หนังสือม้วนนั้นได้เปิดออกแล้วโดยพระเมษโปดก

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะแห่งพระเจ้า

พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์และทรงพระราชกิจของพระองค์ตามยุคที่แตกต่างกัน และในยุคที่แตกต่างกัน พระองค์ตรัสพระวจนะที่แตกต่างกัน พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือทรงพระราชกิจเดิมซ้ำ หรือทรงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอดีตไปแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ซึ่งทรงใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย พระองค์ตรัสพระวจนะใหม่ ๆ ทุกวัน เจ้าควรปฏิบัติตามสิ่งซึ่งควรได้รับการปฏิบัติตามในวันนี้ นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่การฝึกฝนปฏิบัตินั้นจะต้องมีศูนย์กลางอยู่รอบความสว่างและพระวจนะของพระเจ้าในปัจจุบัน พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และทรงสามารถตรัสออกมาจากมุมมองต่าง ๆ อันแตกต่างออกไปเพื่อให้พระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์นั้นเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่สำคัญว่าพระองค์ตรัสออกมาจากมุมมองของพระวิญญาณ หรือของมนุษย์ หรือของบุคคลที่สาม—พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเสมอ และเจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าด้วยเหตุจากมุมมองของมนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสออกมา ท่ามกลางผู้คนบางคนได้มีมโนคติที่หลงผิดอุบัติขึ้นโดยเป็นผลมาจากมุมมองต่าง ๆ อันแตกต่างกันซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสออกมา ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความรู้ในพระเจ้า และไม่มีความรู้ในพระราชกิจของพระองค์ หากพระเจ้าได้ตรัสออกมาจากหนึ่งมุมมองเสมอ มนุษย์จะไม่วางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าออกมาหรอกหรือ ? พระเจ้าสามารถยอมให้มนุษย์ปฏิบัติเช่นนั้นหรือ ? ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ในการทำเช่นนั้น หากพระเจ้าจะต้องตรัสออกมาจากมุมมองของพระวิญญาณเสมอ เจ้าจะสามารถเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์ได้หรือ ? ด้วยเหตุนี้ บางครั้งพระองค์จึงตรัสในฐานะบุคคลที่สามเพื่อทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้กับเจ้าและทรงนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริง ทุกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงทำนั้นเหมาะสม สรุปสั้น ๆ ทุกสิ่งล้วนทำโดยพระเจ้าทั้งสิ้น และเจ้าไม่ควรสงสัยในการนี้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงไม่สำคัญว่าพระองค์ตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าเสมอ นี่คือความจริงอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ประการหนึ่ง ไม่ว่าพระองค์ทรงพระราชกิจอย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงยังคงเป็นพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง ! เปโตรรักพระเจ้ามากยิ่งนักและเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีหัวใจตรงกันกับพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นพยานให้เขาในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์ ด้วยเหตุที่แก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตก็คือสิ่งที่มันเป็น และมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ ในพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่ทรงใช้วิธีการอันแตกต่างสารพันเพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์มีประสิทธิภาพและทำให้ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุก ๆ วิธีการในการทรงพระราชกิจของพระองค์ช่วยมนุษย์ให้รู้จักพระองค์ และเป็นไปเพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงใช้วิธีการใดในการทรงพระราชกิจ แต่ละวิธีการเป็นไปเพื่อที่จะสร้างมนุษย์และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แม้ว่าหนึ่งในวิธีการในการทรงพระราชกิจของพระองค์อาจยืนยงอยู่ได้เป็นเวลานานมาก นี่ก็เป็นไปเพื่อที่จะกล่อมเกลาความเชื่อของมนุษย์ที่มีต่อพระองค์ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรมีความสงสัยเคลือบแคลงในหัวใจของเจ้า เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นขั้นตอนต่าง ๆ ของพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเจ้าจะต้องเชื่อฟังขั้นตอน เหล่านี้

