พระดำรัสของพระคริสต์ในยุคสุดท้าย (ข้อที่คัดสรร)

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6

ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (3)

หัวข้อที่เราได้สามัคคีธรรมกันครั้งล่าสุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับแง่มุมใดของพระเจ้าพระองค์เอง? เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? (เกี่ยวข้อง) ดังนั้นแล้วอะไรคือแง่มุมหลักของแก่นแท้ของพระเจ้าที่เราได้กล่าวไว้ในการสามัคคีธรรมของเรา? คือความบริสุทธิ์ของพระเจ้าใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือแก่นแท้ซึ่งพิเศษเฉพาะของพระเจ้า อะไรคือเนื้อหาหลักของการสามัคคีธรรมของเราครั้งล่าสุด? (การหยั่งรู้ถึงความชั่วของซาตาน นั่นคือ วิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามโดยใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมดั้งเดิม ความเชื่อเหนือธรรมชาติ และแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม) นี่เป็นหัวข้อหลักที่เราได้หารือกันครั้งล่าสุด ซาตานใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ ความเชื่อเหนือธรรมชาติ วัฒนธรรมดั้งเดิม และแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม เหล่านี้คือวิธีต่างๆ—ที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม—รวมทั้งหมดห้าวิธี วิธีใดในบรรดาวิธีเหล่านี้ที่เจ้าคิดว่าซาตานใช้มากที่สุดเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม? วิธีใดคือวิธีที่ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งที่สุด? (วัฒนธรรมดั้งเดิม นี่เป็นเพราะปรัชญาเยี่ยงซาตาน เช่น หลักคำสอนของขงจื๊อและเม่งจื๊อ ฝังแน่นลึกในจิตใจของพวกเรา) ดังนั้น พี่น้องชายหญิงบางคนจึงคิดว่าคำตอบคือ “วัฒนธรรมดั้งเดิม” ใครมีคำตอบที่แตกต่างออกไปบ้าง? (ความรู้ ความรู้จะไม่มีวันปล่อยให้เรานมัสการพระเจ้า มันปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า และปฏิเสธกฎเกณฑ์ของพระเจ้า นั่นจึงกล่าวได้ว่า ซาตานบอกให้เราเริ่มเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย และบอกว่าโดยการเรียนและการได้รับความรู้เท่านั้น เราจึงจะมีความสำเร็จอันสดใสที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของเราและชะตากรรมที่มีความสุข) ซาตานใช้ความรู้เพื่อควบคุมอนาคตและชะตากรรมของเจ้า และแล้วมันก็จะจูงจมูกนำทางเจ้าไป นี่คือวิธีที่เจ้าคิดว่าซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งที่สุด ดังนั้น พวกเจ้าส่วนใหญ่คิดว่าเป็นความรู้นั่นเองที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งที่สุด มีใครอีกไหมที่มีคำตอบที่แตกต่างออกไป? แล้วถ้าเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมล่ะ? มีใครไหมที่จะระบุว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำตอบ? (มี) วันนี้ เราจะสามัคคีธรรมอีกครั้งเกี่ยวกับห้าวิธีที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม และทันทีที่เราทำเสร็จสิ้นแล้ว เราจะถามคำถามเพิ่มเติมกับพวกเจ้า เพื่อที่พวกเราจะสามารถเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วซาตานใช้สิ่งใดในบรรดาสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งที่สุด

ในบรรดาห้าวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามนั้น วิธีแรกที่เราได้กล่าวถึงคือความรู้ ดังนั้นเรามาใช้ความรู้เป็นหัวข้อแรกของเราสำหรับการสามัคคีธรรมกันเถิด ซาตานใช้ความรู้เป็นเหยื่อ จงฟังให้ดี: ความรู้เป็นแค่เหยื่อชนิดหนึ่งเท่านั้น ผู้คนถูกล่อลวงให้เรียนอย่างหนักและปรับปรุงตัวเองวันแล้ววันเล่า เพื่อปรับใช้ความรู้เป็นอาวุธและเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความรู้นั้น และก็เพื่อใช้ความรู้เพื่อเปิดทางผ่านสู่วิทยาศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความรู้มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งจะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ซาตานบอกการนี้ทั้งหมดแก่ผู้คน มันบอกให้ผู้คนหล่อเลี้ยงอุดมคติอันสูงส่งขณะที่พวกเขากำลังศึกษาหาความรู้ สั่งสอนให้พวกเขาสร้างสมความทะเยอทะยานและความมุ่งมาดปรารถนา โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวเลย ซาตานถ่ายทอดข้อความมากมายเยี่ยงนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกโดยไม่รู้สึกตัวว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือเป็นประโยชน์ ผู้คนเหยียบย่างบนเส้นทางนี้โดยที่ไม่รู้ตัว ถูกนำทางไปข้างหน้าโดยอุดมคติและความทะเยอทะยานของพวกเขาเองโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาเรียนรู้วิธีที่ผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคิดจากความรู้ที่ซาตานมอบให้ โดยที่ไม่ได้เจตนา ทีละขั้นทีละตอน พวกเขายังเรียนรู้หลายๆ สิ่งจากความประพฤติของผู้คนที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นวีรบุรุษทั้งหลายอีกด้วย ซาตานกำลังสนับสนุนอะไรให้แก่มนุษย์ในความประพฤติของวีรบุรุษเหล่านี้? มันต้องการปลูกฝังอะไรในมนุษย์? มนุษย์ผู้นั้นจะต้องรักชาติ มีความซื่อตรงแห่งชาติ และมีวิญญาณอันหาญกล้า มนุษย์เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์หรืออัตชีวประวัติของบรรดาบุคคลที่กล้าหาญ? เพื่อที่จะมีสำนึกรับรู้เกี่ยวกับความจงรักภักดีส่วนบุคคล เพื่อที่จะตระเตรียมที่จะทำอะไรก็ตามเพื่อเพื่อนๆ และบรรดาพี่น้องของเรา ภายในความรู้นี้ของซาตาน มนุษย์เรียนรู้หลายสิ่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่ใช่ด้านบวกเลยแม้แต่น้อย ในท่ามกลางการไม่ตระหนักรู้ของมนุษย์ เมล็ดพันธุ์ซึ่งซาตานได้ตระเตรียมเอาไว้ถูกเพาะปลูกในจิตใจที่ยังไม่โตเต็มที่ของผู้คน เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาควรที่จะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ ควรที่จะมีชื่อเสียง ควรที่จะเป็นวีรบุรุษ ควรที่จะรักชาติ เป็นคนที่รักครอบครัวของพวกเขา และเป็นคนที่จะทำอะไรก็ตามเพื่อเพื่อนและมีสำนึกรับรู้ของความจงรักภักดีส่วนบุคคล เมื่อถูกซาตานล่อใจ พวกเขาเดินไปบนถนนที่มันได้เตรียมไว้ให้พวกเขาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่พวกเขาเดินไปตามถนนสายนี้ พวกเขาถูกบีบบังคับให้ยอมรับกฎเกณฑ์แห่งการดำรงชีวิตของซาตาน โดยที่ไม่ตระหนักรู้อย่างสิ้นเชิง พวกเขาพัฒนากฎเกณฑ์ของพวกเขาเองซึ่งพวกเขาใช้ในการดำรงชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่ากฎเกณฑ์ของซาตาน ซึ่งมันได้ปลูกฝังในตัวพวกเขาอย่างหนักแน่น ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ซาตานทำให้พวกเขาหล่อเลี้ยงวัตถุประสงค์ของพวกเขาเองและกำหนดเป้าหมายในชีวิต กฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการดำรงชีวิต และทิศทางในชีวิตของพวกเขาเอง ปลูกฝังสิ่งต่างๆ ของซาตานในตัวพวกเขาตลอดเวลา โดยใช้เรื่องราวต่างๆ อัตชีวประวัติต่างๆ และวิถีทางอื่นๆ ทั้งหมดที่เป็นไปได้เพื่อล่อลวงผู้คน ทีละน้อยๆ จนกระทั่งพวกเขาฮุบเหยื่อ ด้วยวิธีนี้ ในช่วงระหว่างการเรียนรู้ของพวกเขา บางคนมาชอบวรรณคดี บางคนชอบเศรษฐศาสตร์ คนอื่นๆ ชอบดาราศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ แล้วก็มีบางคนที่มาชอบการเมือง บางคนที่ชอบฟิสิกส์ บางคนชอบวิชาเคมี และแม้กระทั่งคนอื่นๆ ที่ยังคงเป็นผู้ที่ชอบเทววิทยา เหล่านี้คือส่วนต่างๆ ทั้งหมดของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นความรู้ ในหัวใจของเจ้า เจ้าแต่ละคนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เจ้าแต่ละคนได้เคยสัมผัสกับพวกมันมาก่อน เจ้าแต่ละคนสามารถพูดเรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับสาขาใดสาขาหนึ่งของความรู้เหล่านี้ และดังนั้นจึงชัดเจนว่าความรู้นี้ได้เข้าสู่จิตใจของพวกมนุษย์อย่างลึกซึ้งเพียงใด ช่างง่ายที่จะมองเห็นตำแหน่งที่ถูกความรู้นี้ยึดครองในจิตใจของผู้คน และผลกระทบที่มันมีต่อพวกเขานั้นลึกซึ้งเพียงใด ทันทีที่ใครบางคนเริ่มมีความชอบในด้านหนึ่งของความรู้ เมื่อบุคคลหนึ่งได้ตกหลุมรักมันอย่างลึกซึ้ง พวกเขาก็ย่อมเริ่มมีความทะเยอทะยานโดยไม่รู้ตัว: ผู้คนบางคนต้องการเป็นนักเขียน บางคนต้องการเป็นนักประพันธ์วรรณกรรม บางคนต้องการมีอาชีพทางการเมือง และบางคนต้องการมีส่วนร่วมในทางเศรษฐศาสตร์และกลายเป็นนักธุรกิจ แล้วก็ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ต้องการเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือมีชื่อเสียง ไม่ว่าใครบางคนต้องการเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม เป้าหมายของพวกเขาก็คือการรับวิธีการศึกษาหาความรู้นี้ไว้และใช้มันเพื่อปลายทางของพวกเขาเอง เพื่อตระหนักถึงความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง ความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง ไม่สำคัญว่ามันจะฟังดูดีเพียงใด—ไม่ว่าพวกเขาต้องการสัมฤทธิ์ความฝันของพวกเขา ไม่ต้องการสูญชีวิตของพวกเขาไปเปล่าๆ หรือต้องการมีอาชีพสักอย่างหรือไม่ก็ตาม—พวกเขาหล่อเลี้ยงอุดมคติและความทะเยอทะยานอันสูงส่งเหล่านี้ แต่ทั้งหมดนี้โดยแก่นแท้แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร? พวกเจ้าเคยพิจารณาคำถามนี้มาก่อนหรือไม่? ทำไมซาตานจึงกระทำการด้วยวิธีนี้? อะไรคือจุดประสงค์ของซาตานในการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ในมนุษย์? หัวใจของพวกเจ้าต้องเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับคำถามนี้

