15 พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันรู้จักตัวเอง

โดย Miao Xiao, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตาน และกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้าสิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา กิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระเจ้านั้นสำเร็จโดยการทรงแสดงความจริงเพื่อพิพากษาและชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อที่เราจะสามารถรู้จักธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเราเองผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และเห็นความจริงว่าเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักแค่ไหน จากนั้นเราจึงสามารถรู้สึกสำนึกเสียใจ เกลียดตัวเอง และกลับใจอย่างแท้จริงได้ ฉันเคยรู้สึกเหมือนว่าฉันเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีอยู่เสมอ รู้สึกว่าฉันอดทนอดกลั้นกับผู้อื่น และเมื่อฉันเห็นใครบางคนกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ฉันจะช่วยเท่าที่ฉันสามารถทำได้ ฉันคิดว่าฉันเป็นคนดี แต่หลังจากยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้าย และเมื่อได้รับประสบการณ์การพิพากษาและวิวรณ์ของพระวจนะของพระองค์ ฉันเห็นว่า แม้ว่าฉันจะดูประพฤติตัวดีที่ภายนอก และไม่ได้ทำบาปที่เห็นเด่นชัด ภายในฉันกลับมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตานมากมาย ทั้งความหยิ่งยโส ความหลอกลวง และความพยาบาท ฉันอดไม่ได้ที่จะต่อต้านความจริงและเป็นปรปักษ์กับพระเจ้า ฉันเห็นว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักมาก และฉันจำเป็นต้องได้รับการพิพากษาและชำระให้สะอาดด้วยพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง

ฉันจำได้ว่าในเดือนมีนาคม 2018 ฉันมีหน้าที่ทำวิดีโอในคริสตจักร ฉันเป็นคนใหม่ในกลุ่ม และฉันได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดว่า พี่ชายเจ้าผู้นำกลุ่ม ค่อนข้างเข้มงวดและมีมาตรฐานการทำงานที่เคร่งครัด ฉันคิดว่า “การกวดขันเป็นความรับผิดชอบ และมันผลักดันให้เราทำหน้าที่ได้ดีขึ้น นี่เป็นเรื่องดีนะ” ฉันคิดว่า “อีกอย่าง ฉันเป็นคนสบายๆ และเข้ากับใครก็ได้ ฉันไม่คิดว่าฉันจะมีปัญหาในการทำงานกับพี่เจ้านะ”

พี่เจ้าดาวน์โหลดวิดีโอบางส่วนมาให้เราตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อช่วยให้เราคุ้นเคยกับงานเร็วขึ้น ครอบคลุมสิ่งต่างๆ อย่างความสวยงาม องค์ประกอบภาพ การจัดแสง และการเข้ากันของสี การเรียนรู้ทั้งหมดนี้ค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับฉัน จนฉันเสียสมาธิไปสนใจอย่างอื่นอยู่เรื่อย ฉันคิดว่า “ข้อมูลเยอะขนาดนี้ ไม่ทันไรฉันก็ลืมหมดแล้ว ฉันจะค่อยๆ ทำความคุ้นชินกับมันผ่านการทำจริงแล้วกัน ณ จุดนี้ เรียนรู้การทำวิดีโอที่ดีขึ้นด้วยซอฟต์แวร์ใหม่ เพื่อช่วยเราเรียนรู้และกระตุ้นความสนใจของเราจะดีกว่า” ฉันเสนอความคิดนี้ โดยคิดว่าพี่เจ้าจะรับไว้พิจารณา แต่ฉันก็แปลกใจที่เมื่อเขาได้ยินก็พูดอย่างเข้มงวดมากว่า “การเรียนรู้ทักษะการทำงานพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องเข้าใจพวกมันเพื่อทำวิดีโอที่ดี เราต้องปรับตัวและทำไปทีละขั้นตอน อย่าทำเกินกำลังตัวเองเลย การเรียนรู้ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำหน้าที่ของเราให้ดี ด้วยการปรับทัศนคติของเรา เราจะมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น และจะไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ” พอเขาพูดจบ พี่น้องชายหญิงคนอื่นก็มองมาที่ฉัน ฉันอับอายจนหน้าแดงก่ำ ฉันคิดว่า “คุณพูดกับฉันแบบนั้นแล้วพวกเขาจะคิดกับฉันยังไง พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่จริงจังกับหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า หลังจากนี้ฉันจะตากหน้าได้ยังไง” แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ฉันจะใจแคบไม่ได้ พี่เจ้าพูดแบบนี้เพื่อประโยชน์ของเราเอง ฉันจะสามารถร่วมมือในหน้าที่นี้ได้ยังไง ถ้าฉันใจแคบในทุกเรื่อง” ตั้งแต่นั้น ฉันก็เริ่มเรียนรู้ทักษะเหล่านี้อย่างจริงจัง แล้วฉันก็มีความเข้าใจพื้นฐานบางด้านในเรื่องพวกนี้ค่อนข้างเร็วทีเดียว หลังจากผ่านไปสักพัก ฉันรู้สึกค่อนข้างพอใจในตัวเอง โดยคิดว่าฉันมีความสามารถที่ดี และสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว

วันหนึ่งพี่เจ้าสอนเราว่าจะใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ยังไง ฉันจำได้ในทันที แต่พี่น้องชายหญิงคนอื่นต้องทบทวนอีกครั้ง พี่เจ้าสอนสองรอบอย่างใจเย็น แต่ฉันก็สูญเสียความอดทน ฉันคิดว่า “มันยากอะไรนักหนา ฉันเข้าใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอนซ้ำหรอก” ฉันเริ่มสำรวจสิ่งอื่นๆ เมื่อเห็นว่าฉันไม่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าจริงๆ พี่เจ้าก็พูดว่า “น้องสาว คุณเข้าใจตรงนี้แล้วเหรอ มาลองทำดูซิครับ” ฉันคิดว่า “มีอะไรให้ทำด้วยเหรอ” “คุณก็แค่ไม่เชื่อฉัน ใช่ไหมล่ะ” ฉันลองทำด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ทำไปได้ครึ่งทางฉันก็ติดขัด ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป พี่น้องชายหญิงคนอื่นเฝ้ามองอยู่ข้างๆ หน้าฉันเริ่มร้อนผ่าว ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนีจริงๆ พี่เจ้าพูดด้วยสีหน้าเข้มงวดว่า “น้องสาว คุณหยิ่งยโสและถือดีเกินไป และไม่ค่อยเอาใจใส่ในสิ่งที่คุณกำลังเรียนรู้ แบบนั้นคุณจะทำหน้าที่ได้ดีได้ยังไง” ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดเลย ฉันคิดว่า “คุณแค่ไม่ชอบฉันใช่ไหมล่ะ” “คุณไม่ถามคนอื่นเลยนอกจากฉัน ไม่ใช่เพราะคุณอยากให้ฉันดูโง่หรอกเหรอ และคุณตำหนิฉันต่อหน้าทุกคน ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนคิดว่าฉันหยิ่งยโสเหรอ หลังจากนี้ฉันจะสามารถเข้ากับทุกคนได้ยังไง” ยิ่งฉันคิดเรื่องนั้นมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่เจ้าจงใจจับผิดฉันมากขึ้นเท่านั้น รู้สึกว่าเขาแค่ต้องการทำให้ฉันดูแย่ในทุกแง่มุม แทนที่จะมองตัวเอง ฉันเริ่มรู้สึกมีอคติต่อเขา ตั้งแต่นั้น ฉันก็เริ่มหลีกเลี่ยงเขาอย่างไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว เวลาเขาถามฉันเกี่ยวกับหน้าที่ของฉัน ฉันก็แทบไม่ตอบรับเขาเลย แค่พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฉันกลัวว่าเขาจะตำหนิฉันถ้าเขาค้นพบปัญหาในงานของฉันมากกว่านั้น แต่ยิ่งฉันพยายามหลีกเลี่ยงเขาเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเจอปัญหาและข้อผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น ฉันได้รับคำเตือนและคำแนะนำจากเขาอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ทำให้ฉันรำคาญใจ และไม่พอใจพี่เจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดว่า “คุณทำให้ฉันอับอายเสมอเลย ครั้งหน้าที่ฉันเห็นข้อผิดพลาดของคุณ ฉันจะฉีกหน้าคุณต่อหน้าคนอื่นเหมือนกัน คุณจะได้รู้สำนึกเสียบ้าง”

หลังจากนั้นไม่นานนัก น้องสาวอีกคนเข้าร่วมกลุ่มของเรา ฉันสอนงานพื้นฐานให้เธอ และพอเป็นเรื่องพี่เจ้า ฉันก็ระบายความเห็นและอคติทั้งหมดของฉันเกี่ยวกับเขา ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจหลังจากนั้น นึกสงสัยว่าฉันตัดสินเขาลับหลังหรือเปล่า แต่แล้วฉันก็มองอีกมุมหนึ่ง ฉันบอกความเห็นแก่เธออย่างซื่อตรง เพื่อให้เธอได้รู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง และรับมือจุดแข็งและจุดอ่อนของเขาอย่างเหมาะสม ฉันไม่คิดอะไรมากไปกว่านั้น

ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็ได้ยินว่าพี่สาวคนหนึ่งบอกผู้นำคริสตจักรเรื่องปัญหาบางประการในหน้าที่ของพี่เจ้า ฉันคิดว่า “นี่เป็นโอกาสดีที่ฉันจะแบ่งปันความคิดของฉันเหมือนกัน ผู้นำคนนี้อาจจะจัดการกับพี่เจ้าบนพื้นฐานของสิ่งที่เราพูด คราวนี้แหละที่เขาจะรู้ว่ามันรู้สึกยังไง และหลังจากถูกจัดการ เขาอาจถึงกับถูกปลดจากหน้าที่ก็ได้ ฉันจะได้ไม่ต้องเจอหน้าเขาไม่เว้นแต่ละวันอีกต่อไป” พอคิดแบบนี้ ฉันแบ่งปันความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของเขากับผู้นำคนนั้น ฉันคิดว่าเขาจะถูกเปลี่ยนตัว แต่น่าแปลกใจที่สองสามวันต่อมา เมื่อผู้นำคนนั้นสรุปการประเมินของทุกคน เธอพูดว่าพี่เจ้าเผยความเสื่อมทรามบางประการออกมา แต่ก็ตระหนักรู้ตัวเองอยู่บ้างเช่นกัน และพูดว่าเขารับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองและทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ เขาได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่บทบาทผู้นำกลุ่มต่อไป พอได้ยินแบบนั้นฉันก็ผิดหวังทีเดียว หลังจากนั้น ผู้นำคนนั้นก็มาหาฉันเพื่อสามัคคีธรรมกัน “น้องสาว ตอนที่เราหารือกันเรื่องปัญหาของพี่เจ้า คุณพูดถึงแต่ความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของเขา คุณมีอคติกับเขาหรือเปล่า เขาเป็นคนที่ตรงมากนะ ดังนั้นพอเขาเห็นใครทำอะไรผิด หรือทำอะไรที่ขัดแย้งกับหลักปฏิบัติของความจริง เขาก็ไม่อ้อมค้อม บางครั้งเขาก็พูดแรงไปหน่อย แต่เขาแค่ต้องการช่วยพี่น้องชายหญิงและค้ำจุนงานของคริสตจักร เราจัดการปัญหานี้อย่างผิดๆ ไม่ได้ ถ้าเราสลับเขาไปทำหน้าที่อื่น มันจะขัดขวางงานของคริสตจักร เมื่อพูดถึงปัญหาของพี่เจ้า เราต้องตรวจสอบว่าสิ่งที่เราพูดและทำนั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ ว่าแรงจูงใจของเรานั้นเหมาะสมหรือเปล่า และมีความเสื่อมทรามอะไรปนเข้ามาไหม…” การตักเตือนของผู้นำคนนั้นทำให้ฉันคิดว่าฉันอาจจะมีปัญหาร้ายแรง ฉันคิดย้อนไปว่าฉันประพฤติตัวยังไงตลอดเวลาที่ฉันทำหน้าที่ของฉันกับพี่เจ้า แล้วฉันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ฉันนำสถานการณ์ของฉันไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

และภายหลังก็อ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า “บรรดาผู้ที่อยู่ท่ามกลางพี่น้องชายหญิงซึ่งกำลังระบายถึงความรู้สึกในแง่ลบของตนอยู่เสมอนั้นเป็นสมุนของซาตาน และพวกเขารบกวนคริสตจักร สักวันหนึ่ง ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกขับไล่และถูกกำจัดออกไป ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขานั้น หากผู้คนไม่มีหัวใจแห่งความเคารพต่อพระเจ้า หากพวกเขาไม่มีหัวใจแห่งการเชื่อฟังต่อพระเจ้าแล้วไซร้ พวกเขาจะไม่เพียงแค่ไม่สามารถทำงานใดๆ เพื่อพระองค์ได้เท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาจะกลายเป็นพวกผู้ที่รบกวนพระราชกิจของพระองค์และผู้ที่ท้าทายพระองค์ การเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่เชื่อฟังหรือไม่เคารพพระองค์ และกลับต่อต้านพระองค์แทนนั้น เป็นความอัปยศยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้เชื่อ […] ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยจริงแท้มักจะมีพระองค์อยู่ในหัวใจของพวกเขาตลอดเวลา และพวกเขาจะพกพาหัวใจที่เคารพพระเจ้า หัวใจที่รักพระเจ้า ไว้ภายในพวกเขาเสมอ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรทำสิ่งต่างๆ อย่างสุขุมและรอบคอบ และทุกอย่างที่พวกเขาทำควรสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและสามารถสนองพระทัยของพระองค์ได้ พวกเขาไม่ควรดื้อรั้น กระทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาพอใจ ที่ไม่เหมาะสมกับมารยาทอย่างวิสุทธิชน ผู้คนต้องไม่ก่อความวุ่นวาย โบกธงของพระเจ้าไปทั่วทุกแห่งในขณะที่กรีดกรายและฉ้อโกงไปทุกที่ นี่คือความประพฤติชนิดที่เป็นกบฏมากที่สุด ครอบครัวทั้งหลายมีกฎของตนเอง และชนชาติทั้งหลายก็มีกฎหมายของตน—และจะไม่มีมากกว่านั้นหรือในพระนิเวศของพระเจ้า? มาตรฐานต่างๆ จะไม่เข้มงวดยิ่งกว่าหรือ? จะไม่มีประกาศกฤษฎีกาบริหารมากยิ่งกว่าหรือ? ผู้คนมีอิสระที่จะทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามใจชอบได้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคืองจากมนุษย์…” (“คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าแทงใจดำฉันอย่างจัง ฉันเห็นได้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคือง เห็นว่ามีพระกฤษฎีกาบริหารในพระนิเวศของพระเจ้า และเห็นว่าพระองค์ทรงมีข้อพึงประสงค์ ถ้ามีใครพูดและทำโดยไม่เคารพนับถือพระเจ้า คลุ้มคลั่งแบบผู้ไม่เชื่อ ตัดสินคนอื่นอย่างซ่อนเร้น หว่านความบาดหมาง แบ่งพรรคแบ่งพวก และขัดขวางงานของคริสตจักร งั้นบุคคลนั้นก็เป็นสมุนของซาตาน พระเจ้าจะไม่มีทางทรงอนุญาตให้คนแบบนั้นยังอยู่ในคริสตจักร ฉันคิดถึงพฤติกรรมของฉันเอง และสิ่งที่ฉันได้เปิดเผยในหน้าที่ของฉันกับพี่เจ้า ฉันเริ่มมีอคติกับเขาเพียงเพราะเขาชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของฉัน ต่อหน้าคนอื่น สร้างบาดแผลให้ความทะนงตัวของฉัน นอกจากนี้ฉันยังระบายอคติของฉันเกี่ยวกับเขากับน้องสาวคนใหม่และตัดสินเขาลับหลัง พยายามดึงเธอมาเป็นพวกและแบ่งแยกเขาอีกด้วย เมื่อฉันได้ยินว่ามีคนอื่นรายงานปัญหาบางประการในหน้าที่ของเขา ฉันก็คว้าโอกาสชี้นิ้วของฉันไปที่เขา ร้อนรนให้ผู้นำคริสตจักรเปลี่ยนตัวเขา และให้เขาเก็บข้าวของออกไป ฉันไม่ได้กำลังแสดงอุปนิสัยมุ่งร้ายเยี่ยงซาตานหรอกเหรอ นั่นจะเป็นลักษณะของคนที่มีความเชื่อยังไง ฉันตระหนักว่าด้วยการชี้ให้เห็นความผิดและข้อบกพร่องในหน้าที่ของฉัน พี่เจ้ากำลังรับผิดชอบงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และเขาทำไปเพื่อช่วยฉัน แต่ฉันกลับมีอคติกับเขาเพราะมันทำร้ายความทะนงตัวของฉัน ฉันคอยพยายามหาเรื่องเขา ตัดสินเขา และก่อความบาดหมาง โดยหวังที่จะบีบเขาออกไป ฉันกำลังเล่นบทบาทไหนอยู่กันแน่ ฉันไม่ได้กำลังขัดขวางและบ่อนทำลายงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเหรอ ฉันไม่ได้กำลังเป็นสมุนของซาตานเหรอ ความคิดนี้ทำให้ฉันกลัว ถ้าผู้นำคริสตจักรไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ตามหลักปฏิบัติของความจริงและให้เขาทำหน้าที่ต่อไป งานของกลุ่มก็คงได้รับผลกระทบแน่ ฉันรู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเอง และรู้สึกผิดเล็กน้อยเกี่ยวกับพี่เจ้า ฉันเห็นว่าฉันขาดความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หากไม่ใช่การพิพากษาและวิวรณ์ที่รุนแรงของพระวจนะของพระเจ้า ในขณะที่ฉันมึนชาอย่างที่ฉันเป็น ฉันก็คงไม่ได้ทบทวนหรือรู้จักตัวเองแม้แต่นิดเดียว ฉันก็คงยังทำความชั่วและขัดขวางงานของคริสตจักร และพระเจ้าก็คงทรงเกลียดชังและทรงกำจัดฉัน ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่า มันจะอันตรายแค่ไหนหากอุปนิสัยมุ่งร้ายเยี่ยงซาตานของฉันไม่ได้รับการแก้ไข ฉันเริ่มใคร่ครวญสิ่งต่างๆ สงสัยว่า รากเหง้าที่แท้จริงเบื้องหลังอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ฉันได้เปิดเผยคืออะไร

