังกล่าวนี้ แผนการจัดการระยะ 6,000 ปีย่อมจะก้าวหน้าไม่ได้เลย หากพระเยซูไม่ได้ถูกตรึงกางเขน หากพระองค์เพียงรักษาคนป่วย และขับปีศาจร้ายเท่านั้นมนุษย์ก็จะไม่ได้รับการอภัยบาปโดยสมบูรณ์ ระยะเวลาสามปีครึ่งที่พระเยซูใช้ไปในการปฏิบัติกิจของพระองค์บนโลกนี้ พระองค์ทรงบรรลุกิจแห่งงานไถ่บาปของพระองค์ไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่หลังจากนั้น โดยการถูกตอกตรึงบนกางเขนและกลายเป็นเช่นมนุษย์คนบาป โดยการถูกมอบไว้กับมาร พระองค์จึงได้บรรลุภารกิจการตรึงกางเขนและการเรียนรู้ชะตากรรมสุดท้ายของมนุษย์โดยสมบูรณ์ เพียงภายหลังจากที่พระองค์ถูกนำส่งถึงมือของซาตานแล้วเท่านั้น จึงเป็นการที่พระองค์ได้ทรงไถ่บาปให้กับมนุษย์ชาติแล้วจริง ๆ เป็นเวลาถึงสามสิบสามปีครึ่งที่พระองค์ได้ทนทุกข์ทรมานบนแผ่นดินโลก ถูกเยาะเย้ยถากถาง ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกทอดทิ้ง จนถึงจุดที่พระองค์ไม่มีแม้ที่จะให้วางพระศิระ ไม่มีที่ให้พักพิงผ่อนคลาย และพระองค์ได้ถูกตรึงกางเขนในเวลาต่อมา ด้วยทั้งองค์รวมของพระองค์ พระกายซึ่งบริสุทธิ์และไร้มลทินได้ถูกตอกตรึงกับกางเขน พระองค์ทรงอดทนต่อความทุกข์ทรมานทุกชนิดที่พึงมี พวกผู้มีอำนาจต่างพากันเย้ยหยันและโบยตีพระองค์ กระทั่งพวกทหารก็ยังถ่มน้ำลายรดพระพักตร์ของพระองค์ แต่พระองค์ยังเงียบเฉยและอดทนจนกระทั่งวาระสุดท้าย ยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไขจนสิ้นสุด ณ จุดแห่งความตายอันเป็นจุดที่พระองค์ได้ทำการไถ่ให้กับมนุษยชาติทั้งมวล มีเพียงยามนั้นเองที่พระองค์ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนเสียที งานที่พระเยซูกระทำลงไปเป็นตัวแทนของยุคพระคุณเท่านั้น มิได้เป็นตัวแทนของยุคธรรมบัญญัติ ทั้งยังหาได้เป็นการทดแทนงานในช่วงวันเวลาสุดท้ายแต่อย่างใด นี่คือสาระสำคัญของงานของพระเยซูในยุคพระคุณ ยุคที่สองที่มนุษยชาติได้ผ่านมาแล้ว—ยุคแห่งการไถ่บาป—นั่นเอง

ก่อนหน้า:ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

ถัดไป:งานในยุคพระธรรมบัญญัติ