ตอนนี้ เรามาพูดถึงวิธีที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามกันเถิด ก่อนอื่นพวกเราต้องมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้: ว่าซาตานต้องการให้อะไรแก่มนุษย์ด้วยความรู้? มันต้องการนำทางมนุษย์ไปตามถนนแบบใดกัน? (ถนนของการต่อต้านพระเจ้า) ใช่แล้ว เป็นอย่างนั้นจริง ๆ—เพื่อต่อต้านพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถเห็นได้ว่านี่คือผลสืบเนื่องจากการที่ผู้คนได้รับความรู้—พวกเขาเริ่มที่จะต่อต้านพระเจ้า ดังนั้นอะไรคือแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของซาตาน? เจ้าไม่เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการนี้ ใช่หรือไม่? ช่วงระหว่างกระบวนการของการศึกษาหาความรู้ของมนุษย์ ซาตานใช้วิธีการต่างๆ ทุกลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง การให้เพียงแค่บางส่วนของความรู้แก่พวกเขา หรือการเปิดโอกาสให้พวกเขาตอบสนองความอยากได้อยากมีหรือความทะเยอทะยานต่างๆ ของพวกเขา ซาตานต้องการนำทางเจ้าไปตามถนนใดกัน? ผู้คนคิดว่าไม่มีอะไรผิดกับการศึกษาหาความรู้ ว่ามันเป็นธรรมชาติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ หากจะพูดในแบบที่ฟังดูแล้วน่าสนใจ การหล่อเลี้ยงอุดมคติอันสูงส่งหรือการมีความทะเยอทะยานก็คือการมีแรงผลักดัน และนี่ควรจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต สำหรับผู้คนที่จะดำรงชีวิตแล้ว มันไม่ใช่หนทางอันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหรอกหรือ หากพวกเขาสามารถตระหนักถึงอุดมคติของพวกเขาเอง หรือตั้งหลักในอาชีพการงานได้อย่างประสบความสำเร็จ? โดยการทำสิ่งเหล่านี้ คนเราไม่เพียงแค่สามารถให้เกียรติแก่บรรพบุรุษของตนได้เท่านั้น แต่ยังมีโอกาสที่จะทิ้งร่องรอยของตนไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน—นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ? นี่เป็นสิ่งที่ดีในสายตาของผู้คนทางโลก และสำหรับพวกเขามันควรเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นด้านบวก อย่างไรก็ดี ซาตานนำผู้คนไปตามถนนแบบนี้ด้วยแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของมัน และนั่นก็คือทั้งหมดที่มีสำหรับมันใช่หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่สำคัญว่าอุดมคติของมนุษย์จะสูงส่งเพียงใด ไม่สำคัญว่าความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะเป็นจริงได้เพียงใด หรือสิ่งเหล่านั้นจะถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทั้งหมดที่มนุษย์ต้องการจะสัมฤทธิ์ผล ทั้งหมดที่มนุษย์แสวงหา เชื่อมโยงกับถ้อยคำสองคำอย่างแยกกันไม่ออก ถ้อยคำสองคำนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของทุกคน และถ้อยคำสองคำนี้เป็นสิ่งที่ซาตานตั้งใจที่จะปลูกฝังในมนุษย์ ถ้อยคำสองคำนี้คืออะไร? ถ้อยคำสองคำนี้ก็คือ “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” ซาตานใช้วิธีการแบบที่แยบยลมาก วิธีการซึ่งเข้ากันได้ดีมากกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน ซึ่งไม่แตกต่างกันทางความคิดเลยแม้แต่น้อย โดยผ่านวิธีการนี้มันทำให้ผู้คนยอมรับหนทางแห่งการดำรงชีวิตของมัน กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการดำรงชีวิตของมันโดยที่ไม่รู้ตัว และทำให้ผู้คนตั้งเป้าหมายในชีวิตและทิศทางในชีวิตของพวกเขา และในการทำเช่นนั้นพวกเขายังมามีความทะเยอทะยานในชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน ไม่สำคัญว่าความทะเยอทะยานในชีวิตเหล่านี้อาจดูยิ่งใหญ่เพียงใด มันถูกเชื่อมโยงกับ “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” อย่างแยกกันไม่ออก ทุกสิ่งที่บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคนใดก็ตาม—ในข้อเท็จจริงแล้วคือผู้คนทั้งหมด—ติดตามในชีวิตเกี่ยวข้องกับถ้อยคำสองคำนี้เท่านั้น: “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เพื่อชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และเพื่อชื่นชมกับชีวิต พวกเขาคิดว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติคือต้นทุนอย่างหนึ่งที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตแห่งการแสวงหาความยินดีและความชื่นชมยินดีที่ฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติซึ่งมวลมนุษย์อยากได้มาก ผู้คนจึงมอบร่างกาย จิตใจของพวกเขา ทั้งหมดที่พวกเขามี อนาคตของพวกเขาและโชคชะตาของพวกเขาให้ซาตานอย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาทำเช่นนั้นโดยที่ไม่มีความลังเลแม้แต่ชั่วขณะ ไม่รู้เท่าทันในความจำเป็นที่จะต้องเอาทั้งหมดที่พวกเขาได้มอบไปแล้วกลับคืนมาอยู่เรื่อยไป ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่เมื่อพวกเขาได้หลบภัยในซาตานในลักษณะนี้และกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันแล้ว? แน่นอนว่าไม่ พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด พวกเขาได้จมดิ่งสู่หล่มอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เมื่อใครสักคนติดหล่มในชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่สว่างไสว สิ่งที่ชอบธรรม หรือบรรดาสิ่งที่สวยงามและดีงามอีกต่อไป นี่เป็นเพราะพลังยั่วยวนที่ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติมีเหนือผู้คนนั้นมากเกินไป พวกมันกลายเป็นสิ่งของสำหรับให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาชั่วชีวิตของพวกเขาและกระทั่งชั่วนิรันดร์โดยไม่มีที่สิ้นสุด นี่ไม่จริงหรอกหรือ? บางคนจะพูดว่าการศึกษาหาความรู้ไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าการอ่านหนังสือหรือการเรียนรู้ไม่กี่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ เพื่อที่จะได้ไม่ล้าสมัยหรือตามโลกไม่ทัน ความรู้นั้นเพียงเรียนรู้กันก็เพื่อที่พวกเขาจะสามารถหาอาหารมาวางบนโต๊ะได้ เพื่ออนาคตของพวกเขาเอง หรือเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ มีบุคคลใดหรือไม่ที่จะสู้ทนกับการเรียนอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษเพียงเพื่อสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ เพียงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง? ไม่ ไม่มีใครเยี่ยงนี้เลย ดังนั้นแล้วทำไมบุคคลหนึ่งจึงทนทุกข์จากความยากลำบากเหล่านี้ตลอดเวลาหลายปีมานี้? มันเป็นไปเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในที่ห่างไกล กวักมือเรียกพวกเขา และพวกเขาเชื่อว่าเพียงผ่านทางความขยัน ความยากลำบาก และการต่อสู้ดิ้นรนต่างๆ ของพวกเขาเองเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเดินไปตามถนนที่จะนำทางพวกเขาไปสู่การได้รับชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติได้ บุคคลดังกล่าวต้องทนทุกข์จากความยากลำบากเหล่านี้เพื่อเส้นทางในภายภาคหน้าของพวกเขาเอง เพื่อความชื่นชมยินดในภายภาคหน้าของพวกเขา และเพื่อได้รับชีวิตที่ดีขึ้น ความรู้นี้คืออะไร—พวกเจ้าบอกเราได้หรือไม่? มันไม่ใช่กฎเกณฑ์ของการดำรงชีวิตที่ถูกปลูกฝังในผู้คน กฎเกณฑ์ที่ซาตานสอนพวกเขาในระหว่างการศึกษาหาความรู้ของพวกเขาหรอกหรือ? มันไม่ใช่ “อุดมคติอันสูงส่ง” ของชีวิตที่ซาตานปลูกฝังเข้าในตัวมนุษย์หรอกหรือ? ดูตัวอย่างจากแนวคิดต่างๆ ของผู้คนที่ยิ่งใหญ่ ความซื่อสัตย์ของคนที่มีชื่อเสียงหรือวิญญาณอันอาจหาญของบรรดาบุคคลที่กล้าหาญ หรือดูความห้าวหาญและความเมตตาของบรรดาตัวละครเอกและนักดาบในนวนิยายศิลปะการต่อสู้—เหล่านี้ไม่ใช่หนทางทั้งหมดที่ซาตานใช้ในการปลูกฝังอุดมคติเหล่านี้หรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นเช่นนั้น) แนวคิดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และผู้คนของแต่ละรุ่นก็ถูกทำให้ยอมรับแนวคิดเหล่านี้ มีชีวิตเพื่อแนวคิดเหล่านี้ และไล่ตามเสาะหาแนวคิดเหล่านี้อย่างไม่สิ้นสุด นี่คือหนทาง ช่องทาง ซึ่งซาตานใช้โดยผ่านความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ดังนั้นแล้วภายหลังจากที่ซาตานได้นำทางผู้คนมาสู่ถนนสายนี้แล้ว ยังคงเป็นไปได้หรือไม่สำหรับพวกเขาที่จะนมัสการพระเจ้า? ความรู้และความคิดที่ซาตานปลูกฝังในมนุษย์มีการนมัสการพระเจ้าสักกระผีกหรือไม่? สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่เป็นของความจริงหรือไม่? สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่เป็นการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่? (ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย) พวกเจ้าดูเหมือนไม่แน่ใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่เจ้าระลึกรู้ได้ว่า “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” เป็นถ้อยคำหลักสองคำที่ซาตานใช้เพื่อล่อลวงผู้คนไปสู่เส้นทางแห่งความชั่ว เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว

เรามาทบทวนอย่างคร่าวๆ ถึงสิ่งที่เราได้หารือกันมาจนถึงตอนนี้เถิด: ซาตานใช้อะไรเพื่อทำให้มนุษย์อยู่ภายในการควบคุมของมันอย่างมั่นคง? (ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ) ดังนั้น ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์จากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ สู้ทนความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งกำลังและความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขาแบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน ตอนนี้เมื่อดูการกระทำต่างๆ ของซาตาน แรงจูงใจอันมุ่งร้ายของมันไม่น่ารังเกียจอย่างยิ่งหรอกหรือ? บางทีวันนี้พวกเจ้ายังคงไม่สามารถมองทะลุถึงแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของซาตาน เพราะพวกเจ้าคิดว่าคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเจ้าคิดว่าหากผู้คนทิ้งชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติไว้ข้างหลัง พวกเขาจะไม่สามารถเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป คิดว่าอนาคตของพวกเขาจะกลายเป็นมืดมิด คลุมเครือ และมืดมัว แต่วันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะระลึกรู้ได้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเป็นโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดมนุษย์ เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต้านทานการควบคุมของซาตานอย่างถ้วนทั่วและต้านทานโซ่ตรวนที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดเจ้าอย่างถ้วนทั่ว เมื่อเวลานั้นมาถึงเมื่อเจ้าปรารถนาจะขว้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวเจ้าออกไป เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทั้งหมดที่ซาตานได้นำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นมวลมนุษย์จึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า

เราเพิ่งพูดถึงวิธีที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ดังนั้นต่อไปเรามาสามัคคีธรรมกันถึงวิธีที่ซาตานใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามกันเถิด ประการแรก ซาตานใช้นามของวิทยาศาสตร์เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ความอยากของมนุษย์ที่จะสำรวจวิทยาศาสตร์และสืบสาวราวเรื่องความล้ำลึกต่างๆ ในนามของวิทยาศาสตร์ ซาตานตอบสนองความต้องการด้านวัตถุของมนุษย์และข้อเรียกร้องของมนุษย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นด้วยข้ออ้างนี้เองที่ซาตานใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มันเป็นเพียงการคิดของมนุษย์หรือจิตใจของมนุษย์เท่านั้นหรือที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยใช้วิทยาศาสตร์ด้วยวิธีนี้? ในบรรดาผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ในสิ่งรอบตัวของเราที่เราสามารถเห็นได้และที่เราได้มาสัมผัสด้วย มีอะไรอีกบ้างในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามด้วยวิทยาศาสตร์? (สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ) ถูกต้อง ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้รับอันตรายจากการนี้อย่างล้ำลึก และได้รับผลกระทบอย่างล้ำลึก นอกเหนือจากการใช้ผลของการสืบค้นและข้อสรุปต่างๆ ของวิทยาศาสตร์เพื่อหลอกลวงมนุษย์แล้ว ซาตานยังใช้วิทยาศาสตร์เป็นวิถีทางเพื่อดำเนินการการทำลายล้างอันโหดร้าย และการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่มนุษย์อีกด้วย มันทำการนี้ภายใต้ข้ออ้างว่า หากมนุษย์ดำเนินการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่นนั้นแล้วสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตและคุณภาพของชีวิตของมนุษย์ย่อมจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า จุดประสงค์ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์นั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการด้านวัตถุที่เพิ่มขึ้นรายวันของผู้คนและความต้องการของพวกเขาที่จะทำให้คุณภาพของชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือพื้นฐานทางทฤษฎีของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของซาตาน อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์ได้นำสิ่งใดมาสู่มนุษยชาติ? สิ่งแวดล้อมซึ่งเราเชื่อมโยงถึงนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง? อากาศที่มวลมนุษย์หายใจไม่ได้กลายเป็นมีมลพิษหรอกหรือ? น้ำที่เราดื่มยังคงบริสุทธิ์อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่) อาหารที่เราบริโภคเป็นธรรมชาติหรือไม่? ส่วนใหญ่ของมันเติบโตโดยใช้ปุ๋ยเคมีและเพาะปลูกโดยใช้การดัดแปลงพันธุกรรม และยังมีการกลายพันธุ์ที่เกิดจากการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หลากหลายวิธีเช่นกัน แม้กระทั่งผักและผลไม้ที่เรากินก็ไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป แม้กระทั่งไข่ตามธรรมชาติก็ไม่ง่ายที่จะพบได้อีกต่อไป และไข่ก็ไม่มีรสชาติเหมือนที่เคยมีอีกต่อไป เมื่อได้ถูกแปรสภาพโดยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ของซาตานไปแล้ว ดูที่ภาพใหญ่ บรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกทำลายและทำให้เป็นมลพิษ ภูเขา ทะเลสาบ ป่าไม้ แม่น้ำ มหาสมุทร และทุกสิ่งเหนือและใต้ผืนดินทั้งหมดได้ถูกทำให้พินาศโดยสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ สรุปสั้นๆ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งมวล สิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตซึ่งพระเจ้าได้ทรงมอบแก่มนุษยชาติ ได้ถูกทำลายและถูกทำให้พินาศโดยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับสิ่งที่พวกเขาหวังอยู่ตลอดเวลาในด้านคุณภาพของชีวิตที่พวกเขาแสวงหา ตอบสนองทั้งความอยากได้อยากมีของพวกเขาและเนื้อหนังของพวกเขา สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโดยสาระสำคัญแล้วได้ถูกทำลายและทำให้พินาศโดย “ความสำเร็จ” หลากหลายซึ่งนำมาโดยวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ เราไม่มีสิทธิที่จะหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปสักเฮือกหนึ่งอีกต่อไป นี่ไม่ใช่ความโศกเศร้าของมวลมนุษย์หรอกหรือ? มีความสุขใดหลงเหลืออยู่ให้พูดถึงสำหรับมนุษย์หรือไม่ เมื่อเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แบบนี้? พื้นที่และสิ่งแวดล้อมในการดำชีวิตซึ่งมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่นี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าเพื่อมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่ม น้ำที่ผู้คนดื่ม อากาศที่ผู้คนหายใจเข้าไป อาหารที่ผู้คนกิน พืช ต้นไม้ และมหาสมุทร—ทุกส่วนของสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตนี้พระเจ้าได้ทรงมอบแก่มนุษย์ มันเป็นธรรมชาติ ดำเนินการโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติซึ่งบัญญัติขึ้นโดยพระเจ้า หากไม่มีวิทยาศาสตร์ ผู้คนคงจะมีความสุขและน่าจะได้ชื่นชมไปกับทุกสิ่งในสภาวะดั้งเดิมที่สุดของมัน โดยสอดคล้องกับหนทางแห่งพระเจ้าและสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานแก่พวกเขาเพื่อที่จะชื่นชม อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ทั้งหมดนี้ได้ถูกซาตานทำลายและทำให้พินาศแล้ว พื้นที่อยู่อาศัยพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในสภาวะดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ไม่มีใครสามารถระลึกรู้ได้ว่าอะไรทำให้เกิดการนี้หรือการนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีผู้คนอีกมากที่เข้าหาวิทยาศาสตร์และเข้าใจมันโดยผ่านทางแนวคิดที่ซาตานปลูกฝังในตัวพวกเขา นี่ไม่น่ารังเกียจหรือน่าเวทนาอย่างยิ่งหรอกหรือ? ด้วยซาตานที่ตอนนี้ได้ครอบครองพื้นที่ซึ่งผู้คนดำรงอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขา และทำให้พวกเขาเสื่อมทรามอยู่ในสภาวะนี้แล้ว และด้วยมนุษยชาติที่ยังคงพัฒนาต่อไปในหนทางนี้ มีความจำเป็นใดสำหรับพระเจ้าที่จะต้องทำลายผู้คนเหล่านี้ด้วยพระองค์เองหรือไม่? หากผู้คนยังคงพัฒนาต่อไปในหนทางนี้ พวกเขาจะใช้ทิศทางใด? (พวกเขาจะถูกถอนรากถอนโคน) พวกเขาจะถูกถอนรากถอนโคนอย่างไรเล่า? นอกเหนือจากการค้นหาชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติอันละโมบของผู้คนแล้ว พวกเขายังดำเนินการการสำรวจทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องและดำดิ่งลึกเข้าไปในการค้นคว้าวิจัย แล้วยังกระทำการอย่างไม่หยุดหย่อนในแบบที่เป็นการตอบสนองความต้องการด้านวัตถุและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง เช่นนั้นแล้วอะไรคือผลสืบเนื่องสำหรับมนุษย์? ก่อนอื่น ความสมดุลของระบบนิเวศถูกทำลายลง และเมื่อการนี้เกิดขึ้น ร่างกายของผู้คน อวัยวะภายในของพวกเขา ถูกปนเปื้อนและได้รับความเสียหายจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่สมดุลนี้ และโรคติดต่อและโรคระบาดหลากหลายชนิดก็แพร่กระจายไปทั่วโลก มันไม่จริงหรือที่ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่มีการควบคุมได้เลย? มาถึงตอนนี้ที่พวกเจ้าเข้าใจการนี้แล้ว หากมนุษยชาติไม่ติดตามพระเจ้า แต่ติดตามซาตานในหนทางนี้อยู่เสมอ—การใช้ความรู้เพื่อทำให้ตัวพวกเขาเองบริบูรณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสำรวจอนาคตของชีวิตมนุษย์อย่างไม่หยุดหย่อน การใช้วิธีการแบบนี้เพื่อดำรงชีวิตต่อไป—เจ้าสามารถระลึกรู้ได้หรือไม่ว่าการนี้จะจบลงอย่างไรสำหรับมนุษยชาติ? (มันจะหมายถึงการสูญพันธุ์) ใช่แล้ว มันจะจบลงด้วยการสูญพันธุ์: มนุษยชาติเข้าใกล้การสูญพันธุ์ของตัวเองขึ้นทุกที ทีละก้าวๆ! ตอนนี้ดูราวกับว่าวิทยาศาสตร์เป็นยาวิเศษชนิดหนึ่งที่ซาตานได้ตระเตรียมสำหรับมนุษย์ เพื่อที่เมื่อพวกเจ้าพยายามที่จะหยั่งรู้สิ่งต่างๆ พวกเจ้าจะทำเช่นนั้นในหมอกหนาทึบ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะมองอย่างตั้งใจเพียงใด เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และไม่สำคัญว่าเจ้าจะพยายามอย่างตั้งใจเพียงใด เจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ดี ซาตานใช้นามของวิทยาศาสตร์เพื่อกระตุ้นความอยากของเจ้าและจูงจมูกเจ้า โดยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไปสู่หุบเหวลึกและความตาย นี่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นอย่างนั้น) นี่คือวิถีทางที่สองที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