ต่อมาฉันก็อ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า “มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ถูกสังคมทำให้มัวหมองอย่างรุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และเขาได้รับการสอน ณ ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาเพื่อการดำรงชีวิตที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง ผลก็คือ มนุษย์ยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์กลายมาเป็นชั่วช้ามากขึ้นในแต่ละวัน และไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจยอมสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน มนุษย์ไม่ทำอะไรเลยเว้นแต่ไล่ตามเสาะหาความยินดี โดยยอมให้ตัวเขาเองจมอยู่กับความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในดินแดนแห่งโคลน แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องการนำความจริงไปปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาพระเจ้า ต่อให้พวกเขาได้เห็นการทรงปรากฏของพระองค์แล้วก็ตาม มนุษย์คนหนึ่งที่ต่ำทรามเช่นนั้นจะสามารถมีโอกาสแห่งความรอดได้อย่างไร? มนุษย์คนหนึ่งที่เสื่อมโทรมเช่นนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ผู้คนคิดเช่นนี้ว่า ‘หากเจ้าจะไม่ใจดี เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่เป็นธรรม! หากเจ้าหยาบคายกับเรา เช่นนั้นแล้วเราก็จะหยาบคายกับเจ้าเช่นกัน! หากเจ้าไม่ปฏิบัติต่อเราด้วยความทรงเกียรติ เหตุใดเล่าเราจึงจะปฏิบัติต่อเจ้าด้วยศักดิ์ศรี?’ นี่คือการคิดแบบไหนกัน? มันไม่ใช่วิธีการคิดที่ผูกพยาบาทหรอกหรือ! ในทรรศนะของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง มุมมองชนิดนี้ใช้การไม่ได้หรอกหรือ? ‘ตาต่อตา และฟันต่อฟัน’ ‘นี่ล่ะคือรสชาติของเวชกรรมของเจ้าเอง’—ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย เหล่านี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ถูกต้องและคล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในฐานะใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้า—ในฐานะใครบางคนที่พยายามเข้าใจความจริงและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย—เจ้าจะพูดว่าคำพูดเช่นนั้นถูกหรือผิด? เจ้าควรทำสิ่งใดเพื่อแยกแยะสิ่งเหล่านั้น? สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นมาจากไหนกัน? สิ่งเหล่านั้นมาจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายของซาตาน สิ่งเหล่านั้นบรรจุน้ำพิษ และสิ่งเหล่านั้นบรรจุใบหน้าที่แท้จริงของซาตานในความมุ่งร้ายและความอัปลักษณ์ของมันทั้งหมด สิ่งเหล่านั้นบรรจุแก่นสารแท้จริงของธรรมชาตินั้น สิ่งใดคือบุคลิกลักษณะของมุมมอง ความคิด การแสดงออก วาทะ และแม้กระทั่งการกระทำทั้งหลาย ที่บรรจุแก่นสารของธรรมชาตินั้น? สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของซาตานหรอกหรือ? แง่มุมเหล่านี้ของซาตานอยู่ในแนวเดียวกับมนุษยชาติหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้อยู่ในแนวเดียวกับความจริง หรือกับความเป็นจริงของความจริงหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้คือการกระทำที่บรรดาผู้ติดตามพระเจ้าควรทำ และความคิดและทัศนคติที่พวกเขาควรครองหรือไม่?” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าการเปิดเผยอุปนิสัยมุ่งร้ายเยี่ยงซาตานนี้และการทำเรื่องผิดมนุษย์แบบนี้ ไม่ได้แค่แสดงถึงความเสื่อมทรามชั่วครู่เท่านั้น แต่มันเป็นเพราะฉันถูกพิษและธรรมชาติของซาตานควบคุม ผ่านการศึกษาของประเทศและเงื่อนไขทางสังคม ซาตานจุ่มผู้คนในพิษอันมากมายของมัน อย่าง “เราจะไม่จู่โจมนอกจากเราจะถูกจู่โจม ถ้าเราถูกจู่โจม เราจะตอบโต้อย่างแน่นอน” “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” และ “นี่เป็นการแก้เผ็ดอย่างสาสม” ถูกปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ทำให้เสื่อมทรามและวางยาพิษ ผู้คนมีความหยิ่งยโส เห็นแก่ตัว หลอกลวง และมีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาก็พร้อมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของตัวเอง ผู้คนไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างเหมาะสม พวกเขาไม่มีความเข้าใจ ยิ่งความอดทนยิ่งไม่มีเลย ทันทีที่คำพูดหรือการกระทำของใครกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง พวกเขาก็จะมีอคติกับคนนั้น ดูหมิ่นและกันเขาออกไป หรือแม้แต่แก้แค้น ก็เหมือนกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อรักษาอำนาจเผด็จการของมัน และปกป้องภาพลักษณ์ของมันที่ว่า “ยิ่งใหญ่ น่าสรรเสริญ และถูกต้อง” ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิดเผยการกระทำชั่วของมัน ไม่ว่าจะมีมากมายแค่ไหน ผู้คนสามารถร้องเพลงสรรเสริญมันได้เท่านั้น ใครก็ตามที่บอกความจริงและเปิดโปงพรรคคอมมิวนิสต์ ทำร้ายภาพลักษณ์ “น่าสรรเสริญ” ของมัน จะถูกลงโทษอย่างแน่นอน มันจับคนขังคุกด้วยข้อหาที่ไม่เป็นจริงทุกรูปแบบ ถึงขนาดฆ่าปิดปากก็มี ฉันถูกพญานาคใหญ่สีแดงวางยาพิษตั้งแต่ฉันยังเล็ก จนฉันเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ฉันหยิ่งยโสมาก ไม่ยอมรับความจริง และฉันไม่ยอมให้คนอื่นเปิดโปงความเสื่อมทรามของฉัน ฉันไม่สามารถเข้ากับใครก็ตามที่ทำให้ผลประโยชน์ของฉันเองเสียหาย ถึงขนาดปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนศัตรูที่เหมือนยาขม เมื่อพี่เจ้ากล้าที่จะซื่อตรง เพื่อชี้ข้อบกพร่องจริงๆ ของฉัน ฉันไม่เพียงไม่ได้รับมือมันอย่างเหมาะสมด้วยการยอมรับความช่วยเหลือของเขาอย่างถ่อมใจเท่านั้น แต่ฉันกลับค่อยๆ อาฆาตแค้นเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะของฉัน ฉันนินทา ดูหมิ่นเขา และอยากให้เขาถูกเปลี่ยนตัวจนเต็มแก่ ฉันทำตัวเป็นขี้ข้าของซาตานโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ทำให้งานของคริสตจักรปั่นป่วน ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นว่าซาตานได้ทำให้ฉันเสื่อมทรามอย่างหนักแค่ไหน ฉันหยิ่งยโส หลอกลวง เห็นแก่ตัว และมุ่งร้ายโดยธรรมชาติ ฉันเปิดเผยแค่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันโดยไม่มีลักษณะความเป็นมนุษย์ที่เหมาะสมเลย ฉันเห็นว่าถ้าอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันไม่ได้รับการแก้ไข ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงทำลายแน่ ตอนนี้ฉันรู้ว่าเมื่อฉันคิดว่าตัวเองอดทนอดกลั้นกับคนอื่น และมีความเป็นมนุษย์ที่ดีก่อนหน้านี้ มันเป็นเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวของฉันยังไม่ได้ถูกละเมิด แต่ทันทีที่มีบางสิ่งมาละเมิดเข้า ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของฉันก็แสดงตัวออกมา ฉันเริ่มเกลียดตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันและต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป แล้วฉันก็กล่าวอธิษฐานต่อพระเจ้า ตั้งใจจะไล่ตามความจริง เพื่อยอมรับการพิพากษาและการชำระให้สะอาดจากพระวจนะของพระเจ้า และขับไล่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันออกไปทันทีที่ทำได้