สิ่งที่พูดถึงกันวันนี้คือการเข้าสู่ความเป็นจริง—ไม่ใช่การขึ้นสู่สวรรค์ หรือการปกครองในฐานะพระราชาทั้งหลาย ทั้งหมดที่พูดถึงกันคือการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง ไม่มีการไล่ตามเสาะหาที่เหมาะสมใช้การได้ในสถานการณ์จริงมากไปกว่านี้แล้ว และการพูดเรื่องการปกครองในฐานะพระราชาทั้งหลายก็ใช่จะเหมาะสมใช้การได้ในสถานการณ์จริง มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นมากมายใหญ่หลวง และเขายังคงประเมินพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้ตามมโนคติที่หลงผิดในทางศาสนาของเขา ได้รับประสบการณ์กับวิธีการต่าง ๆ ในการทรงพระราชกิจของพระเจ้าไปก็มากมายหลายวิธีแล้ว มนุษย์ก็ยังคงไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า ยังคงแสวงหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่ และยังคงดูว่าพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงแล้วหรือไม่ นี่ไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อันชวนให้อึ้งหรอกหรือ ? หากปราศจากการปฏิบัติจนลุล่วงตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะยังคงเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ ? วันนี้ ผู้คนเช่นนั้นจำนวนมากมายในคริสตจักรกำลังรอที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พวกเขากล่าวว่าหากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ก็ย่อมทรงเป็นพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ก็ย่อมทรงไม่ใช่พระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าเชื่อในพระเจ้าเพราะการปฏิบัติจนลุล่วงตามพระวจนะของพระองค์ หรือเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยพระองค์เอง ? ทรรศนะของมนุษย์ในเรื่องความเชื่อในพระเจ้าจะต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง ! เมื่อเจ้าเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เจ้าก็จ้ำอ้าวจากไป—นี่หรือคือความเชื่อในพระเจ้า ? เมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าจะต้องปล่อยทุกสิ่งให้อยู่ในความปราณีของพระเจ้าและเชื่อฟังพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า พระเจ้าตรัสพระวจนะมากมายหลายถ้อยคำในพันธสัญญาเดิม—พระวจนะใดในบรรดาเหล่านั้นหรือ ที่เจ้าได้เห็นกับตาของเจ้าเองว่าได้รับการทำให้ลุล่วงไป ? เจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระยาห์เวห์ทรงไม่ใช่พระเจ้าเพราะเจ้ายังไม่ได้เห็นการนั้น ? ครั้นเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง บางคนก็ปรารถนาที่จะวิ่งหนีไป ใครก็ตามที่ต้องการไปก็ควรไป หาได้มีใครกำลังหยุดยั้งพวกเขาไม่ ! ลองดูที ดูทีว่าเจ้าสามารถหนีไปได้หรือไม่ ครั้นได้หนีจากไปแล้ว เจ้าก็จะยังคงกลับมา พระเจ้าทรงควบคุมเจ้าด้วยพระวจนะของพระองค์ และหากเจ้าทิ้งคริสตจักรและพระวจนะของพระเจ้าไป เจ้าจะไม่มีทางที่จะมีชีวิตต่อไป หากเจ้าไม่เชื่อในเรื่องนี้ จงลองดูด้วยตัวเจ้าเอง—เจ้าคิดว่าเจ้าก็แค่จากไปได้เฉย ๆ อย่างนั้นหรือ ? พระวิญญาณของพระเจ้าทรงควบคุมเจ้า เจ้าไม่สามารถจากไปได้ นี่เป็นประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า ! หากผู้คนบางคนต้องการที่จะลองดู พวกเขาก็สามารถทำได้ ! เจ้ากล่าวว่าบุคคลผู้นี้ไม่ใช่พระเจ้า ถ้าเช่นนั้นแล้วจงกระทำบาปต่อพระองค์แล้วดูทีว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใด เป็นไปได้ที่เนื้อหนังของเจ้าจะไม่ตายลงและเจ้าจะยังคงสามารถกินอาหารและสวมใส่เสื้อผ้าให้ตัวเจ้าเองได้ แต่ในทางจิตใจแล้วมันย่อมเกินจะทานทน เจ้าจะรู้สึกเครียดและถูกทรมาน ไม่มีอะไรที่เจ็บปวดยิ่งกว่า มนุษย์ไม่สามารถทนความทรมานและความร้างเปล่าทางจิตใจได้—บางทีเจ้าอาจสามารถทนฝ่าความทุกข์ของเนื้อหนังได้ แต่เจ้าไม่สามารถทนฝ่าความเครียดทางจิตใจและความทรมานที่คงอยู่เป็นเวลานานได้อย่างถึงที่สุด วันนี้เจ้าไม่สามารถเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใด ๆ กระนั้นก็ตามไม่มีใครสามารถหนีไปได้ ด้วยเหตุที่พระเจ้าทรงควบคุมมนุษย์ด้วยพระวจนะของพระองค์ จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ปราศจากการมาถึงของข้อเท็จจริงต่าง ๆ —กระนั้นมนุษย์ยังคงไม่สามารถหนีไปได้ เหล่านี้ไม่ใช่การกระทำของพระเจ้าหรอกหรือ ? วันนี้ พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อจัดเตรียมชีวิตให้มนุษย์ พระองค์หาได้ทรงเกลี้ยกล่อมเจ้าด้วยการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อที่จะได้มั่นพระทัยได้ถึงสัมพันธภาพอันสันติสุขระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ดังที่ผู้คนจินตนาการ ทุกคนซึ่งไม่มีสมาธิของตนอยู่กับชีวิต และผู้ซึ่งกลับจดจ่ออยู่กับการทำให้พระเจ้าทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เป็นพวกฟาริสี ! และเป็นพวกฟาริสีนั่นเองที่ได้ตรึงพระเยซูบนกางเขน หากเจ้าประเมินพระเจ้าตามทรรศนะของเจ้าเองในความเชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเจ้าหากพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วง และสงสัยและกระทั่งหมิ่นประมาทพระเจ้าหากพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ตรึงพระองค์บนกางเขนหรอกหรือ ? ผู้คนเยี่ยงนี้ละเลยหน้าที่ของพวกเขา และเสวยสุขอย่างตะกละตะกลาม !