วัฒนธรรมดั้งเดิมคือวิถีทางที่สามที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มีความคล้ายคลึงกันหลายประการระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและความเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่ความแตกต่างก็คือว่า วัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นมีเรื่องราว การพาดพิงถึง และแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่แน่นอน ซาตานได้ประดิษฐ์และปั้นแต่งนิทานพื้นบ้านหรือเรื่องราวมากมายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือทางประวัติศาสตร์ ทิ้งให้ผู้คนมีความประทับใจลึกซึ้งกับบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือทางเรื่องเหนือธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนมี “แปดเซียนข้ามทะเล” “การเดินทางสู่แดนตะวันตก” จักรพรรดิหยก “นาจาพิชิตราชามังกร” และ “สถาปนาเหล่าทวยเทพ” เหล่านี้ไม่ได้กลับกลายเป็นหยั่งรากลึกในจิตใจของมนุษย์หรอกหรือ? แม้ว่าเจ้าบางคนไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด เจ้ายังคงรู้เรื่องราวทั่วไป และเป็นเนื้อหาทั่วไปนี้นี่เองที่เกาะติดในหัวใจของเจ้าและจิตใจของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะไม่สามารถลืมพวกมันได้ เหล่านี้คือแนวทางและตำนานต่างๆ ที่ซาตานได้ตระเตรียมไว้สำหรับมนุษย์นานมาแล้ว และคือสิ่งซึ่งได้แพร่กระจาย ในช่วงเวลาที่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายและกัดกร่อนดวงจิตของผู้คนโดยตรงและทำให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดทีละอย่างๆ นั่นจึงกล่าวได้ว่า ทันทีที่เจ้าได้ยอมรับวัฒนธรรมดั้งเดิม เรื่องราวต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ที่เชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านี้ ทันทีที่พวกมันถูกกำหนดขึ้นในจิตใจของเจ้า และทันทีที่พวกมันเกาะติดในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็เหมือนกับว่าเจ้าต้องมนตร์แล้ว—เจ้ากลายเป็นหลงติดและได้รับอิทธิพลจากเครื่องประกอบทางวัฒนธรรมเหล่านี้ แนวคิดและเรื่องราวดั้งเดิมเหล่านี้ พวกมันมีอิทธิพลต่อชีวิตของเจ้า ทัศนะของเจ้าที่มีต่อชีวิต และการตัดสินสิ่งต่างๆ ของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกมันมีอิทธิพลต่อการไล่ตามเสาะหาเส้นทางที่แท้จริงของชีวิตของเจ้า: นี่คือมนตร์ชั่วโดยแท้ ถึงเจ้าจะพยายามอย่างไร เจ้าก็ไม่สามารถสลัดพวกมันให้หลุดได้ เจ้าฟันพวกมันแต่เจ้าก็ไม่สามารถโค่นพวกมันลงได้ เจ้าทุบตีพวกมันแต่เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังจากที่ผู้คนถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดประเภทนี้โดยไม่รู้ตัวแล้ว พวกเขาเริ่มนมัสการซาตานโดยไม่รู้ตัว หล่อเลี้ยงภาพลักษณ์ของซาตานในหัวใจของพวกเขา อีกนัยหนึ่ง พวกเขากำหนดซาตานเป็นรูปเคารพของพวกเขา เป็นวัตถุเพื่อให้พวกเขานมัสการและเคารพนับถือ กระทั่งไปไกลถึงขนาดที่ถือว่ามันเป็นพระเจ้า สิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของผู้คน ควบคุมคำพูดและความประพฤติของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น แรกเริ่มนั้นเจ้าถือว่าเรื่องราวและตำนานเหล่านี้เป็นเท็จ แต่แล้วเจ้าก็รับรู้การดำรงอยู่ของพวกมันโดยไม่รู้ตัว ทำให้พวกมันเป็นบุคคลจริงและเปลี่ยนพวกมันให้เป็นวัตถุจริงที่มีตัวตน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า เจ้าได้รับแนวคิดเหล่านี้และการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ด้วยจิตใต้สำนึก เจ้ายังได้รับบรรดาปีศาจ ซาตาน และรูปเคารพต่างๆ ไว้ในบ้านของเจ้าเองและไว้ในหัวใจของเจ้าเองด้วยจิตใต้สำนึกอีกด้วย—นี่คือมนต์สะกดโดยแท้ ถ้อยคำเหล่านี้ตรงใจพวกเจ้าหรือไม่? (ตรงใจ) มีใครบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้จุดธูปและนมัสการพระพุทธเจ้า? (มี) ดังนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์ของการจุดธูปและการนมัสการพระพุทธเจ้า? (การอธิษฐานให้มีสันติสุข) เมื่อคิดถึงมันตอนนี้ มันไม่ไร้สาระหรอกหรือที่จะอธิษฐานต่อซาตานให้มีสันติสุข? ซาตานนำสันติสุขมาให้หรือไม่? (ไม่) เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนั้นเจ้าไม่รู้เท่าทันเพียงใด? พฤติกรรมเช่นนั้นไร้สาระ ไม่รู้เท่าทัน และไร้เดียงสา ใช่หรือไม่? ซาตานสนใจเพียงวิธีที่จะทำให้เจ้าเสื่อมทรามเท่านั้น ซาตานไม่อาจสามารถมอบสันติสุขให้เจ้าได้ แค่การหยุดพักชั่วคราวเท่านั้น แต่เพื่อที่จะได้รับการหยุดพักนี้เจ้าจะต้องปฏิญาณ และหากเจ้าผิดคำสัญญาของเจ้าหรือคำปฏิญาณที่เจ้าได้ทำกับซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้เห็นว่ามันจะทรมานเจ้าอย่างไร ในการทำให้เจ้าปฏิญาณนั้น มันต้องการควบคุมเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อพวกเจ้าได้อธิษฐานเพื่อสันติสุข พวกเจ้าได้รับสันติสุขหรือไม่? (ไม่) เจ้าไม่ได้รับสันติสุข แต่ในทางตรงกันข้ามความพยายามของเจ้าได้นำมาซึ่งโชคร้ายและความวิบัติไม่มีที่สิ้นสุด—แท้จริงแล้วคือมหาสมุทรแห่งความขมขื่นที่ไร้ขอบเขต สันติสุขไม่ได้อยู่ภายในแดนครอบครองของซาตาน และนี่คือความจริง นี่คือผลสืบเนื่องซึ่งความเชื่อเหนือธรรมชาติในระบบศักดินาและวัฒนธรรมดั้งเดิมได้นำมาสู่มวลมนุษย์

วิธีสุดท้ายที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามก็คือผ่านทางแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม “แนวโน้มต่างๆ ทางสังคม” รวมถึงหลายสิ่ง ผู้คนบางคนพูดว่า: “มันหมายถึงแฟชั่นล่าสุด เครื่องสำอาง ทรงผม และอาหารรสเลิศใช่ไหม?” สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมหรือไม่? พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม แต่เราจะไม่พูดถึงพวกมัน ณ ที่นี้ เราเพียงปรารถนาที่จะพูดถึงแนวคิดที่แนวโน้มต่างๆ ทางสังคมทำให้เกิดขึ้นในผู้คน หนทางที่สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนประพฤติตนในโลก และเป้าหมายและทัศนคติในชีวิตที่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดขึ้นในผู้คน เหล่านี้สำคัญมาก สิ่งเหล่านี้สามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อสภาวะจิตใจของมนุษย์ แนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้นทีละอย่าง และพวกมันทั้งหมดล้วนแต่มีอิทธิพลชั่วที่ทำให้มวลมนุษย์ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนสูญเสียมโนธรรม สภาวะความเป็นมนุษย์และเหตุผล ทำให้ศีลธรรมของพวกเขาและคุณภาพของลักษณะนิสัยของพวกเขาย่อหย่อนยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงระดับที่เราสามารถกล่าวได้กระทั่งว่าผู้คนส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่มีความซื่อตรง ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ และพวกเขาไม่มีมโนธรรมใดๆ นับประสาอะไรที่จะมีเหตุผลใดๆ ดังนั้นแล้วแนวโน้มเหล่านี้คืออะไร? พวกมันคือแนวโน้มที่เจ้าไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อแนวโน้มใหม่อย่างหนึ่งแพร่ผ่านไปทั่วโลก บางทีอาจมีผู้คนเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่ล้ำหน้ากว่าผู้อื่น ปฏิบัติตัวดุจดังผู้ที่ก่อให้เกิดกระแสความนิยม พวกเขาเริ่มด้วยการทำสิ่งใหม่บางอย่าง จากนั้นจึงยอมรับแนวคิดบางชนิดหรือมุมมองบางอย่าง อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่จะถูกทำให้ติดเชื้อ ถูกทำให้กลมกลืน และถูกดึงดูดใจโดยแนวโน้มประเภทนี้อย่างต่อเนื่องในสภาวะของการไม่ตระหนักรู้ จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดยอมรับมันโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจและกลับกลายเป็นจมอยู่ในมันและถูกมันควบคุม แนวโน้มเช่นนี้ แนวโน้มแล้วแนวโน้มเล่า เป็นเหตุให้ผู้คน—ผู้ที่ไม่ได้มีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร และไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นด้านบวกและด้านลบที่จะ ยอมรับพวกมันรวมทั้งมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตและค่านิยมต่างๆ ที่มาจากซาตานอย่างเป็นสุข พวกเขายอมรับสิ่งที่ซาตานบอกกับพวกเขาเกี่ยวกับวิธีเข้าหาชีวิตและหนทางในการดำเนินชีวิตที่ซาตาน “ประทาน” ให้พวกเขา และพวกเขาไม่มีทั้งพละกำลังและความสามารถ นับประสาอะไรกับการตระหนักรู้ ที่จะต้านทาน ดังนั้นแล้วแนวโน้มเหล่านี้คืออะไรกันแน่? เราได้เลือกตัวอย่างง่ายๆ ที่พวกเจ้าอาจค่อยๆ มาเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ผู้คนในอดีตทำธุุรกิจของพวกเขาโดยที่ไม่มีใครถูกโกง พวกเขาขายสิ่งของต่างๆ ในราคาเดียวกันไม่ว่าผู้ที่กำลังซื้ออยู่นั้นจะเป็นใครก็ตาม องค์ประกอบบางอย่างของมโนธรรมและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดีไม่ได้สื่อให้เห็น ณ ที่นี้หรอกหรือ? เมื่อผู้คนดำเนินธุรกิจเยี่ยงนี้ โดยสุจริต สามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขายังคงมีมโนธรรมบางอย่างและสภาวะความเป็นมนุษย์บางอย่าง ณ เวลานั้น แต่ด้วยความต้องการเงินทองที่เพิ่มขึ้นทุกทีของมนุษย์ ผู้คนได้มารักเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และความยินดีมากขึ้นทุกทีโดยไม่รู้ตัว สรุปสั้น ๆ ผู้คนได้มามองเงินทองว่าสำคัญมากกว่าแต่ก่อน เมื่อผู้คนมองเงินทองว่าสำคัญมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของพวกเขา ชื่อเสียงของพวกเขา ชื่ออันดีงามของพวกเขา และความซื่อตรงของพวกเขาน้อยลงโดยไม่รู้ตัวมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าดำเนินธุรกิจ เจ้าเห็นคนอื่นๆ ใช้วิถีทางอันหลากหลายเพื่อโกงผู้คนและสร้างความร่ำรวย แม้ว่าเงินทองที่หามาได้จะได้มาโดยไม่สุจริต พวกเขากลับกลายเป็นร่ำรวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้พวกเขาอาจดำเนินธุรกิจเดียวกันกับเจ้า ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดก็ชื่นชมกับชีวิตมากกว่าที่เจ้าชื่นชม และเจ้ารู้สึกแย่ โดยกล่าวกับตัวเจ้าเองว่า “ทำไมฉันจึงไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้? ทำไมฉันจึงไม่สามารถหาเงินทองได้มากเท่าที่พวกเขาหาได้? ฉันต้องคิดหาหนทางที่จะได้รับเงินทองมากขึ้น เพื่อทำให้ธุรกิจของฉันรุ่งเรือง” แล้วเจ้าก็ทำจนถึงที่สุดเพื่อใคร่ครวญว่าจะหาเงินจำนวนมากได้อย่างไร ตามวิธีการทำเงินตามปกติ—การจำหน่ายสิ่งของต่างๆ ในราคาเดียวกันให้แก่ลูกค้าทุกคน—กำไรใดๆ ที่เจ้าได้นั้นเกิดขึ้นด้วยมโนธรรมที่ดี อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนทางที่จะร่ำรวยได้เร็ว เมื่อถูกผลักดันโดยแรงกระตุ้นที่จะทำกำไร การคิดของเจ้าผ่านการเปลี่ยนสภาพทีละน้อย ช่วงระหว่างการเปลี่ยนสภาพนี้ หลักการในการประพฤติตนของเจ้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อเจ้าโกงใครสักคนเป็นครั้งแรก เจ้ามีข้อสงสัย โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นครั้งเดียวที่ฉันโกงใครสักคน ฉันจะไม่ทำมันอีก ฉันไม่สามารถโกงผู้คนได้ มีผลสืบเนื่องอันร้ายแรงจากการโกง มันจะนำฉันไปสู่ปัญหามากมาย!” เมื่อเจ้าหลอกลวงใครสักคนเป็นครั้งแรก หัวใจของเจ้ามีความกระดากใจบ้าง นี่คือการทำงานของจิตสำนึกของมนุษย์—เพื่อทำให้เจ้ารู้สึกถึงความกระดากใจและเพื่อตำหนิติเตียนเจ้า เพื่อที่จะได้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเมื่อเจ้าโกงใครสักคน แต่ภายหลังจากที่เจ้าได้หลอกลวงใครสักคนเป็นผลสำเร็จแล้ว เจ้าเห็นว่าบัดนี้เจ้ามีเงินทองมากกว่าที่เจ้าเคยมีมาก่อน และเจ้าคิดว่าวิธีการนี้สามารถเป็นประโยชน์มากสำหรับเจ้า ทั้งๆ ที่มีความปวดร้าวอันน่าเบื่อในหัวใจของเจ้า เจ้ายังคงรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังแสดงความยินดีกับตัวเองในความสำเร็จของเจ้า และเจ้ารู้สึกค่อนข้างพอใจกับตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เจ้ายอมรับพฤติกรรมของเจ้าเอง วิถีทางอันหลอกหลวงของเจ้าเอง ภายหลังจากนั้น ทันทีที่มนุษย์ถูกปนเปื้อนโดยการโกงนี้แล้ว มันก็เป็นเช่นเดียวกับใครบางคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันและแล้วก็กลายเป็นนักพนัน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า เจ้าเห็นชอบในพฤติกรรมการโกงของเจ้าเองและยอมรับมัน ในการไม่ตระหนักรู้ เจ้าใช้การโกงเป็นพฤติกรรมทางการค้าซึ่งถูกกฎหมายและวิถีทางที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับการอยู่รอดและการดำรงชีพของเจ้า เจ้าคิดว่าโดยการทำการนี้เจ้าสามารถสร้างโชคลาภได้อย่างรวดเร็ว นี่คือกระบวนการหนึ่ง ได้แก่ ในตอนเริ่มต้น ผู้คนไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมประเภทนี้ได้และพวกเขาดูถูกเหยียดหยามพฤติกรรมและการปฏิบัตินี้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มทดลองพฤติกรรมนี้ด้วยตัวเอง และทดสอบมันด้วยวิธีของพวกเขาเอง และหัวใจของพวกเขาก็เริ่มค่อยๆ แปลงสภาพ นี่คือการเปลี่ยนสภาพประเภทไหนกัน? มันเป็นการเห็นชอบและการยอมรับในแนวโน้มนี้ ในแนวคิดนี้ซึ่งถูกปลูกฝังในตัวเจ้าโดยแนวโน้มทางสังคม โดยไม่ไม่ตระหนักรู้ หากเจ้าไม่โกงผู้คนเมื่อทำธุรกิจกับพวกเขา เจ้าก็รู้สึกว่าเจ้าแย่ลง หากเจ้าไม่โกงผู้คน เจ้ารู้สึกราวกับว่าเจ้าได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป โดยที่ไม่รู้ตัว การโกงนี้กลายเป็นวิญญาณแท้จริงของเจ้า กระดูกสันหลังของเจ้า และประเภทของพฤติกรรมที่จะขาดเสียไม่ได้ที่เป็นหลักการในชีวิตของเจ้า ภายหลังจากที่มนุษย์ได้ยอมรับพฤติกรรมนี้และการคิดนี้แล้ว นี่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวใจของเขาหรอกหรือ? หัวใจของเจ้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นความซื่อตรงของเจ้าก็เปลี่ยนไปเช่นกันหรือไม่? สภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเปลี่ยนไปหรือยัง? จิตสำนึกของเจ้าเปลี่ยนไปหรือยัง? (เปลี่ยนไปแล้ว) ใช่ ทุกส่วนของบุคคลนี้ก้าวผ่านการเปลี่ยนเชิงคุณภาพ ตั้งแต่หัวใจของเขาไปจนถึงความคิดของเขา จนถึงระดับที่ว่าพวกเขาได้ถูกแปลงสภาพจากภายในสู่ภายนอก การเปลี่ยนแปลงนี้ดึงเจ้าให้ห่างจากพระเจ้าออกไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเจ้ากลายเป็นมีความคิดสอดคล้องกับซาตานอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้ากลายเป็นเหมือนกับซาตานมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อมองแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้ เจ้าจะพูดได้หรือไม่ว่าพวกมันมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้คน? พวกมันมีผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนหรือไม่? (มี) พวกมันมีผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างลึกซึ้งมากต่อผู้คน มีอะไรเกี่ยวกับมนุษย์หรือที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยใช้แนวโน้มทางสังคมแนวโน้มแล้วแนวโน้มเล่า? (จิตสำนึกของมนุษย์ เหตุผล สภาวะความเป็นมนุษย์ ศีลธรรม และมุมมองเกี่ยวกับชีวิต) พวกมันทำให้เกิดความเสื่อมทีละน้อยในผู้คน ใช่หรือไม่? ซาตานใช้แนวโน้มต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เพื่อล่อลวงผู้คนเข้าสู่รังของบรรดาปีศาจทีละก้าว เพื่อที่ผู้คนที่หมกมุ่นอยู่กับแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมสนับสนุนเงินทองและความอยากได้อยากมีทางวัตถุ ความชั่ว และความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่สิ่งเหล่านี้ได้เข้าสู่หัวใจของมนุษย์ แล้วมนุษย์กลายเป็นอะไร? มนุษย์กลายเป็นปีศาจ ซาตาน! ทำไม? เพราะ มีความโน้มเอียงทางจิตใจใดอยู่ในหัวใจของมนุษย์หรือ? ทำไมมนุษย์จึงเคารพ? มนุษย์เริ่มที่จะหาความยินดีในความชั่วและความรุนแรง ไม่แสดงความชอบสำหรับความสวยงามหรือความดีงาม ยิ่งน้อยไปกว่านั้นคือสันติสุข ผู้คนไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่กลับปรารถนาจะชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง เพื่อเพลิดเพลินในความยินดีในเนื้อหนัง ทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสนองตอบเนื้อหนังของพวกเขาเอง โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่มีพันธะที่จะรั้งพวกเขาไว้ อีกนัยหนึ่งคือ ทำอะไรก็ตามที่พวกเขาอยากทำ ดังนั้นแล้วเมื่อมนุษย์ได้กลายเป็นจมอยู่กับแนวโน้มประเภทเหล่านี้ ความรู้ที่เจ้าได้เรียนรู้จะสามารถช่วยให้เจ้าปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระได้หรือไม่? ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิมและความเชื่อเหนือธรรมชาติสามารถช่วยให้เจ้าหลีกหนีจากสถานการณ์ที่ร้ายแรงมากนี้ได้หรือไม่? ศีลธรรมและพิธีกรรมดั้งเดิมที่มนุษย์รู้จักนั้นสามารถช่วยให้ผู้คนใช้ความยับยั้งชั่งใจได้หรือไม่? จงดูตัวอย่างของสามตัวละครคลาสสิก มันสามารถช่วยผู้คนดึงเท้าของพวกเขาออกจากหล่มของแนวโน้มเหล่านี้ได้หรือไม่? (ไม่ มันไม่สามารถทำได้) ด้วยเหตุนี้ มนุษย์กลับกลายเป็นชั่วร้าย โอหัง วางตัวว่าสูงส่งกว่าผู้อื่น เห็นแก่ตัว และมุ่งร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความความรักระหว่างผู้คนอีกต่อไป ไม่มีความรักใดๆ ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอีกต่อไป ไม่มีความเข้าใจใดๆ ท่ามกลางบรรดาญาติและเพื่อนๆ อีกต่อไป สัมพันธภาพของมนุษย์ได้กลับกลายเป็นแสดงลักษณะโดยความรุนแรง บุคคลทุกคนพยายามใช้วิธีการรุนแรงในการดำรงชีวิตท่ามกลางเพื่อนมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาฉวยเอาขนมปังในแต่ละวันของพวกเขาโดยใช้ความรุนแรง พวกเขาได้ตำแหน่งหน้าที่และได้รับผลกำไรของพวกเขาโดยใช้ความรุนแรง และพวกเขาใช้วิธีรุนแรงและชั่วร้ายในการทำอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ มนุษย์คนนี้ไม่น่ากลัวหรอกหรือ? (น่ากลัว) ภายหลังจากที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เราเพิ่งจะพูดถึง พวกเจ้าไม่คิดหรือว่ามันน่าหวาดกลัวที่จะใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมนี้ ในโลกนี้ และท่ามกลางผู้คนประเภทเหล่านี้ ซึ่งซาตานใช้ในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม? (น่าหวาดกลัว) ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าเคยรู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชหรือไม่? เจ้าจะต้องรู้สึกถึงมันเล็กน้อยในชั่วขณะนี้ ใช่หรือไม่? (ข้าพระองค์รู้สึก) เมื่อได้ยินน้ำเสียงของพวกเจ้า ดูราวกับว่าเจ้ากำลังคิดอยู่ว่า “ซาตานมีวิธีที่แตกต่างกันมากมายยิ่งนักที่จะทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มันฉวยโอกาสทุกโอกาสและอยู่ทุกที่ที่เราหันไป มนุษย์ยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่?” มนุษย์ยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่? มนุษย์สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้หรือไม่? (ไม่) จักรพรรดิหยกสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? ขงจื๊อสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? พระโพธิสัตว์กวนอิมสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? (ไม่) ดังนั้นใครกันเล่าที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอด? (พระเจ้า) อย่างไรก็ดี บางคนจะตั้งคำถามในหัวใจของพวกเขา อย่างเช่น: “ซาตานทำอันตรายแก่เราอย่างดิบเถื่อนมาก ด้วยความบ้าคลั่งที่วิกลจริตยิ่งนัก จนพวกเราไม่มีความหวังที่จะดำเนินชีวิตและความมั่นใจใดๆ ที่จะดำเนินชีวิต พวกเราทั้งหมดดำเนินชีวิตในท่ามกลางความเสื่อมทราม และถึงอย่างไรบุคคลทุกคนก็ต้านทานพระเจ้า และบัดนี้หัวใจของพวกเราได้จมดิ่งต่ำเท่าที่พวกมันจะไปได้ ดังนั้นแล้วพระเจ้าทรงสถิต ณ ที่ใดในขณะที่ซาตานกำลังทำให้พวกเราเสื่อมทราม? พระเจ้าทรงกำลังทำอะไรอยู่? อะไรก็ตามที่พระเจ้าทรงกำลังทำเพื่อเรานั้น เราไม่เคยรู้สึกถึงมันเลย!” บางคนรู้สึกเศร้าสลดและค่อนข้างท้อแท้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถูกหรือไม่? สำหรับพวกเจ้าแล้ว ความรู้สึกนี้ลึกซึ้งมากเพราะทั้งหมดที่เราได้พูดมานั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มาเข้าใจอย่างช้าๆ รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาไร้ซึ่งความหวัง รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาได้ถูกพระเจ้าละทิ้งแล้ว แต่จงอย่าเป็นกังวล หัวข้อการสามัคคีธรรมของเราสำหรับวันนี้ “ความชั่วของซาตาน” ไม่ใช่ประเด็นหลักที่แท้จริงของเรา อย่างไรก็ดี หากจะพูดถึงแก่นแท้ของความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจะต้องหารือถึงวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและความชั่วของซาตานเสียก่อน เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามนุษย์อยู่ในสภาพเงื่อนไขประเภทใดในขณะนี้ จุดมุ่งหมายหนึ่งของการพูดถึงการนี้คือการเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้จักความชั่วของซาตาน ในขณะที่จุดมุ่งหมายอื่นคือการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคืออะไร

เราไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ที่เราเพิ่งจะได้หารือกันอย่างละเอียดมากขึ้นเมื่อเทียบกับครั้งล่าสุดหรอกหรือ? (ใช่) ดังนั้นแล้วความเข้าใจของพวกเจ้าในขณะนี้ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อยหรือไม่? (ใช่) เรารู้ว่าตอนนี้ผู้คนจำนวนมากกำลังคาดหวังให้เราพูดว่าแท้ที่จริงแล้วความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่ แต่ขณะที่เราพูดถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจะพูดถึงกิจการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติก่อนอื่น พวกเจ้าทั้งหมดควรฟังอย่างตั้งใจ ภายหลังจากนั้น เราจะถามพวกเจ้าว่าแท้ที่จริงแล้วความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่ เราจะไม่บอกพวกเจ้าโดยตรง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นจะปล่อยให้พวกเจ้าพยายามคิดหาคำตอบ เราจะให้พื้นที่แก่พวกเจ้าเพื่อคิดหาคำตอบ เจ้าคิดว่าวิธีการนี้เป็นอย่างไร? (ฟังดูดี) เช่นนั้นแล้วจงตั้งใจฟังขณะที่เราพูดต่อไป