ไม่นานหลังจากนั้น ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “หากในการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้า ผู้คนไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เป็นนิจศีล เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่สามารถมีความเคารพอันใดให้กับพระองค์ และดังนั้นแล้ว ย่อมจะไม่สามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน หากหัวใจของเจ้าดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง เจ้าจะถูกควบคุม และจะยำเกรงพระเจ้าในหลายสิ่งหลายอย่าง เจ้าจะไม่ไปไกลเกินไป หรือทำสิ่งใดที่เหลวแหลกเลย เจ้าจะไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด และจะไม่พูดคำพูดที่เหลวไหล หากเจ้ายอมรับการสังเกตการณ์ของพระเจ้า และยอมรับความมีวินัยของพระเจ้า เจ้าจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่ชั่วหลายอย่าง เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะไม่ได้หลบเลี่ยงความชั่วแล้วหรอกหรือ?” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันเห็นจากพระวจนะของพระเจ้าว่าการมีความเคารพนับถือพระเจ้าในความเชื่อของคนคนหนึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เราต้องใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ และยอมรับการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าในคำพูดและการกระทำของเรา แม้ว่ามันยากที่จะยอมรับ หรือเราอาจจะรู้สึกต่อต้านเมื่อบางอย่างมาแตะต้องผลประโยชน์ของเรา ด้วยหัวใจที่เคารพนับถือพระเจ้า ผ่านการอธิษฐาน เราสามารถเพิกเฉยต่อตัวเราเอง แสวงหาความจริง จดจ่ออยู่กับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและหน้าที่ของเรา และไม่ทำอะไรที่เป็นกบฏหรือต่อต้านพระเจ้า เมื่อฉันเริ่มปฏิบัติสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ค่อยๆ ปล่อยวางอคติของฉันที่มีต่อพี่เจ้า และรู้สึกว่าการที่เขาชี้ปัญหาของฉันสามารถช่วยให้ฉันปรับปรุงตัวได้ และรู้สึกว่าเขาทำแบบนั้นเพื่อบรรลุผลที่ดีขึ้นในหน้าที่ของเรา ตอนนี้เมื่อฉันเจอปัญหา ฉันก็สามารถปรึกษาเขาด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง และผ่านข้อเสนอแนะและการช่วยเหลือของเขา จุดอ่อนของฉันก็ได้รับการปรับปรุง ฉันได้เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น และฉันรู้สึกสบายใจและมีสันติสุข ผ่านการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ฉันสามารถได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ฉันเห็นแล้วค่ะว่าพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงแค่ไหน

ก่อนหน้า: 14 มองหน้าที่ของตนอย่างไรดี

ถัดไป: 18 รางวัลแห่งการทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

34 การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

21 หลังจากถูกเปลี่ยนตัว

โดย Li Jie, สหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระผู้ช่วยให้รอด—พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้