ในทางกลับกัน ปัญหาใหญ่ที่สุดกับมนุษย์ก็คือว่า เขาไม่รู้จักพระวจนะของพระเจ้า แม้ว่าท่าทีของมนุษย์ไม่ใช่ท่าทีของการปฏิเสธ แต่มันก็เป็นท่าทีของการเคลือบแคลงสงสัย มนุษย์ไม่ปฏิเสธ แต่เขายังไม่ยอมรับอย่างสุดใจเช่นกัน หากผู้คนมีความรู้อันละเอียดถี่ถ้วนในพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาจะไม่หนีไป ปัญหาอื่นก็คือว่า มนุษย์ไม่รู้จักความเป็นจริง วันนี้ เป็นพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่แต่ละบุคคลได้เข้าเชื่อมความสัมพันธ์ด้วย ที่จริงแล้ว ในภายภาคหน้า เจ้าไม่ควรคิดที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เราขอบอกแก่เจ้าอย่างตรงๆ : ในระหว่างช่วงระยะเวลาปัจจุบัน ทั้งหมดที่เจ้าสามารถมองเห็นก็คือพระวจนะของพระเจ้า และแม้ปราศจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ชีวิตของพระเจ้ายังคงสามารถกอปรขึ้นเป็นมนุษย์ได้ นี่คือพระราชกิจซึ่งเป็นพระราชกิจหลักของอาณาจักรพันปี และหากเจ้าไม่อาจล่วงรู้พระราชกิจนี้ เจ้าก็ย่อมจะกลายเป็นอ่อนแอและล้มคว่ำลง เจ้าจะลงไปอยู่ท่ามกลางการทดสอบต่าง ๆ และที่ยิ่งสาหัสกว่านั้นก็คือ ถูกซาตานจองจำ พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อตรัสพระวจนะของพระองค์เป็นหลัก สิ่งที่เจ้าเข้าเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยก็คือพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าเห็นก็คือพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าได้ยินก็คือพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าปฏิบัติตามก็คือพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าได้รับประสบการณ์ด้วยก็คือพระวจนะของพระเจ้า และการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็ใช้พระวจนะเป็นหลักในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ทรงพระราชกิจซึ่งพระเยซูได้ทรงทำในอดีต แม้ว่าพระองค์ทั้งสองทรงเป็นพระเจ้า และทั้งสองทรงเป็นเนื้อหนัง พันธกิจต่าง ๆ ของพระองค์ทั้งสองไม่ใช่อย่างเดียวกัน เมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ยังได้ทรงส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้าและได้ตรัสพระวจนะบางถ้อยคำ—แต่อะไรกันแน่ที่เป็นพระราชกิจหลักซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จลุล่วง ? สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสำเร็จลุล่วงโดยหลักก็คือพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขน พระองค์ได้ทรงกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนให้แล้วเสร็จและไถ่มนุษยชาติทั้งมวล และที่พระองค์ได้ทรงทำหน้าที่ในฐานะเครื่องบูชาบาปอย่างหนึ่งนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งบาปของมนุษยชาติทั้งมวล นี่คือพระราชกิจหลักซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จลุล่วง ท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเส้นทางแห่งกางเขนเพื่อทรงนำบรรดาผู้ที่ได้มาในภายหลัง ในตอนที่พระเยซูได้เสด็จมา ในเบื้องต้นก็เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ให้แล้วเสร็จ พระองค์ได้ทรงไถ่มนุษยชาติทั้งมวล และได้ทรงนำข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์มาสู่มนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงให้กำเนิดเส้นทางสู่อาณาจักรสวรรค์ ผลก็คือ ทุกคนที่ได้มาในภายหลังกล่าวว่า “เราควรเดินไปบนเส้นทางแห่งกางเขน และพลีอุทิศตัวพวกเราเองเพื่อกางเขน” แน่นอนว่า ในตอนเริ่มแรก พระเยซูยังได้ทรงพระราชกิจอื่นบางอย่างและได้ตรัสพระวจนะบางถ้อยคำเช่นกันเพื่อทำให้มนุษย์กลับใจและสารภาพบาปของเขา แต่พันธกิจของพระองค์นั้นยังคงเป็นการถูกตรึงกางเขน และช่วงเวลาสามปีครึ่งที่พระองค์ได้ทรงใช้ไปในการประกาศหนทางนั้น ก็เป็นไปเพื่อการตระเตรียมสำหรับการถูกตรึงกางเขนซึ่งตามมาในภายหลัง หลายครั้งคราวที่พระเยซูได้ทรงอธิษฐานก็ยังเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการถูกตรึงกางเขนเช่นกัน ชีวิตของมนุษย์ปกติคนหนึ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงดำเนินไปและช่วงเวลาสามสิบปีครึ่งที่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่บนแผ่นดินโลกนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการทรงพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนให้แล้วเสร็จเป็นหลัก ปีทั้งหลายนั้นก็เพื่อจะมอบความแข็งแกร่งให้แก่พระองค์ในการรับปฏิบัติพระราชกิจนี้ซึ่งผลที่ตามมาจากการนี้ก็คือ พระเจ้าได้ทรงไว้วางพระทัยมอบพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนให้แก่พระองค์ พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์จะทรงสำเร็จลุล่วงพระราชกิจใดวันนี้ ? วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยประการสำคัญแล้วก็เพื่อทรงพระราชกิจแห่ง “พระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์” ให้แล้วเสร็จ เพื่อทรงใช้พระวจนะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงทำให้มนุษย์ยอมรับการจัดการกับพระวจนะและกระบวนการถลุงพระวจนะ ในพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้เจ้าได้รับการจัดเตรียมและได้รับชีวิต ในพระวจนะของพระองค์ เจ้าเห็นพระราชกิจและกิจการของพระองค์ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อตีสอนและถลุงเจ้า และด้วยเหตุนี้ หากเจ้าทนทุกข์จากความยากลำบาก มันก็เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน วันนี้ พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจด้วยข้อเท็จจริงต่าง ๆ แต่ด้วยพระวจนะ เพียงภายหลังจากที่พระวจนะของพระองค์ได้มาถึงเจ้าแล้วเท่านั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสามารถทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้าได้และทำให้เจ้าทนทุกข์จากความเจ็บปวดหรือรู้สึกถึงความหวานชื่น มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำเจ้าไปสู่ความเป็นจริงได้ และมีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้ และดังนั้น อย่างน้อยที่สุดเจ้าจะต้องเข้าใจการนี้ : พระราชกิจซึ่งปฏิบัติสำเร็จโดยพระเจ้าช่วงระหว่างยุคสุดท้ายโดยประการสำคัญแล้วคือ การใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทรงทำให้บุคคลทุกคนมีความเพียบพร้อมและเพื่อทรงนำมนุษย์ พระราชกิจทั้งหมดซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัตินั้นทำโดยผ่านทางพระวจนะ พระองค์ไม่ทรงใช้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อตีสอนเจ้า มีบางเวลาที่ผู้คนบางคนต่อต้านพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงทำให้เจ้าได้รับความไม่สบายใหญ่หลวง เนื้อหนังของเจ้าไม่ได้ถูกตีสอน และเจ้าไม่ได้ทนทุกข์จากความยากลำบาก—แต่ทันทีที่พระวจนะของพระองค์มาถึงเจ้า และถลุงเจ้า มันก็ทนไม่ไหวแล้วสำหรับเจ้า มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ ? ในระหว่างเวลาของพวกคนปรนนิบัติ พระเจ้าได้ตรัสว่าจะโยนมนุษย์เข้าไปในบาดาลลึก มนุษย์ได้มาถึงยังบาดาลลึกจริง ๆ หรือไม่ ? แค่ผ่านทางการใช้พระวจนะเพื่อถลุงมนุษย์ มนุษย์ก็ได้เข้าสู่บาดาลลึกไปแล้ว และดังนั้น ในระหว่างยุคสุดท้าย เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงใช้พระวจนะเป็นหลักเพื่อสำเร็จลุล่วงในทุกสิ่งและทำให้ให้ทุกสิ่งชัดเจน ด้วยพระวจนะของพระองค์เท่านั้นเจ้าจึงสามารถเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ด้วยพระวจนะของพระองค์เท่านั้นเจ้าจึงสามารถเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระเจ้าเอง เมื่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์เสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ทรงพระราชกิจอื่นใดเว้นเสียแต่การตรัสถึงพระวจนะ—ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับข้อเท็จจริงต่าง ๆ พระวจนะทั้งหลายนั้นเพียงพอแล้ว นั่นเป็นเพราะพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจนี้เป็นหลัก เพื่อยอมให้มนุษย์ได้เห็นฤทธานุภาพของพระองค์และมไหศวรรย์ในพระวจนะของพระองค์ เพื่อยอมให้มนุษย์ได้เห็นในพระวจนะของพระองค์ว่าพระองค์ทรงซ่อนเร้นพระองค์เองโดยถ่อมพระทัยอย่างไร และเพื่อยอมให้มนุษย์ได้รู้จักความครบถ้วนบริบูรณ์ในพระวจนะของพระองค์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทั้งหมดที่พระองค์ทรงเป็นนั้นอยู่ในพระวจนะของพระองค์ พระปรีชาญาณและความมหัศจรรย์ของพระองค์นั้นอยู่ในพระวจนะของพระองค์ ในการนี้เจ้าถูกทำให้เห็นวิธีการมากมายซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสพระวจนะของพระองค์ ส่วนใหญ่ของพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างเวลาที่ผ่านมาเป็นการจัดเตรียม วิวรณ์ และการจัดการกับมนุษย์มาตลอด พระองค์ไม่ทรงสาปแช่งบุคคลคนหนึ่งสักน้อย และแม้คราที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงสาปแช่งพวกเขาโดยผ่านทางพระวจนะ และดังนั้น ในยุคพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นี้ จงอย่าพยายามที่จะมองให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักษาคนป่วยและขับไล่บรรดาปีศาจอีก และจงหยุดมองหาหมายสำคัญต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา—ไม่มีประโยชน์ใดเลย ! หมายสำคัญต่าง ๆ เหล่านั้นไม่สามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ ! หากจะพูดอย่างตรง ๆ แล้ว : วันนี้ องค์พระเจ้าองค์จริงเองซึ่งอยู่ในเนื้อหนังมนุษย์ไม่ทรงการกระทำ พระองค์เพียงตรัสเท่านั้น นี่คือความจริง ! พระองค์ทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และทรงใช้พระวจนะเพื่อป้อนอาหารและน้ำให้เจ้า พระองค์ยังทรงใช้พระวจนะเพื่อทรงพระราชกิจเช่นกัน และพระองค์ทรงใช้พระวจนะแทนข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อทำให้เจ้ารู้จักความเป็นจริงของพระองค์ หากเจ้าสามารถรับรู้ลักษณะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้า มันก็ย่อมเป็นการยากที่จะมีความคิดในเชิงลบ แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นลบ เจ้าควรมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เป็นบวกเท่านั้น—กล่าวคือ ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ก็ตาม หรือไม่ว่ามีการมาถึงของข้อเท็จจริงต่าง ๆ หรือไม่ก็ตาม พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์ได้รับชีวิตจากพระวจนะของพระองค์ และนี่คือหมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาหมายสำคัญทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันคือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ประการหนึ่ง นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดที่ใช้ในการทำความรู้จักพระเจ้า และเป็นหมายสำคัญหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่าบรรดาหมายสำคัญต่าง ๆ มีเพียงพระวจนะเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้

ทันทีที่ยุคอาณาจักรได้เริ่มต้นขึ้น พระเจ้าได้ทรงเริ่มปล่อยพระวจนะของพระองค์ ในภายภาคหน้า พระวจนะเหล่านี้จะค่อย ๆ ได้รับการทำให้ลุล่วง และ ณ เวลานั้น มนุษย์จะเติบโตเข้าสู่ชีวิต การใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์นั้นมีความเป็นจริงมากขึ้น และมีความจำเป็นมากขึ้น และพระองค์ไม่ทรงใช้อะไรนอกจากพระวจนะในการทรงพระราชกิจของพระองค์เพื่อที่จะทำให้ความเชื่อของมนุษย์มีความเพียบพร้อม ด้วยเหตุที่วันนี้คือยุคพระวจนะ และมันจำเป็นต้องมีความเชื่อ ปณิธาน และความร่วมมือจากมนุษย์ พระราชกิจของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของยุคสุดท้ายคือการใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อรับใช้และจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ เพียงภายหลังจากที่พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ได้ทรงเสร็จสิ้นการตรัสพระวจนะของพระองค์แล้วเท่านั้น พระวจนะจึงจะได้รับการทำให้ลุล่วง ในระหว่างเวลาซึ่งพระเจ้าตรัส พระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เพราะเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในช่วงระยะของเนื้อหนัง พระวจนะของพระองค์ไม่สามารถได้รับการทำให้ลุล่วงได้ นี่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อที่ มนุษย์อาจได้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นมนุษย์และไม่ใช่วิญญาณ เพื่อที่มนุษย์อาจได้เห็นความเป็นจริงแห่งพระเจ้าด้วยตาของเขาเอง ในวันที่พระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เมื่อพระวจนะทุกคำซึ่งควรถูกตรัสโดยพระองค์บนแผ่นดินโลกได้ถูกตรัสออกมาแล้ว พระวจนะของพระองค์จะเริ่มได้รับการทำให้ลุล่วง ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของการทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง เพราะพระองค์ยังตรัสพระวจนะของพระองค์ไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น เมื่อเจ้าเห็นว่าพระเจ้ายังคงกำลังตรัสพระวจนะของพระองค์บนแผ่นดินโลก จงอย่ามัวรอการทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง เมื่อพระเจ้าหยุดตรัสพระวจนะของพระองค์ และเมื่อพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้ถูกทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว นั่นจึงจะเป็นเวลาที่พระวจนะของพระองค์เริ่มได้รับการทำให้ลุล่วง ในพระวจนะที่พระองค์ตรัสบนแผ่นดินโลกนั้น ในด้านหนึ่ง มีการจัดเตรียมชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง มีการเผยพระวจนะ—การเผยพระวจนะในเรื่องสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะมา ในเรื่องสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะถูกทำให้เสร็จสิ้น และในเรื่องสิ่งต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ได้ถูกทำให้สำเร็จลุล่วง ในพระวจนะของพระเยซูก็เคยมีการเผยวจนะด้วยเช่นกัน ในด้านหนึ่ง พระองค์ได้ทรงจัดหาชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสการเผยพระวจนะ มาวันนี้ ไม่มีการพูดเรื่องการดำเนินการตามพระวจนะและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน เพราะมีความแตกต่างมากเกินไประหว่างสิ่งซึ่งสามารถเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์เองและสิ่งซึ่งถูกทำให้สำเร็จโดยพระเจ้า อาจกล่าวได้แค่เพียงว่าทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าได้ถูกทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระวจนะของพระองค์จะได้รับการทำให้ลุล่วง และข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะมาภายหลังจากพระวจนะ ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ทรงปฏิบัติพันธกิจแห่งพระวจนะบนแผ่นดินโลก และในการปฏิบัติพันธกิจแห่งพระวจนะนั้น พระองค์เพียงแค่ตรัสพระวจนะเท่านั้น และไม่ทรงใส่พระทัยในเรื่องอื่น ๆ ทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าเปลี่ยนแปลง พระวจนะของพระองค์จะเริ่มได้รับการทำให้ลุล่วง วันนี้ พระวจนะถูกใช้เพื่อทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อพระองค์ทรงได้รับพระสิริตลอดทั้งสิ้นทั่วจักรวาล พระราชกิจของพระองค์จะครบถ้วนบริบูรณ์—พระวจนะทั้งหมดซึ่งควรถูกตรัสจะได้ถูกตรัสออกมาแล้ว และพระวจนะทั้งหมดจะได้กลายเป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อทรงปฏิบัติพันธกิจแห่งพระวจนะ เพื่อที่มนุษยชาติอาจได้รู้จักพระองค์ และเพื่อที่มนุษยชาติอาจได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และเห็นพระปรีชาญาณของพระองค์และทั้งหมดของกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์จากพระวจนะของพระองค์ ในระหว่างยุคอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิตมนุษยชาติทั้งมวลเป็นหลัก ในภายภาคหน้า พระวจนะของพระองค์ยังจะมาถึงทุก ๆ ศาสนา ภาคส่วน ชนชาติ และนิกายด้วยเช่นกัน พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิต เพื่อทำให้มนุษย์ทั้งหมดเห็นว่าพระวจนะของพระองค์มีสิทธิอำนาจและมหิทธิฤทธิ์—และดังนั้นวันนี้ พวกเจ้าจึงเผชิญหน้ากับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น

พระวจนะซึ่งตรัสโดยพระเจ้าในยุคนี้แตกต่างไปจากพระวจนะซึ่งถูกตรัสในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ และพระวจนะเหล่านั้นก็แตกต่างไปจากพระวจนะซึ่งถูกตรัสในระหว่างยุคพระคุณเช่นกัน ในยุคพระคุณ พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจของพระวจนะ แต่แค่ได้ทรงปรารภว่าพระองค์จะถูกตรึงกางเขนเพื่อทรงไถ่มนุษยชาติทั้งมวล พระคริสตธรรมคัมภีร์เพียงอธิบายเหตุผลที่พระเยซูทรงต้องถูกตรึงกางเขน และความทุกข์ซึ่งพระองค์ทรงต้องได้รับบนกางเขน และวิธีการที่มนุษย์ควรถูกตรึงกางเขนเพื่อพระเจ้าเท่านั้น ในระหว่างยุคนั้น พระราชกิจทั้งหมดซึ่งปฏิบัติสำเร็จโดยพระเจ้านั้นไปรวมอยู่ที่การถูกตรึงกางเขน ในระหว่างยุคอาณาจักร พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะเพื่อพิชิตทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์ นี่คือ “พระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์” พระเจ้าได้เสด็จมาช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจนี้ กล่าวคือ พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์เพียงตรัสพระวจนะเท่านั้น และแทบจะไม่มีการมาถึงของข้อเท็จจริงต่าง ๆ นี่คือแก่นแท้จริง ๆ ของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และเมื่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะของพระองค์ นี่เป็นการทรงปรากฏของพระวจนะในมนุษย์ และเป็นพระวจนะซึ่งทรงกำลังมาเป็นมนุษย์ “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า และพระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” นี่ (พระราชกิจแห่งการทรงปรากฏของพระวจนะในมนุษย์) คือพระราชกิจซึ่งพระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย และเป็นบทสุดท้ายของแผนการบริหารจัดการทั้งสิ้นทั้งมวลของพระองค์ และดังนั้นพระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงสำแดงพระวจนะของพระองค์ในมนุษย์ สิ่งซึ่งถูกทำให้สำเร็จวันนี้ สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จในภายภาคหน้า สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยพระเจ้า บั้นปลายสุดท้ายของมนุษย์ บรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอด พวกที่จะถูกทำลาย เป็นต้น—ทั้งหมดของพระราชกิจนี้ซึ่งควรถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดได้ถูกระบุไว้แล้วทั้งหมดอย่างชัดเจน และเป็นไปทั้งหมดก็เพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ประกาศกฤษฎีกาบริหารและธรรมนูญซึ่งถูกบัญญัติขึ้นก่อนหน้านั้น