เมื่อใดก็ตามที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรือทำให้เกิดอันตรายซึ่งไม่ได้ควบคุมต่อมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงยืนดูอยู่เฉยๆ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงไม่แยแสและไม่ทรงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร พระเจ้าทรงเข้าใจทั้งหมดที่ซาตานทำอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ ไม่สำคัญว่าซาตานทำอะไร ไม่สำคัญว่ามันทำให้แนวโน้มใดเกิดขึ้น พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดที่ซาตานกำลังพยายามทำ และพระเจ้าไม่ทรงละทิ้งบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร แทนที่จะเป็นเช่นนั้น โดยที่ไม่เรียกร้องความสนใจใด ๆ—อย่างลับๆ อย่างเงียบๆ—พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งที่จำเป็น เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจกับใครสักคน เมื่อพระองค์ได้ทรงเลือกใครสักคน พระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ใคร อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ซาตาน นับประสาอะไรกับการทรงแสดงท่าทียิ่งใหญ่ใดๆ พระเจ้าแค่ทรงทำสิ่งที่จำเป็นอย่างเงียบมากๆ อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ในขั้นแรก พระองค์ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า ภูมิหลังครอบครัวของเจ้า พ่อแม่ของเจ้า บรรพบุรุษของเจ้า—ทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงกำหนดตัดสินล่วงหน้า อีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าไม่ทรงทำการกำหนดตัดสินเหล่านี้จากอารมณ์ชั่ววูบ ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจนี้นานมาแล้ว ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า จากนั้นพระองค์จึงทรงเลือกวันที่ซึ่งเจ้าจะถือกำเนิด จากนั้น พระเจ้าทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าถือกำเนิดและมาสู่โลกโดยที่ส่งเสียงร้อง พระองค์ทรงเฝ้าดูการเกิดของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเอ่ยคำแรกของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเดินสะดุดและเดินเตาะแตะเป็นครั้งแรกเมื่อเจ้าหัดเดิน ในขั้นแรกเจ้าก้าวเดินก้าวแรกและแล้วเจ้าก็ก้าวเดินอีกก้าว…และตอนนี้เจ้าสามารถวิ่ง กระโดด พูดคุย และแสดงความรู้สึกต่างๆ ของเจ้าได้ เมื่อผู้คนเติบโตขึ้น สายตาของซาตานจะจับจ้องไปที่พวกเขาทุกคน เช่นเดียวกับเสือที่จ้องเหยื่อของมัน แต่ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่เคยทรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ ที่เกิดจากผู้คน เหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ จากพื้นที่หรือเวลา พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ควรทรงทำและสิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำ ในขณะที่กำลังเติบโต เจ้าอาจเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชอบ เช่น โรคภัยไข้เจ็บและความผิดหวัง แต่ขณะที่เจ้าเดินไปบนเส้นทางนี้ ชีวิตของเจ้าและอนาคตของเจ้าอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของพระเจ้าอย่างเข้มงวด พระเจ้าทรงมอบเครื่องรับประกันอันจริงแท้ซึ่งจะคงอยู่ตลอดชั่วชีวิตของเจ้าให้แก่เจ้า ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเจ้าที่นั่นเสมอ ทรงคุ้มกันเจ้าและทรงดูแลเจ้า เจ้าเติบโตขึ้นโดยที่ไม่ตระหนักรู้ถึงการนี้ เจ้าเริ่มมาสัมผัสกับสิ่งใหม่ ๆ และเริ่มที่จะรู้จักโลกใบนี้และมวลมนุษย์นี้ ทุกสิ่งนั้นสดและใหม่สำหรับเจ้า เจ้ามีบางสิ่งที่เจ้าชื่นชมที่จะทำ เจ้าดำเนินชีวิตภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเอง เจ้าดำเนินชีวิตภายในพื้นที่ของเจ้าเอง และเจ้าไม่มีความตระหนักเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าแม้แต่น้อย แต่พระเจ้าทรงเฝ้าดูเจ้าทุกย่างก้าวของหนทางขณะที่เจ้าเติบโตขึ้น และพระองค์ทรงเฝ้าดูเจ้าขณะที่เจ้าก้าวไปข้างหน้าทุกย่างก้าว แม้ในคราที่เจ้ากำลังศึกษาหาความรู้หรือกำลังศึกษาวิทยาศาสตร์ พระเจ้าไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าก็แค่เป็นเหมือนคนอื่นๆ ในเรื่องที่ว่า ในระหว่างการได้มารู้จักโลกและเชื่อมสัมพันธ์กับมัน เจ้าได้กำหนดอุดมคติของเจ้าเอง เจ้ามีงานอดิเรกของเจ้าเอง ความสนใจของเจ้าเอง และเจ้ายังเก็บงำความทะเยอทะยานอันสูงส่งอีกด้วย เจ้ามักจะใคร่ครวญอนาคตของเจ้าเอง มักจะวาดเค้าโครงเกี่ยวกับว่าอนาคตของเจ้าควรมีรูปร่างอย่างไร แต่ไม่สำคัญว่าอะไรจะปรากฏขึ้นระหว่างทาง พระเจ้าทรงเห็นมันทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างชัดเจน บางทีเจ้าเองอาจได้ลืมอดีตของเจ้าเองไปแล้ว แต่สำหรับพระเจ้า ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจเจ้าได้ดีไปกว่าพระองค์ เจ้าดำเนินชีวิตภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้า เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ในระหว่างช่วงเวลานี้ ภารกิจที่สำคัญที่สุดของพระเจ้าคือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้ บางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครรู้จัก พระเจ้าไม่ทรงบอกใครเกี่ยวกับการนี้อย่างแน่แท้ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด? อาจกล่าวได้ว่ามันคือเครื่องรับประกันว่าพระเจ้าจะทรงช่วยบุคคลให้รอด นี่หมายความว่าหากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ช่วยบุคคลนี้ให้รอด พระองค์ต้องทรงทำการนี้ ภารกิจนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งมนุษย์และพระเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไม่มีความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับการนี้ หรือมโนทัศน์ใดๆ เกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นแล้วเราจะบอกพวกเจ้า ตั้งแต่เวลาที่เจ้าถือกำเนิดต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจมากมายกับเจ้า แต่พระองค์ไม่ทรงบรรยายทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำแก่เจ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน พระเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตให้เจ้ารู้การนี้ และพระองค์ไม่ได้ทรงบอกเจ้า อย่างไรก็ดี สำหรับมวลมนุษย์ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นสำคัญ ตามพระดำริของพระเจ้านั้น มันคือบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ต้องทรงทำ ในพระทัยของพระองค์มีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำเกินสิ่งใดๆ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ไปมาก นั่นคือ ตั้งแต่เวลาที่บุคคลถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าต้องทรงรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา เมื่อเจ้าได้ยินพระวจนะเหล่านี้ เจ้าอาจรู้สึกราวกับว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจอย่างเต็มเปี่ยม เจ้าอาจถามว่า “ความปลอดภัยนี้สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?” ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความหมายตามตัวอักษรของ “ความปลอดภัย”? บางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงสันติสุข หรือบางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงการไม่เคยผ่านประสบการณ์กับความวิบัติหรือหายนะใดๆ การดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย การดำเนินชีวิตปกติ แต่ในหัวใจของพวกเจ้า เจ้าต้องรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น ดังนั้น จริงๆ แล้วสิ่งนี้ที่เราได้พูดถึง ที่พระเจ้าต้องทรงทำนั้น คืออะไรกันแน่? ความปลอดภัยหมายถึงอะไรสำหรับพระเจ้า? มันเป็นเครื่องรับประกันความหมายตามปกติของ “ความปลอดภัย” จริงๆ หรือไม่? ไม่ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ? “ความปลอดภัย” นี้หมายความว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน นี่สำคัญหรือ? การไม่ถูกซาตานกลืนกิน—นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเจ้าหรือไม่? ใช่แล้ว นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัวของเจ้า และไม่สามารถมีอะไรที่สำคัญไปกว่าได้ ทันทีที่เจ้าถูกซาตานกลืนกิน วิญญาณของเจ้าและเนื้อหนังของเจ้าไม่เป็นของพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอีกต่อไป พระเจ้าทรงละทิ้งบรรดาวิญญาณและผู้คนที่ถูกซาตานกลืนกิน ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พระเจ้าต้องทรงทำก็คือการรับประกันความปลอดภัยนี้ของเจ้า เพื่อรับประกันว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ใช่หรอกหรือ? ดังนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่สามารถตอบได้? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้!

พระเจ้าทรงทำมากมายกว่านี้นอกเหนือจากการรับประกันความปลอดภัยของผู้คน โดยการรับประกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกิจขั้นเตรียมการอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะทรงเลือกและทรงช่วยใครบางคนให้รอดอีกด้วย ประการแรก พระเจ้าทรงทำการตระเตรียมที่พิถีพิถันเกี่ยวกับว่าเจ้าจะมีลักษณะนิสัยแบบใด เจ้าจะถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด ใครจะเป็นพ่อแม่ของเจ้า เจ้าจะมีพี่น้องชายหญิงกี่คน และสถานการณ์ สถานภาพทางเศรษฐกิจ และสภาพเงื่อนไขต่างๆ ของครอบครัวที่เจ้าจะถือกำเนิดนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าส่วนใหญ่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด? ครอบครัวเหล่านั้นเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงหรือไม่? เราไม่อาจกล่าวได้แน่นอนว่าไม่มีใครเลยที่ถือกำเนิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง อาจมีจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยมาก พวกเขาถือกำเนิดในครอบครัวที่มั่งคั่งเป็นพิเศษ ครอบครัวเศรษฐีพันล้าน หรือมหาเศรษฐีหรือไม่? ไม่ พวกเขาแทบจะไม่เคยถือกำเนิดในครอบครัวแบบนี้เลย ดังนั้นแล้วพระเจ้าทรงตระเตรียมครอบครัวประเภทใดให้กับส่วนใหญ่ของผู้คนเหล่านี้? (ครอบครัวธรรมดา) ถ้าอย่างนั้นแล้วครอบครัวใดบ้างที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็น “ครอบครัวธรรมดา”? ครอบครัวเหล่านั้นรวมถึงครอบครัวของคนทำงาน นั่นก็คือ ครอบครัวที่พึ่งพาเงินค่าจ้างเพื่อความอยู่รอดเพื่อสามารถหาซื้อปัจจัยจำเป็นพื้นฐานได้ และไม่มั่งมีเกินไปนัก ครอบครัวเหล่านี้รวมถึงครอบครัวที่ทำการเกษตร ชาวนาที่พึ่งพาการเพาะปลูกพืชผลสำหรับอาหารของพวกเขา—มีธัญพืชไว้กิน และเสื้อผ้าไว้สวมใส่ และไม่ต้องหิวโหยหรือหนาวจนจะแข็งตาย แล้วก็มีบางครอบครัวที่ทำธุรกิจเล็กๆ และบางครอบครัวที่พ่อแม่เป็นปัญญาชน และครอบครัวเหล่านี้ยังสามารถนับได้ว่าเป็นครอบครัวธรรมดาเช่นกัน ยังมีพ่อแม่บางคนที่เป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้น้อยอีกด้วย ที่ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในครอบครัวธรรมดา และการนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า ก่อนอื่น นั่นกล่าวได้ว่า สภาพแวดล้อมนี้ที่เจ้าดำรงชีวิตอยู่ไม่ใช่ครอบครัวที่มีทรัพย์สินมากมายที่ผู้คนอาจจินตนาการ และนี่เป็นครอบครัวซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดตัดสินให้เจ้า และผู้คนส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตภายในขีดจำกัดของครอบครัวประเภทนี้ ดังนั้นแล้วสถานภาพทางสังคมเล่าเป็นเช่นไร? สภาวะทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นคือปานกลางและพวกเขาไม่มีสถานะทางสังคมที่สูงส่ง—สำหรับพวกเขาแค่มีงานก็ดีแล้ว พวกเขารวมถึงบรรดาพวกผู้ปกครองหรือไม่? หรือบรรดาประธานาธิบดีของประเทศ? (ไม่) อย่างมากที่สุดพวกเขาก็เป็นผู้คนเช่นผู้จัดการในธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก สถานภาพทางสังคมของพวกเขานั้นดีพอใช้และสภาวะทางเศรษฐกิจของเขานั้นอยู่ระดับปานกลาง อีกปัจจัยหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของครอบครัว ก่อนอื่น ไม่มีพ่อแม่คนใดในหมู่ครอบครัวเหล่านี้ที่จะมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อลูกๆ ของพวกเขาในการเดินเข้าสู่เส้นทางของพยากรณ์ศาสตร์หรือการทำนายโชคชะตา เหล่านี้คือจำนวนไม่กี่ครอบครัวที่เกี่ยวพันกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าว พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างปกติ ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงเลือกประชากร พระองค์ทรงกำหนดสภาพแวดล้อมประเภทนี้ให้พวกเขา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดของพระองค์ เมื่อดูอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงทำอะไรซึ่งเป็นการเขย่าโลกเป็นพิเศษสำหรับมนุษย์ พระองค์แค่ทรงดำเนินการอย่างเงียบๆ และอย่างลับๆ ในการทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำต่อไป อย่างถ่อมพระทัยและในความเงียบ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำ พระองค์ทรงทำเพื่อที่จะวางรากฐานเพื่อความรอดของเจ้า เพื่อตระเตรียมถนนเบื้องหน้าและสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความรอดของเจ้า ถัดไป พระเจ้าทรงนำทุกๆ บุคคลให้กลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ แต่ละบุคคลในเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้ เมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า นั่นเป็นเวลาเมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อถึงคราที่การนี้เกิดขึ้น บางคนได้กลายเป็นพ่อแม่เองแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงเป็นลูกของใครบางคนอยู่ อีกนัยหนึ่งคือ บางคนได้แต่งงานและมีลูกแล้ว ในขณะที่บางคนยังคงเป็นโสด ยังไม่ได้เริ่มต้นครอบครัวของพวกเขาเอง แต่ไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงกำหนดเวลาไว้แล้วที่พวกเจ้าจะถูกเลือกและเวลาที่พระกิตติคุณและพระวจนะของพระองค์จะมาถึงเจ้า พระเจ้าได้ทรงกำหนดรูปการณ์แวดล้อมไว้แล้ว ซึ่งกำหนดตัดสินว่าด้วยบุคคลบางคนหรือบริบทบางอย่างซึ่งจะใช้ในการส่งผ่านข่าวประเสริฐต่อไปยังเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้เจ้าแล้ว ด้วยวิธีนี้ แม้มนุษย์ไม่ตระหนักรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น มนุษย์ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์และกลับสู่ครอบครัวของพระเจ้า มนุษย์ยังติดตามพระเจ้าและเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย โดยเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของวิธีการทรงพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมเพื่อมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้วิธีใดเมื่อพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ เพื่อมนุษย์ ณ เวลานี้? ก่อนอื่น อย่างน้อยที่สุดก็คือการดูแลเอาใจใส่และการคุ้มครองปกป้องที่มนุษย์ชื่นชม นอกเหนือจากนี้ พระเจ้าทรงกำหนดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ หลากหลายเพื่อที่มนุษย์จะได้เห็นการดำรงอยู่ของพระองค์และกิจการของพระองค์โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนที่เชื่อในพระเจ้าเพราะใครบางคนในครอบครัวของพวกเขาเจ็บป่วย เมื่อคนอื่นๆ ประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขา พวกเขาก็เริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า และการเชื่อนี้เกิดขึ้นเพราะสภาพการณ์นี้ ดังนั้นแล้วใครกันที่ได้จัดการเตรียมการสภาพการณ์นี้? (พระเจ้า) โดยความเจ็บป่วยนี้ มีบางครอบครัวที่ทุกคนเป็นผู้เชื่อ ในขณะที่มีครอบครัวอื่นๆ ที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในครอบครัวที่เชื่อ เมื่อดูอย่างผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าใครบางคนในครอบครัวของเจ้าประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นสภาพเงื่อนไขที่ถูกประทานแก่เจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า—นี่คือความเมตตาของพระเจ้า เพราะชีวิตครอบครัวนั้นยากลำบากสำหรับบางคนและพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุขได้ เป็นไปได้ว่าโอกาสเหมาะที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จอาจนำเสนอตัวมันเอง—ใครบางคนบอกต่อข่าวประเสริฐและกล่าวว่า “จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าแล้วเจ้าจะมีสันติสุข” ด้วยเหตุนี้ โดยมิได้ตระหนักรู้ พวกเขาจึงได้มาเชื่อในพระเจ้าภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันเป็นธรรมชาติอย่างมาก ดังนั้นแล้วนี่ไม่ใช่สภาพเงื่อนไขประเภทหนึ่งหรอกหรือ? และข้อเท็จจริงที่ว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสันติสุขคือพระคุณที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้พวกเขาหรือไม่? ยังมีบางคนอีกเช่นกันที่มาเชื่อในพระเจ้าด้วยเหตุผลอื่นๆ มีเหตุผลที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันของการเชื่อ แต่ไม่สำคัญว่าเหตุผลใดนำเจ้ามาเชื่อในพระองค์ มันทั้งหมดถูกจัดการเตรียมการและได้รับการทรงนำโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง ก่อนอื่น พระเจ้าทรงใช้วิธีที่หลากหลายในการเลือกเจ้าและในการนำเจ้าเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ นี่คือพระคุณที่พระเจ้าทรงประทานแก่บุคคลทุกคน

ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงแค่ทรงประทานพระคุณและพระพรแก่มนุษย์เหมือนกับที่พระองค์ทรงเคยทำมาก่อน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเกลี้ยกล่อมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป ในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ มนุษย์ได้เห็นอะไรจากแง่มุมทั้งหมดของพระราชกิจของพระเจ้าที่เขาได้รับประการณ์มาแล้ว? มนุษย์ได้เห็นความรักของพระเจ้าและการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ในระหว่างช่วงเวลานี้พระเจ้าทรงจัดเตรียม ทรงสนับสนุน ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้ค่อยๆ มารู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้จักพระวจนะที่พระองค์ตรัส และความจริงที่พระองค์ทรงประทานแก่มนุษย์ เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อเขาท้อแท้ เมื่อเขาไม่มีที่ไหนให้หันไปหา พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อชูใจ แนะนำ และให้กำลังใจมนุษย์ เพื่อที่วุฒิภาวะอันน้อยนิดของมนุษย์จะสามารถค่อยๆ เติบโตด้วยพละกำลัง ลุกขึ้นด้วยความคิดด้านบวก และกลายเป็นเต็มใจที่จะร่วมมือกับพระเจ้า แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์ หรือเมื่อมนุษย์เปิดเผยความเสื่อมทรามของเขา พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ อย่างไรก็ดี พระเจ้าจะทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนต่อความโง่เขลา ความไม่รู้เท่าทัน ความอ่อนแอ และความไม่เป็นผู้ใหญ่ของมนุษย์ ด้วยวิธีนี้ โดยผ่านทางพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อมนุษย์ มนุษย์ค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น และมารู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า มารู้จักความจริงบางอย่าง มารู้ว่าสิ่งใดเป็นด้านบวกและสิ่งใดเป็นด้านลบ มารู้ว่าความชั่วและความมืดคืออะไร พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการเดียวในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ตลอดเวลา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนตลอดเวลา แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงจัดเตรียมให้แต่ละบุคคลในวิธีที่แตกต่างกันที่ช่วงระยะที่แตกต่างกัน และตามวุฒิภาวะและขีดความสามารถที่แตกต่างกันของพวกเขา พระองค์ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อมนุษย์และด้วยต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์ไม่ล่วงรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้หรือเกี่ยวกับต้นทุนนี้ กระนั้นก็ตามในทางปฏิบัติทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ความรักของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริง: โดยผ่านทางพระคุณของพระเจ้า มนุษย์หลีกเลี่ยงความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า และตลอดเวลานั้นพระเจ้าทรงแสดงความยอมผ่อนปรนซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับความอ่อนแอของมนุษย์ การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียม ความรู้แจ้งของพระองค์เกี่ยวกับมนุษย์ และการทรงนำของพระองค์ทั้งหมดเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์รู้จักแก่นแท้ของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่ผู้คนต้องการ ถนนเส้นที่พวกเขาควรใช้ พวกเขาใช้ชีวิตเพื่ออะไร คุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา และวิธีเดินไปบนถนนข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำไม่สามารถแยกจากจุดประสงค์ดั้งเดิมหนึ่งประการของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์นี้? ทำไมพระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใด? อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นสิ่งใดในมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับอะไรจากมนุษย์? สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นก็คือการที่หัวใจของมนุษย์สามารถฟื้นคืนได้ วิธีการเหล่านี้ที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์เป็นความพยายามต่อเนื่องเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าเขามาจากที่ไหน ใครกำลังนำ สนับสนุน และจัดเตรียมให้เขา และใครได้อนุญาตให้มนุษย์มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าใครคือพระผู้สร้าง เขาควรนมัสการใคร ถนนประเภทใดที่เขาควรเดิน และในหนทางใดที่มนุษย์ควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อค่อยๆ ฟื้นคืนหัวใจของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้จักพระทัยของพระเจ้า เข้าใจพระทัยของพระเจ้า และจับใจความได้ถึงการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่และความคิดที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมนุษย์ให้รอด เมื่อหัวใจของมนุษย์ฟื้นคืน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันต่ำทรามและเสื่อมทรามอีกต่อไป แต่กลับปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เมื่อหัวใจของมนุษย์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มนุษย์ก็ย่อมสามารถตัดขาดตัวเองออกจากซาตานได้อย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่ถูกซาตานทำอันตรายอีกต่อไป ไม่ถูกควบคุมหรือถูกมันหลอกอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์สามารถให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุถึงความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า

การหารือที่เราเพิ่งได้จัดขึ้นเกี่ยวกับความชั่วของซาตาน ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่า มนุษย์ใช้ชีวิตท่ามกลางความทุกข์ใจอันใหญ่หลวง และรู้สึกว่าชีวิตของมนุษย์ถูกรุมเร้าด้วยโชคร้าย แต่บัดนี้เมื่อเรากำลังพูดถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับมนุษย์ นั่นทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? (มีความสุขมาก) เราสามารถเห็นได้ตอนนี้ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการให้มนุษย์อย่างอุตสาหะนั้น ไม่มีจุดด่างพร้อย ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นปราศจากความผิดพลาด ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีข้อบกพร่อง ไม่จำเป็นต้องมีใครมาแก้ไข แนะนำ หรือทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับมัน ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อบุคคลทุกคนนั้นไม่ต้องสงสัยเลย พระองค์ทรงนำทางทุกคนโดยการจูงมือ ทรงดูแลเจ้าในทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป และไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้สักครั้ง เมื่อผู้คนเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้และด้วยภูมิหลังแบบนี้ เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วผู้คนเติบโตขึ้นในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า? (ได้) ดังนั้นแล้วตอนนี้พวกเจ้ายังคงรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ของการสูญเสียหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่ยังคงรู้สึกท้อแท้? มีใครบ้างไหมที่รู้สึกว่าพระเจ้าได้ทรงละทิ้งมวลมนุษย์? (ไม่) ถ้าเช่นนั้นแล้วจริงๆ แล้วพระเจ้าได้ทรงทำอะไรกันแน่? (พระองค์ได้ทรงเฝ้าดูมวลมนุษย์) ความคิดและการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ที่มากไปกว่านั้นคือ ในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำเช่นนั้นโดยไม่มีเงื่อนไขเสมอมา พระองค์ไม่เคยทรงพึงประสงค์ให้เจ้าคนใดต้องรู้ราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อเจ้าเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกสำนึกในพระคุณของพระองค์อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าได้ทรงเคยพึงประสงค์การนี้จากเจ้าหรือไม่? (ไม่) ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ แทบจะทุกคนได้เคยเผชิญกับสถานการณ์อันตรายมากมายและเผชิญหน้ากับการทดลองมากมาย นี่เป็นเพราะซาตานกำลังยืนข้างเจ้า ดวงตาของมันจับจ้องที่เจ้าตลอดเวลา เมื่อความวิบัติถล่มเจ้า ซาตานเพลิดเพลินในการนี้ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นกับเจ้า เมื่อไม่มีอะไรเลยที่ถูกต้องสำหรับเจ้า เมื่อเจ้ากลายเป็นติดพันในใยของซาตาน ซาตานมีความสุขสำราญใหญ่หลวงจากสิ่งเหล่านี้ ในส่วนของสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่นั้น พระองค์ทรงกำลังปกป้องเจ้ากับทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป ทรงนำทางเจ้าให้ห่างจากโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าและจากความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าทุกอย่างที่มนุษย์มี—สันติสุขและความชื่นบานยินดี พระพรและความปลอดภัยส่วนบุคคล—ในข้อเท็จจริงแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์ทรงนำและทรงกำหนดตัดสินชะตากรรมของแต่ละคน แต่พระเจ้าทรงมีมโนคติที่หลงผิดมากเกินปกติเกี่ยวกับพระฐานะของพระองค์ อย่างที่ผู้คนบางคนพูดกันหรือไม่? พระเจ้าทรงประกาศกับเจ้าหรือไม่ว่า “เราคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากสิ่งทั้งปวง เป็นเรานั่นเองที่ควบคุมดูแลพวกเจ้า พวกเจ้าต้องร้องขอความปรานีจากเรา และการไม่เชื่อฟังจะถูกลงโทษด้วยความตาย”? พระเจ้าทรงเคยข่มขู่มวลมนุษย์ด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่า “มวลมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และพวกเขาอาจได้รับการปฏิบัติในวิธีใดก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการอันสมบูรณ์สำหรับพวกเขา”? พระเจ้าทรงคิดในด้วยวิธีนี้หรือ? พระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์ในด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติของพระเจ้าต่อแต่ละบุคคลนั้นเป็นไปอย่างจริงจังจริงใจ และด้วยความรับผิดชอบ พระองค์ทรงปฏิบัติกับเจ้าอย่างรับผิดชอบมากกว่าที่เจ้าปฏิบัติกับตัวเอง นี่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ตรัสอย่างหาสาระไม่ได้ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงโอ้อวดพระฐานะอันสูงส่งของพระองค์หรือหลอกลวงผู้คนอย่างตลกคะนอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ ที่พระองค์เองทรงจำเป็นต้องทำอย่างสุจริตใจและอย่างเงียบๆ สิ่งเหล่านี้นำพระพร สันติสุข และความชื่นบานยินดีมาสู่มนุษย์ พวกมันนำพามนุษย์ไปสู่ สายพระเนตรของพระเจ้าและไปสู่ครอบครัวของพระองค์อย่างสงบสุขและอย่างเป็นสุข แล้วพวกเขาจึงดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับความรอดของพระเจ้าด้วยเหตุผลและการคิดที่ปกติ ดังนั้นแล้วพระเจ้าได้ทรงเคยตีสองหน้ากับมนุษย์ในพระราชกิจของพระองค์หรือไม่? พระองค์ได้ทรงเคยแสดงความเมตตาเทียมเท็จ โดยก่อนอื่นหลอกลวงมนุษย์ด้วยการล้อเล่นไม่กี่อย่างแล้วจึงทรงหันหลังไปหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าได้เคยตรัสอย่างหนึ่งแล้วจึงทรงทำอีกอย่างหรือไม่? พระเจ้าได้ทรงเคยทำสัญญาที่ทำไม่ได้และอวดตัว ทรงบอกผู้คนว่าพระองค์สามารถทำการนี้เพื่อพวกเขาได้หรือช่วยทำการนั้นเพื่อพวกเขาได้ แต่แล้วก็ทรงหายไป หรือไม่? (ไม่) ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีความเทียมเท็จ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และพระองค์ทรงจริงแท้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้คนสามารถเชื่อใจได้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งผู้คนสามารถมอบความไว้วางใจในชีวิตของพวกเขาและทุกสิ่งที่พวกเขามีได้ เนื่องจากไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงจริงใจที่สุด? (ได้) แน่นอนว่าพวกเราสามารถกล่าวได้! แม้คำว่า “จริงใจ” นั้นอ่อนด้อยเกินไป มีความเป็นมนุษย์มากเกินไปเมื่อนำไปใช้กับพระเจ้า มีคำอื่นใดให้เราใช้หรือไม่? เช่นนั้นคือขีดจำกัดของภาษาของมนุษย์ แม้ว่าจะค่อนข้างไม่เหมาะสมที่จะเรียกพระเจ้าว่า “จริงใจ” กระนั้นก็ตามพวกเราจะใช้คำนี้สำหรับตอนนี้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ ดังนั้นแล้วเมื่อเราพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ เรากำลังอ้างอิงถึงอะไร? เรากำลังอ้างอิงถึงความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับซาตานหรือไม่? ใช่ เราอาจกล่าวเช่นนั้นได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเห็นร่องรอยหนึ่งของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานในพระเจ้าได้ เราพูดถูกหรือไม่ในเรื่องนี้? อาเมน? (อาเมน!) เราไม่เห็นความชั่วของซาตานที่เปิดเผยให้เห็นในพระเจ้าเลย ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำและทรงเปิดเผยให้เห็นนั้นเป็นประโยชน์และช่วยมนุษย์ทั้งสิ้น ทำอย่างเต็มที่เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตและให้มนุษย์มีถนนที่จะติดตามและมีทิศทางที่จะใช้ พระเจ้าไม่ทรงเสื่อมทราม และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เมื่อดูทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์? (ได้) เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงมีความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์อีกทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างเดียวกันใดๆ ของมวลมนุษย์หรือแก่นแท้ของซาตาน และไม่มีอะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับสิ่งเหล่านี้ จากมุมมองนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ทรงแสดงความเสื่อมทรามใดๆ และการเปิดเผยแก่นแท้ของพระองค์เองในพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการยืนยันว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงบริสุทธิ์ พวกเจ้าเห็นการนี้หรือไม่? เพื่อที่จะรู้จักแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้เรามาดูสองแง่มุมนี้กัน: 1) ไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในพระเจ้า 2) แก่นแท้ของพระราชกิจต่อมนุษย์ของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้นี้เป็นด้านบวกทั้งสิ้น เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่พระราชกิจทุกส่วนของพระเจ้านำมาสู่มนุษย์นั้นล้วนเป็นด้านบวก ก่อนอื่น พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์นั้นซื่อสัตย์—นี่ไม่ใช่เรื่องด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงมอบปัญญาแก่มนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ระหว่างความดีและความชั่ว—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความหมายและคุณค่าของชีวิตมนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเข้าไปข้างในแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับความจริง—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นด้านบวก) และผลลัพธ์ของทั้งหมดนี้ก็คือว่า มนุษย์ไม่ถูกซาตานหลอกอีกต่อไป จะไม่ถูกซาตานทำอันตรายหรือควบคุมต่อเนื่องอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเสื่อมทรามของซาตานโดยสิ้นเชิง และดังนั้นจึงค่อยๆ เดินไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว พวกเจ้าได้เดินไปบนเส้นทางนี้ไกลแค่ไหนแล้วตอนนี้? มันยากที่จะกล่าว ใช่หรือไม่? แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้พวกเจ้าก็มีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม เกี่ยวกับว่าสิ่งใดเป็นความชั่วและสิ่งใดเป็นด้านลบใช่หรือไม่? อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้พวกเจ้าก็กำลังเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง มั่นใจได้หรือไม่ที่จะกล่าวเช่นนี้? (ได้)