พวกที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่จะเข้าสู่การพักผ่อน—พระวจนะเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องถูกทำให้ลุล่วง นี่คือพระราชกิจซึ่งถูกทำให้สำเร็จลุล่วงเป็นหลักโดยพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ช่วงระหว่างยุคสุดท้าย พระองค์ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจว่าบรรดาผู้ที่ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด และพวกที่ไม่ได้ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด ประชากรและบรรดาบุตรของพระองค์จะถูกแยกประเภทอย่างไร จะเกิดขึ้นต่ออิสราเอล จะเกิดอะไรขึ้นต่ออียิปต์—ในภายภาคหน้า ทุก ๆ ถ้อยคำของพระวจนะเหล่านี้จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วง ก้าวย่างของพระราชกิจของพระเจ้ากำลังเร่งความเร็วขึ้น พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นวิถีทางที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ถึงสิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นในทุกยุค สิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นโดยพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้าย และพันธกิจของพระองค์ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิบัติ และพระวจนะเหล่านี้เป็นไปทั้งหมดเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “บรรดาผู้ที่จดจ่ออยู่กับการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะถูกทอดทิ้ง พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อม” เราได้กล่าวถ้อยคำไว้มากมายนัก กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่มีความรู้เรื่องพระราชกิจนี้เลยแม้เพียงแผ่วบาง และมาถึงจุดนี้แล้ว ผู้คนก็ยังคงถามหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ หรือว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะได้รับชีวิต ? พระเยซูได้เคยตรัสพระวจนะไว้มากมายเช่นกัน และบางพระวจนะในเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกทำให้ลุล่วง เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเยซูทรงไม่ใช่พระเจ้า ? พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระคริสต์และพระบุตรของพระเจ้าอันเป็นที่รัก เจ้าสามารถปฏิเสธการนี้ได้หรือ ? วันนี้ พระเจ้าเพียงแต่ตรัสพระวจนะเท่านั้น และหากเจ้าไม่รู้การนี้อย่างถ้วนทั่ว เจ้าก็ย่อมไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ เจ้าเชื่อในพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าเชื่อในพระองค์โดยขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ ? เจ้าเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือเจ้าเชื่อในพระเจ้า ? วันนี้ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์—พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริง ๆ หรือ ? หากพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริง ๆ หรือ ? แก่นแท้ของพระเจ้าถูกกำหนดตัดสินจากการที่ว่า พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสนั้นได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ อย่างนั้นหรือ ? เหตุใดผู้คนบางคนจึงกำลังรอคอยเสมอให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงก่อนที่พวกเขาจะเชื่อในพระองค์ ? นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้จักพระองค์หรอกหรือ ? ทุกคนผู้ซึ่งมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นคือพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาใช้มโนคติที่หลงผิดเพื่อประเมินพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง พวกเขาเชื่อในพระองค์ หากพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พวกเขาก็ย่อมไม่เชื่อในพระองค์ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกฟาริสีของยุคใหม่ ๆ หรอกหรือ ? การที่เจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารู้จักพระเจ้าองค์จริงหรือไม่—นี่สำคัญยิ่งยวด ! ยิ่งความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าในตัวเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเพียงใด ความรู้ของเจ้าในความเป็นจริงของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น และเจ้ายิ่งสามารถที่จะยืนหยัดในระหว่างการทดสอบต่าง ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้าจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งสามารถตั้งมั่นได้น้อยลงเท่านั้น และเจ้าจะสอบไม่ผ่านท่ามกลางการทดสอบต่าง ๆ หมายสำคัญและการอัศจรรย์ไม่ใช่รากฐาน เพียงความเป็นจริงของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นชีวิต ผู้คนบางคนไม่รู้จักผลกระทบต่าง ๆ ซึ่งจะต้องได้รับการทำให้สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาใช้วันเวลาในความสับสนงุนงง ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ของพระราชกิจของพระเจ้า จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาคือ เพียงทำให้พระเจ้าทรงทำให้ความอยากของพวกเขาลุล่วงตลอดไปเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะจริงจังในความเชื่อของพวกเขา พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิตหากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง แต่ว่าหากพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง ก็ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิต มนุษย์คิดว่าความเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และการไล่ตามเสาะหาการได้ขึ้นสู่สวรรค์และสวรรค์ชั้นที่สาม ไม่มีพวกเขาคนใดกล่าวว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาชีวิต และการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า อะไรคือคุณค่าของการไล่ตามเสาะหาเช่นนี้ พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในพระเจ้าและการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยคือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาคือผู้ซึ่งหมิ่นประมาทพระเจ้า !

บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าความเชื่อในพระเจ้าคืออะไร ? ความเชื่อในพระเจ้าหมายความถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใช่หรือไม่ ? มันหมายความถึงการขึ้นสู่สวรรค์ใช่หรือไม่ ? การเชื่อในพระเจ้าไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย การฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเหล่านั้นควรถูกกวาดล้าง การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามเสาะหาความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนา และการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเช่นนั้นเป็นความเชื่อประเภทที่คลุมเครือ อะไรหรือคือความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าวันนี้ ? มันคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์ เพื่อให้ชัดเจน : ความเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจเชื่อฟังพระเจ้า รักพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติโดยสิ่งทรงสร้างอย่างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือจุดหมายของการเชื่อในพระเจ้า เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความดีงามของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า ความเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งในเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากชีวิตหนึ่งภายในความเป็นธรรมชาติไปสู่ชีวิตหนึ่งภายในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น มันคือการออกมาจากภายใต้แดนครอบครองของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่และการปกป้องของพระเจ้า มันคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ในความเชื่อฟังต่อพระเจ้าและความไม่เชื่อฟังต่อเนื้อหนัง มันคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ความเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน ความเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า มันควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถเชื่อฟังพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การเชื่อฟังพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย เหล่านี้คือจุดหมายหลักของการเชื่อในพระเจ้า เรากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงภายหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ ต่อเมื่อเจ้ารู้จักพระเจ้าแล้วเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และการบรรลุจุดหมายนี้คือจุดหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่มนุษย์ควรมีในความเชื่อของเขาในพระเจ้า ในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ มุมมองของความเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด ความเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิต จุดหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น ในการเชื่อพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบต่อพระเจ้า และเพื่อความเชื่อฟังอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า หากเจ้าสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น มีความใส่ใจต่อความประสงค์ของพระเจ้า สัมฤทธิ์ในวุฒิภาวะของเปโตร และมีลักษณะแนวแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง นั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และมันจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ตลอดทั้งสิ้นทั่วจักรวาล ทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์จะต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์ และกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ไม่มีใครสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าด้วยการมองเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ซึ่งพระเจ้าทรงแสดง ทั่วทั้งยุคต่าง ๆ ตลอดมา พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะมาโดยตลอดในการที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าจึงไม่ควรอุทิศความใส่ใจของเจ้าทั้งหมดไปกับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ควรเพียรพยายามที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ในยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม พระเจ้าได้ตรัสบางพระวจนะไว้ และในยุคพระคุณ พระเยซูก็ได้ตรัสไว้หลายพระวจนะเช่นกัน ภายหลังจากที่พระเยซูได้ทรงเสร็จสิ้นการตรัสพระวจนะมากมายเหล่านี้แล้ว บรรดาสาวกและบรรดาผู้เผยพระวจนะซึ่งมาทีหลังได้ทำให้ผู้คนฝึกฝนปฏิบัติตามกฎและพระบัญญัติต่าง ๆ ซึ่งพระเยซูได้ทรงกำหนดไว้ และได้ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ตามหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งพระเยซูได้ตรัสถึง ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมเป็นหลัก พระองค์ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อกดขี่มนุษย์ หรือโน้มน้าวมนุษย์ นี่ไม่สามารถทำให้ฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หากพระเจ้าเพียงได้แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท่านั้น มันก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ความเป็นจริงของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระเจ้าไม่ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ทรงใช้พระวจนะเพื่อให้น้ำและเลี้ยงดูมนุษย์ ซึ่งภายหลังจากนั้น ความเชื่อฟังอันครบบริบูรณ์ของมนุษย์และความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าจึงสัมฤทธิ์ผลได้ นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัติและพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัส พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม—พระองค์ทรงใช้พระวจนะ และทรงใช้วิธีการอันแตกต่างหลากหลายของพระราชกิจในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการถลุง การจัดการ การตัดแต่ง หรือการจัดเตรียมพระวจนะ พระเจ้าตรัสจากมุมมองอันแตกต่างหลากหลายเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และเพื่อให้มนุษย์มีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจ พระปรีชาญาณ และความมหัศจรรย์ของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ณ เวลาซึ่งพระเจ้าทรงสรุปปิดตัวยุคในยุคสุดท้าย เขาย่อมจะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเฝ้ามองหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เมื่อเจ้ามีความรู้เรื่องพระเจ้าและสามารถเชื่อฟังพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดก็ตาม เจ้าก็ย่อมจะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ด้วยเหตุที่เจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับความเป็นจริงของพระเจ้าอีกต่อไป ณ ขณะหนึ่ง เจ้าเสื่อมทรามและไม่สามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์—เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในสภาวะนี้อย่างนั้นหรือ ? ในเวลาที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นั่นเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงลงโทษมนุษย์ และเป็นเวลาเปลี่ยนยุคด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเวลาที่ยุคสรุปปิดตัวลง เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถูกดำเนินการไปตามปกติ พระองค์ไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นง่ายมากสำหรับพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่หลักการของพระราชกิจของพระเจ้า และมันไม่ใช่จุดหมายของการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า หากมนุษย์ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และหากร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าจะต้องปรากฏแก่มนุษย์ ผู้คนทั้งหมดจะไม่เชื่อในพระเจ้าหรอกหรือ ? เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ชนะกลุ่มหนึ่งถูกรับไว้จากทางตะวันออก ซึ่งเป็นบรรดาผู้ชนะผู้ที่มาจากท่ามกลางความทุกข์ลำบากอันใหญ่หลวง พระวจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร ? พระวจนะเหล่านี้หมายความว่า ผู้คนเหล่านี้ที่ได้ถูกรับไว้แล้วนั้นเพียงได้เชื่อฟังอย่างแท้จริงภายหลังจากที่ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอน และการจัดการและการตัดแต่ง และกระบวนการถลุงทุกประเภทแล้วเท่านั้น ความเชื่อของผู้คนเหล่านี้ไม่คลุมเครือและเป็นนามธรรม แต่เป็นความจริงแท้ พวกเขายังไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใด ๆ หรือปาฏิหาริย์ใด ๆ พวกเขาไม่พูดเรื่องตัวอักษรและหลักคำสอนอันลึกซึ้งหรือวิจารณญาณอันล้ำลึก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมีความเป็นจริงและพระวจนะของพระเจ้าและความรู้แท้จริงในความเป็นจริงของพระเจ้า กลุ่มเช่นนั้นไม่ได้มีความสามารถมากกว่าในการที่จะทำให้ฤทธานุภาพของพระเจ้าเข้าใจได้ง่ายหรอกหรือ ? พระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้ายคือพระราชกิจที่แท้จริง ในระหว่างยุคของพระเยซู พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่เพื่อไถ่มนุษย์ และดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์บางอย่างเพื่อทำให้ผู้คนติดตามพระองค์ ด้วยเหตุที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทำให้พระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนแล้วเสร็จเป็นหลัก และการแสดงหมายสำคัญไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพระราชกิจแห่งพันธกิจของพระองค์ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นนั้นเป็นพระราชกิจซึ่งได้ทำไปเพื่อให้พระราชกิจของพระองค์เกิดประสิทธิภาพ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นพระราชกิจพิเศษ และไม่ได้เป็นตัวแทนพระราชกิจของยุคสมัยทั้งยุค ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม พระเจ้ายังได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างเช่นกัน—แต่พระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติวันนี้เป็นพระราชกิจที่แท้จริง และพระองค์คงจะทรงไม่แสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในขณะนี้อย่างแน่นอน หากพระองค์ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระราชกิจที่แท้จริงของพระองค์ก็คงจะถูกขัดจังหวะให้เกิดความสับสนไม่เป็นระเบียบ และพระองค์ก็คงจะไม่สามารถทรงพระราชกิจใด ๆ ได้อีก หากพระเจ้าได้ตรัสว่าจะใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่ก็ได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นกัน เช่นนั้นแล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่า มันทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มนุษย์เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง ? ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งต่าง ๆ เช่นนั้น มีศาสนามากเกินไปภายในมนุษย์ พระเจ้าได้เสด็จมาในระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อขับไล่มโนคติที่หลงผิดทางศาสนาและสิ่งต่าง ๆ ที่เหนือธรรมชาติทั้งหมดภายในมนุษย์ออกไป และทำให้มนุษย์รู้จักความเป็นจริงของพระเจ้า พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อถอดพระฉายาหนึ่งของพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเป็นนามธรรมและเพ้อฝันออกไป—พระฉายาหนึ่งของพระเจ้าองค์หนึ่ง ผู้ซึ่งอีกนัยหนึ่งไม่ได้ดำรงอยู่เลย และดังนั้น บัดนี้สิ่งเดียวซึ่งล้ำค่าก็คือการที่เจ้ามีความรู้ในความเป็นจริง ! ความจริงสำคัญกว่าทุกสิ่ง เจ้ามีความจริงมากเพียงใดกันวันนี้ ? ทุกอย่างที่แสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์คือพระเจ้าอย่างนั้นหรือ ? บรรดาวิญญาณชั่วก็สามารถแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้เช่นกัน พวกมันทั้งหมดใช่พระเจ้าหรือไม่ ? ในความเชื่อของเขาในพระเจ้า สิ่งซึ่งมนุษย์ค้นหาก็คือความจริง และสิ่งซึ่งเขาไล่ตามเสาะหาก็คือชีวิต แทนที่จะเป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นี่ควรเป็นเป้าหมายของทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า

ก่อนหน้า:มองดูการปรากฏพระองค์ของพระเจ้าในการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์

ถัดไป:เนื้อแท้ของพระคริสต์คือน้ำพระทัยของพระบิดาแห่งสวรรค์