นี่คือที่ที่เราจะจบการหารือของเราเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้ บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินมาและได้รับมาทั้งหมดนั้น ใครบ้างในหมู่พวกเจ้าสามารถกล่าวได้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไร? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เราพูดถึงหมายถึงอะไร? จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักครู่ ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือการเปี่ยมด้วยความจริงของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความสัตย์ซื่อของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ใช่หรือไม่? มันคือความถ่อมพระทัยของพระองค์ใช่หรือไม่? ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์หรือ? พระเจ้าทรงประทานความจริงและชีวิตแก่มนุษย์อย่างอิสระ—นี่คือความบริสุทธิ์ของพระองค์ใช่หรือไม่? (ใช่) ทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเป็นหนึ่งเดียวและไม่ดำรงอยู่ภายในมนุษยชาติอันเสื่อมทราม อีกทั้งไม่สามารถเห็นมันได้ในมนุษยชาติ ไม่สามารถเห็นร่องรอยของมันได้แม้แต่น้อยในช่วงระหว่างกระบวนการของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน ไม่ว่าจะในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานหรือในแก่นแท้หรือธรรมชาติของซาตาน ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นนั้นเป็นหนึ่งเดียว พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีและทรงครองแก่นแท้ประเภทนี้ ณ จุดนี้ในการหารือของเรา พวกเจ้าคนใดบ้างที่เคยเห็นคนใดคนหนึ่งท่ามกลางมวลมนุษย์ที่บริสุทธิ์อย่างที่เราเพิ่งจะได้อธิบายไปแล้ว? (ไม่เคย) เช่นนั้นแล้ว มีใครบ้างไหมที่บริสุทธิ์เพียงนี้ท่ามกลางผู้มีชื่อเสียง ผู้ยิ่งใหญ่ หรือเทวรูปของมวลมนุษย์ซึ่งพวกเจ้านมัสการ? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว เมื่อเรากล่าวว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว นี่เป็นการพูดเกินจริงหรือไม่? (ไม่) ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นหนึ่งเดียวอันบริสุทธิ์ของพระเจ้ายังมีด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอีกด้วย มีความย้อนแย้งใดๆ หรือไม่ระหว่างความบริสุทธิ์ที่เราพูดถึงตอนนี้กับความบริสุทธิ์ที่พวกเจ้าได้คิดถึงและได้จินตนาการก่อนหน้านี้? (มี) ความย้อนแย้งมากเพียงใด? (เป็นความย้อนแย้งที่ใหญ่มาก) ผู้คนมักจะหมายถึงสิ่งใดเมื่อพวกเขาพูดถึงความบริสุทธิ์? (พฤติกรรมภายนอกบางอย่าง) เมื่อผู้คนกล่าวว่าพฤติกรรมหรือสิ่งอื่นๆ บางอย่างนั้นบริสุทธิ์ พวกเขากล่าวการนี้เพียงเพราะพวกเขามองว่ามันบริสุทธิ์หรือน่ายินดีต่อสำนึกรับรู้ อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ขาดเนื้อแท้ที่แท้จริงของความบริสุทธิ์เป็นนิจสิน—นี่คือแง่มุมของคำสั่งสอน นอกเหนือจากนี้ อะไรคือสิ่งที่ถูกอ้างอิงถึงโดยแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของ “ความบริสุทธิ์” ที่ผู้คนนึกคิดในจิตใจของพวกเขา? มันใช่สิ่งที่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจินตนาการหรือตัดสินให้มันเป็นหรือไม่? ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเสียชีวิตขณะที่กำลังปฏิบัติ จากไปในขณะที่พวกเขานั่งหลับอยู่ตรงนั้น บางคนพูดว่าพวกเขาได้กลายเป็นบริสุทธิ์และได้บินสู่สวรรค์ นี่ก็เป็นผลผลิตของการจินตนาการด้วยเช่นกัน แล้วก็มีคนอื่นๆ ที่คิดว่าเทพยดาที่ลอยลงมาจากสวรรค์นั้นบริสุทธิ์ ที่จริงแล้ว มโนทัศน์ของผู้คนเกี่ยวกับคำว่า “บริสุทธิ์” เป็นแค่ความเพ้อฝันและทฤษฎีไร้ค่าไม่จริงใจประเภทหนึ่งเสมอมา โดยที่โดยพื้นฐานแล้วไม่มีเนื้อแท้อันจริงแท้ต่อมันเลย และยิ่งไปกว่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของความบริสุทธิ์เลย แก่นแท้ของความบริสุทธิ์คือความรักที่แท้จริง แต่ที่มากไปกว่านี้คือ มันคือแก่นแท้ของความจริง ความชอบธรรม และความสว่าง คำว่า “บริสุทธิ์” นั้นเหมาะสมเฉพาะเมื่อใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีอะไรในสิ่งทรงสร้างที่คู่ควรจะถูกเรียกว่า “บริสุทธิ์” มนุษย์จะต้องเข้าใจเรื่องนี้ ตั้งแต่นี้ไป พวกเราจะใช้คำว่า “บริสุทธิ์” กับพระเจ้าเท่านั้น การนี้เหมาะสมหรือไม่? (ใช่ เหมาะสม)

ตอนนี้เรามาย้อนกลับไปพูดถึงว่าซาตานใช้วิถีทางใดเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามกันเถิด เราเพิ่งจะพูดถึงวิธีหลากหลายซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์ และซึ่งพวกเจ้าทุกคนสามารถรับประสบการณ์ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเราจะไม่พูดในรายละเอียดมากเกินไป แต่ในหัวใจของพวกเจ้า บางทีมันอาจไม่ชัดเจนว่าซาตานใช้กลเม็ดและกลยุทธ์ใดเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม หรืออย่างน้อยที่สุดเจ้าไม่มีความเข้าใจเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับพวกมัน จะเป็นประโยชน์หรือไม่ที่เราจะพูดถึงการนี้อีกครั้ง? (มี) พวกเจ้าต้องการเรียนรู้การนี้หรือไม่? บางทีพวกเจ้าบางคนอาจจะถามว่า: “ทำไมจึงพูดถึงซาตานอีก? ชั่วขณะที่ซาตานถูกเอ่ยถึง พวกเรากลับกลายเป็นโกรธ และเมื่อพวกเราได้ยินชื่อของมันพวกเรารู้สึกรำคาญใจไปหมด” ไม่สำคัญว่ามันจะทำให้เจ้าไม่สะดวกใจเพียงใด เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะต้องพูดอย่างตรงๆ และทำให้เข้าใจชัดเจนเพื่อประโยชน์ของความเข้าใจของมนุษย์ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ไม่สามารถหนีรอดจากอิทธิพลของซาตานได้จริง ๆ

เราได้หารือก่อนหน้านี้ถึงห้าวิธีที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ซึ่งรวมถึงเล่ห์เพทุบายของซาตาน วิธีที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามเป็นเพียงชั้นพื้นผิว ที่แฝงร้ายยิ่งกว่าก็คือเล่ห์เพทุบายที่ซ่อนตัวภายใต้พื้นผิวนี้โดยซาตานสัมฤทธิ์เป้าหมายของมันด้วยสิ่งเหล่านี้ อะไรคือเล่ห์เพทุบายเหล่านี้? เอาเลย สรุปออกมา (มันโกง ล่อใจ และบีบบังคับ) ยิ่งเจ้าระบุรายการเล่ห์เพทุบายเหล่านี้มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้นเท่านั้น ดูราวกับว่าเจ้าได้ถูกซาตานทำอันตรายอย่างลึกซึ้งและมีความรู้สึกที่รุนแรงเกี่ยวกับหัวข้อนี้ (มันยังใช้วาทศิลป์ตบตาอีกด้วย มันมีอิทธิพลและครอบงำผู้คนอย่างหนักแน่น) การครอบงำที่หนักแน่น—สิ่งนี้ทิ้งความประทับใจที่ลึกเป็นพิเศษ ผู้คนกลัวการครอบงำที่หนักแน่นของซาตาน ใช่หรือไม่? มีเล่ห์เพทุบายอื่นใดอีกหรือไม่? (มันทำอันตรายต่อผู้คนอย่างรุนแรง ทำการข่มขู่และยื่นข้อเสนอที่ล่อลวง และมันโกหก) การโกหกคือเนื้อแท้ของการกระทำของมัน ซาตานโกหกเพื่อที่มันจะสามารถโกงเจ้าได้ อะไรคือธรรมชาติของการโกหก? การโกหกไม่ใช่อย่างเดียวกับการโกงหรอกหรือ? เป้าหมายของการพูดโกหกในข้อเท็จจริงแล้วก็คือเพื่อโกงเจ้า มีเล่ห์เพทุบายอื่นใดอีกหรือไม่? จงบอกเล่ห์เพทุบายของซาตานทั้งหมดที่พวกเจ้ารู้จักแก่เรา (มันทดลอง ทำอันตราย ทำให้ตาบอด และหลอกลวง) พวกเจ้าส่วนใหญ่รู้สึกอย่างเดียวกันเกี่ยวกับการหลอกลวงนี้ ใช่หรือไม่? (มันควบคุมมนุษย์ จับมนุษย์ไว้ ข่มขวัญมนุษย์ และกีดกันไม่ให้มนุษย์เชื่อในพระเจ้า) เรารู้ความหมายโดยรวมของสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเจ้ากำลังบอกเรา และนี่เป็นเรื่องที่ดี พวกเจ้าทั้งหมดรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นตอนนี้เรามาทำการสรุปถึงเล่ห์เพทุบายเหล่านี้กันเถิด

มีเล่ห์เพทุบายหลักหกอย่างที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

อย่างแรกคือการควบคุมและการบีบบังคับ นั่นคือ ซาตานจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อควบคุมหัวใจของเจ้า “การบีบบังคับ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงการใช้การข่มขู่และยุทธวิธีอันหนักแน่นเพื่อทำให้เจ้าเชื่อฟังมัน ทำให้เจ้าคิดถึงผลสืบเนื่องหากเจ้าไม่เชื่อฟัง เจ้ากลัวและไม่กล้าท้าทายมัน ดังนั้นเจ้าจึงนบนอบต่อมัน

อย่างที่สองคือการโกงและการใช้กลเม็ด “การโกงและการใช้กลเม็ด” นำมาซึ่งอะไร? ซาตานสร้างเรื่องราวและการโกหกบางอย่าง ใช้อุบายลวงเจ้าให้เชื่อในเรื่องเหล่านั้น มันไม่เคยบอกเจ้าว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ แต่มันก็ไม่กล่าวตรงๆ ว่าเจ้าไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยพระเจ้า มันไม่ใช้คำว่า “พระเจ้า” เลย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับใช้สิ่งอื่นๆ เป็นตัวแทน โดยใช้สิ่งนี้เพื่อหลอกลวงเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยพื้นฐาน แน่นอน “การใช้กลเม็ด” นี้รวมถึงแง่มุมต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่ด้านนี้เท่านั้น

อย่างที่สามคือการสั่งสอนที่หนักแน่น ผู้คนถูกสั่งสอนอย่างหนักแน่นด้วยสิ่งใด? การสั่งสอนที่หนักแน่นทำโดยทางเลือกของมนุษย์เองหรือไม่? มันทำด้วยความยินยอมของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ต่อให้เจ้าไม่ยินยอม ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า ซาตานสั่งสอนเจ้า ปลูกฝังเจ้าด้วยการคิดของมัน กฎเกณฑ์ชีวิตของมัน และแก่นแท้ของมัน

อย่างที่สี่คือการข่มขู่และการหลอกล่อ นั่นคือ ซาตานใช้เล่ห์เพทุบายหลากหลายเพื่อทำให้เจ้ายอมรับมัน ติดตามมัน และทำงานปรนนิบัติมัน มันจะทำอะไรก็ตามเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของมัน บางครั้งมันให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยแก่เจ้า โดยตลอดเวลานั้นก็ล่อลวงเจ้าให้กระทำความบาป หากเจ้าไม่ติดตามมัน มันจะทำให้เจ้าทนทุกข์และลงโทษเจ้า และใช้วิธีหลากหลายเพื่อโจมตีและทำให้เจ้าติดบ่วง

อย่างที่ห้าคือการหลอกลวงและความตายด้าน “การหลอกลวงและความตายด้าน” คือเมื่อซาตานเรียบเรียงถ้อยคำที่ฟังดูอ่อนหวานและแนวคิดที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน เพื่อทำให้ดูราวกับว่ามันกำลังนึกถึงสถานการณ์ฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน ถึงชีวิตและอนาคตของพวกเขา เมื่อที่จริงแล้วเป้าหมายเดียวของมันคือการหลอกเจ้า แล้วมันก็ทำให้เจ้าตายด้านเพื่อที่เจ้าจะไม่รู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด เพื่อที่เจ้าจะได้ถูกอุบายหลอกโดยที่ไม่รู้ตัวและดังนั้นจึงมาอยู่ใต้การควบคุมของมัน

อย่างที่หกคือการทำลายร่างกายและจิตใจ ส่วนใดของมนุษย์ที่ซาตานทำลาย? (จิตใจของมนุษย์และการดำรงอยู่ทั้งหมด) ซาตานทำลายจิตใจของเจ้า ทำให้เจ้าไร้พลังที่จะต้านทาน หมายความว่า หัวใจของเจ้าหันไปหาซาตานทีละน้อยๆ โดยไม่คำนึงถึงตัวเจ้าเอง มันปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ในตัวเจ้าทุกวัน ใช้แนวคิดและวัฒนธรรมเหล่านี้ทุกวันเพื่อชักจูงและเตรียมเจ้าให้พร้อม บ่อนทำลายเจตจำนงของเจ้าทีละน้อยๆ เพื่อที่ในท้ายที่สุดเจ้าไม่อยากเป็นคนดีอีกต่อไป เพื่อที่เจ้าไม่ปรารถนาจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เจ้าเรียกว่า “ความชอบธรรม” อีกต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัว เจ้าไม่มีพลังใจที่จะว่ายทวนกระแสอีกต่อไป แต่กลับไหลไปตามมัน “ความวิบัติ” หมายความว่าซาตานทรมานผู้คนมากจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นเงาของตัวเอง ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป นี่คือเวลาที่ซาตานจู่โจม เกาะกุมและกลืนกินพวกเขา

เล่ห์เพทุบายแต่ละอย่างเหล่านี้ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ทำให้มนุษย์ไร้พละกำลังที่จะต้านทาน เล่ห์เพทุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง อะไรก็ตามที่ซาตานทำและเล่ห์เพทุบายใดๆ ที่มันใช้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมได้ สามารถนำเจ้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน และสามารถทำให้เจ้าติดหล่มแห่งความชั่วและความบาป เหล่านี้คือเล่ห์เพทุบายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

เราสามารถกล่าวได้ว่าซาตานนั้นชั่วร้าย แต่เพื่อที่จะยืนยันการนี้ เรายังคงต้องดูว่าผลสืบเนื่องของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานคืออะไร และอุปนิสัยและแก่นแท้ใดที่มันนำมาสู่มนุษย์ พวกเจ้าทั้งหมดรู้บางอย่างเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นจงพูดออกมา ผลสืบเนื่องของการให้ผู้คนเสื่อมทรามของซาตานคืออะไร? พวกเขาแสดงและเปิดเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใด? (ความโอหังและความหยิ่งผยอง ความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจ การโกงและการหลอกลวง ความร้ายกาจและความมุ่งร้าย และการขาดสภาวะความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง) โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ ตอนนี้ ให้บรรดาพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ได้พูดบ้าง (ทันทีที่มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะโอหังและคิดว่าตนเองถูกเสมอ คิดว่าตนสำคัญและทะนงตน ละโมบและเห็นแก่ตัว เรารู้สึกว่าเหล่านี้คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด) (หลังจากที่ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้ว พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาถึงขั้นกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า ต้านทานพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า และพวกเขาสูญเสียมโนธรรมและเหตุผลที่มนุษย์ควรมี) สิ่งที่พวกเจ้าได้พูดมาทั้งหมดนั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างเล็กน้อยบางอย่างก็ตาม พวกเจ้าบางคนเพียงแค่ได้รวมรายละเอียดเล็กน้อยเพิ่มไว้แล้ว เพื่อเป็นการสรุป สิ่งต่างๆ ที่โดดเด่นที่สุดเกี่ยวกับมนุษยชาติที่เสื่อมทรามคือความโอหัง การหลอกลวง ความมุ่งร้าย และความเห็นแก่ตัว อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทั้งหมดได้มองข้ามเรื่องเดียวกัน ผู้คนไม่มีมโนธรรม พวกเขาได้สูญเสียเหตุผลของพวกเขาและไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์—แต่มีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าไม่ได้เอ่ยถึง ซึ่งก็คือ “การทรยศ” ผลสืบเนื่องลำดับสุดท้ายของอุปนิสัยเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์คนใดก็ตาม ทันทีที่พวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามก็คือการทรยศพระเจ้าของพวกเขานั่นเอง ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสอะไรแก่ผู้คนหรือพระองค์ทรงพระราชกิจใดกับพวกเขา พวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่พวกเขารู้ว่าเป็นความจริง นั่นคือ พวกเขาไม่รับรู้พระเจ้าอีกต่อไปและพวกเขาทรยศพระองค์ นี่คือผลสืบเนื่องของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน มันเป็นเช่นเดียวกันสำหรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของมนุษย์ ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม—ความรู้ที่ผู้คนเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ที่พวกเขารู้จัก ความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับความเชื่อเหนือธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม—มีวิธีใดบ้างไหมที่มนุษย์สามารถใช้เพื่อบอกว่าสิ่งใดชอบธรรมและสิ่งใดไม่ชอบธรรม? มีอะไรบ้างไหมที่สามารถช่วยให้มนุษย์รู้ว่าสิ่งใดบริสุทธิ์และสิ่งใดชั่วร้าย? มีมาตรฐานใดบ้างไหมซึ่งใช้ในการวัดสิ่งเหล่านี้? (ไม่มี) ไม่มีมาตรฐานและพื้นฐานที่สามารถช่วยมนุษย์ได้ แม้ว่าผู้คนอาจรู้จักคำว่า “บริสุทธิ์” ก็ไม่มีใครสักคนที่รู้จริงๆ ว่าบริสุทธิ์นั้นคืออะไร ดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานนำมาสู่มนุษย์สามารถช่วยพวกเขาให้รู้จักความจริงได้หรือไม่? พวกมันสามารถช่วยมนุษย์ให้ดำรงชีวิตด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ที่มากขึ้นได้หรือไม่? พวกมันสามารถช่วยมนุษย์ให้ดำรงชีวิตในหนทางที่พวกเขาสามารถนมัสการพระเจ้าได้มากขึ้นได้หรือไม่? (ไม่) เป็นที่ชัดเจนว่าพวกมันไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้นมัสการพระเจ้าหรือเข้าใจความจริงได้ อีกทั้งพวกมันไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รู้ว่าความบริสุทธิ์และความชั่วคืออะไร ในทางกลับกัน มนุษย์กลับกลายเป็นเสื่อมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไถลห่างพระเจ้าไปไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าซาตานชั่วร้าย เมื่อได้ชำแหละคุณสมบัติชั่วร้ายของซานตานมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าได้เห็นองค์ประกอบใดๆ ของความบริสุทธิ์ในซาตานหรือไม่ ไม่ว่าจะในคุณสมบัติของมันหรือในความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับแก่นแท้ของมัน? (ไม่) แน่นอนว่ามากขนาดนั้น ดังนั้นแล้วพวกเจ้าได้เห็นแก่นแท้ของซาตานในแง่มุมใดที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) การแสดงออกใดๆ ของซาตานมีความคล้ายคลึงใดๆ กับพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วตอนนี้เราต้องการถามพวกเจ้าว่า: โดยใช้ถ้อยคำของพวกเจ้าเอง แท้ที่จริงแล้วความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่? ก่อนอื่น คำว่า “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” ที่พูดกันเกี่ยวข้องกับอะไร? ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? หรือถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์ในบางแง่มุม? (ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า) เราต้องระบุฐานที่มั่นคงซึ่งใช้ในการเข้าถึงหัวข้อที่ต้องการของเราอย่างชัดเจน ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า ก่อนอื่น เราได้ใช้ความชั่วของซาตานเป็นสิ่งเน้นแก่นแท้ของพระเจ้า ดังนั้นแล้วเจ้าได้เห็นแก่นแท้ใดๆ ของซาตานในพระเจ้าหรือไม่? แล้วถ้าเป็นแก่นแท้ใดๆ ของมวลมนุษย์ล่ะ? (ไม่ พวกเรายังไม่เห็น พระเจ้าไม่ทรงโอหัง ไม่ทรงเห็นแก่ตัว และไม่ทรงทรยศ และจากการนี้พวกเราได้เห็นแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เปิดเผยออกมา) มีอะไรอื่นเพิ่มเติมอีกไหม? (พระเจ้าไม่ทรงมีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน) สิ่งที่ซาตานมีเป็นด้านลบอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงมีนั้นไม่ใช่อะไรเลยนอกจากด้านบวก เราสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราเสมอ ทรงเฝ้าดูเราและทรงปกป้องเรา ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรายังเล็กมาก มาตลอดชั่วชีวิตของเราและจนถึงปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้สับสนและหลงทาง ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีการโกง พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา และนี่ก็เช่นกันคือแก่นแท้อันจริงแท้ของพระเจ้า) ดีมาก! (เราสามารถเห็นได้ว่าไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดของซาตานในพระเจ้า ไม่มีการตีสองหน้า ไม่มีการอวดตัว ไม่มีสัญญาที่ทำไม่ได้ และไม่มีการหลอกลวง พระเจ้าทรงเป็นเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่มนุษย์สามารถเชื่อได้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ จากพระราชกิจของพระเจ้า พวกเราสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงบอกผู้คนให้ซื่อสัตย์ ทรงมอบปัญญาแก่พวกเขา ทรงทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะความดีจากความชั่วและมีการหยั่งรู้เกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย ในการนี้พวกเราสามารถเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้) พวกเจ้าพูดจบหรือยัง? พวกเจ้าพึงพอใจกับสิ่งที่เราได้พูดไปแล้วหรือไม่? มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้าอย่างแท้จริงมากเพียงใด? และเจ้าจับใจความความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้มากเพียงใด? เรารู้ว่าเจ้าแต่ละคนมีความเข้าใจซึ่งสามารถรับรู้ได้ในระดับหนึ่งในหัวใจของพวกเจ้า เพราะแต่ละคนสามารถรู้สึกได้ถึงพระราชกิจของพระเจ้ากับพวกเขา และพวกเขาได้รับหลายสิ่งหลายอย่างจากพระเจ้า ในระดับที่แตกต่างกันไป: พระคุณและพระพร ความรู้แจ้งและความกระจ่าง และการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และเพราะสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ได้รับความเข้าใจที่เรียบง่ายบางอย่างเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า

แม้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เรากำลังหารือกันอยู่วันนี้อาจดูเหมือนว่าแปลกสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงการนี้ บัดนี้เราได้เริ่มต้นหัวข้อนี้แล้ว และขณะที่เจ้าเดินไปบนถนนข้างหน้าพวกเจ้าจะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น มันกำหนดให้เจ้าค่อยๆ รู้สึกและเข้าใจในระหว่างการผ่านประสบการณ์ของเจ้าเอง สำหรับตอนนี้ ความเข้าใจซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้ของเจ้าเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า ยังคงกำหนดให้ต้องมีช่วงเวลาอันยาวนานที่จะเรียนรู้ ที่จะยืนยัน ที่จะรู้สึก และที่จะผ่านประสบการณ์กับมัน จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะรู้ จากใจกลางหัวใจของเจ้า ว่า “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” หมายถึงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่อง ว่าความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเจ้าจะมารู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่ด่างพร้อยและไม่สามารถตำหนิติเตียนได้ แง่มุมเหล่านี้ของแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่แค่พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อโอ้อวดพระฐานะของพระองค์ แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์เพื่อปฏิบัติกับแต่ละคนและทุกคนด้วยความจริงใจอันสงบเงียบ อีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพระเจ้าไม่ว่างเปล่า และไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีหรือเรื่องของคำสอน และแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่การศึกษาอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นแก่นแท้ของพระเจ้ากลับเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงของการกระทำของพระเจ้าเองและแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่ถูกเปิดเผย มนุษย์ควรรู้จักแก่นแท้นี้และจับใจความได้ เพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัสนั้นมีคุณค่าใหญ่หลวงและมีนัยสำคัญใหญ่หลวงต่อบุคคลทุกๆ คน เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงเอกลักษณ์” ได้อย่างแท้จริง เจ้าจะไม่เพ้อฝันอีกต่อไป โดยคิดว่ามีเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทางนี้ที่เจ้าสามารถเลือกเดิน และเจ้าจะไม่เต็มใจทรยศทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอีกต่อไป เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าโดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเดินข้ามผ่านชีวิตบนเส้นทางแห่งความสว่างที่ชอบธรรมได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้ความหมายของชีวิตได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงและทั้งมีและรู้จักความจริงได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถได้รับชีวิตจากความจริงได้ เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเจ้าให้หลบเลี่ยงความชั่วและปลดปล่อยเจ้าจากอันตรายและการควบคุมของซาตานได้ นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์อีกต่อไป การนี้กำหนดตัดสินโดยแก่นแท้ของพระเจ้า เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ท้ายที่สุดแล้วทรงรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเจ้า ต่อชะตาลิขิตของพวกเจ้าและต่อชีวิตของพวกเจ้า และพระองค์ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งเพื่อเจ้า นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะมีแก่นแท้เฉกเช่นแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดมีความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือนำทางเจ้าได้ นี่คือความสำคัญของแก่นแท้ของพระเจ้าต่อมนุษย์ บางทีพวกเจ้าอาจรู้สึกว่าถ้อยคำที่เราได้กล่าวเหล่านี้อาจช่วยได้เล็กน้อย โดยหลักการ แต่หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ารักความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้มารับประสบการณ์กับวิธีที่ถ้อยคำเหล่านี้จะไม่เพียงเปลี่ยนชะตาลิขิตของเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำเหล่านี้จะนำเจ้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์ เจ้าเข้าใจการนี้ ใช่หรือไม่? ดังนั้นแล้วบัดนี้พวกเจ้ามีความสนใจที่จะรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? (มี) เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเจ้าสนใจ สำหรับวันนี้ เราจะจบหัวข้อการสามัคคีธรรมของเราเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าไว้ตรงนี้

เราอยากจะพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำเมื่อตอนต้นของการร่วมชุมนุมของพวกเราวันนี้ซึ่งทำให้เราประหลาดใจ พวกเจ้าบางคนอาจกำลังบ่มเพาะสำนึกรับรู้แห่งความกตัญญู บางทีเจ้าอาจกำลังรู้สึกสำนึกในบุญคุณ และดังนั้นอารมณ์ของเจ้าจึงนำมาซึ่งการกระทำอันสอดคล้องกัน สิ่งที่เจ้าได้ทำไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการตำหนิติเตียน มันไม่ใช่ทั้งถูกหรือผิด แต่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจอะไรบางอย่าง สิ่งที่เราต้องการให้เจ้าเข้าใจคืออะไร? ก่อนอื่น เราอยากถามพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้าเพิ่งไปทำตอนนี้ มันใช่การหมอบกราบหรือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการหรือไม่? ใครบอกเราได้หรือไม่? (พวกเราเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ) พวกเจ้าเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ ถ้าอย่างนั้นแล้วอะไรคือความหมายของการหมอบกราบ? (นมัสการ) ถ้าอย่างนั้นแล้ว อะไรคือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการ? เราไม่เคยสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการนี้กับพวกเจ้ามาก่อน แต่วันนี้เรารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น พวกเจ้าหมอบกราบในการร่วมชุมนุมตามปกติของเจ้าหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าหมอบกราบเมื่อเจ้ากล่าวคำอธิษฐานของเจ้าหรือไม่? (หมอบกราบ) เมื่อสถานการณ์อำนวย เจ้าหมอบกราบแต่ละครั้งที่เจ้าอธิษฐานหรือไม่? (หมอบกราบ) นั่นก็ดีแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจวันนี้ก็คือว่า พระเจ้าเพียงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนสองประเภทเท่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากพระคัมภีร์หรือความประพฤติและการประพฤติตนของบุคคลฝ่ายจิตวิญญาณใดๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ขณะนี้ เราจะบอกอะไรบางอย่างที่เป็นจริงแก่พวกเจ้า เริ่มแรก การหมอบกราบและการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของบรรดาผู้ที่หมอบกราบด้วยตัวเอง? เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกใครบางคนให้มาหาพระองค์และทรงเรียกบุคคลนี้ให้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อที่พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เขาหมอบกราบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ นี่คือบุคคลประเภทแรก ประเภทที่สองคือการคุกเข่าเพื่อนมัสการของใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว มีเพียงผู้คนสองประเภทนี้เท่านั้น ดังนั้นแล้วพวกเจ้าเป็นคนประเภทไหน? พวกเจ้าสามารถบอกได้หรือไม่? นี่คือความจริง แม้ว่ามันอาจทำร้ายความรู้สึกของเจ้าเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่จะกล่าวเกี่ยวกับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนช่วงระหว่างการอธิษฐาน—นี่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะเมื่อผู้คนอธิษฐานโดยมากแล้วเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ได้อะไรบางอย่าง เป็นการเปิดหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้าและมาอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์กับพระองค์ มันเป็นการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนด้วยหัวใจต่อหัวใจกับพระเจ้า การนมัสการด้วยการคุกเข่าไม่ควรเป็นแค่พิธีรีตอง เราไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิตำเตียนเจ้าสำหรับสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้ เราแค่ต้องการทำให้เป็นที่ชัดเจนต่อพวกเจ้าเพื่อที่เจ้าจะเข้าใจหลักการนี้—เจ้ารู้เรื่องนี้ หรือไม่ใช่? (ใช่ พวกเรารู้) เรากำลังบอกเรื่องนี้กับเจ้าเพื่อที่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นแล้ว ผู้คนมีโอกาสเหมาะที่จะหมอบกราบและคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าบ้างหรือไม่? มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันมีโอกาสนี้ ไม่ช้าก็เร็ววันนั้นจะมาถึง แต่เวลานั้นไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าเห็นหรือไม่? เรื่องนี้ทำให้พวกเจ้าอารมณ์เสียหรือไม่? (ไม่) นั่นก็ดีแล้ว บางทีถ้อยคำเหล่านี้อาจจะสร้างแรงจูงใจหรือดลใจพวกเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถรู้ในหัวใจของพวกเจ้าถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากปัจจุบันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และรู้ว่าความสัมพันธ์ประเภทใดที่มีอยู่ตอนนี้ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ แม้ว่าพวกเราได้พูดถึงและแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมบ้างไปเมื่อไม่นานมานี้ ความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าก็ยังคงไม่เพียงพอเอาเสียเลย มนุษย์ยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกลไปบนถนนแห่งการพยายามที่จะเข้าใจพระเจ้าสายนี้ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของเราที่จะทำให้พวกเจ้าทำการนี้ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเพื่อเร่งรีบจะแสดงความมุ่งมาดปรารถนาหรือความรู้สึกประเภทเหล่านี้ สิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้อาจเผยให้เห็นและแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเจ้า และเราได้รู้สึกถึงพวกมัน ดังนั้นในขณะที่พวกเจ้ากำลังทำมันอยู่ เราแค่ต้องการยืนขึ้นและมอบความปรารถนาดีของเราแก่พวกเจ้า เพราะเราปรารถนาให้พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้น ในทุกๆ ถ้อยคำและทุกๆ การกระทำของเรา เราทำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพวกเจ้า เพื่อนำพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับทุกสรรพสิ่ง พวกเจ้าสามารถจับใจความการนี้ได้ หรือไม่ได้? (ได้) นั่นก็ดีแล้ว แม้ว่าผู้คนมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันหลากหลายของพระเจ้า แง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นและพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ ส่วนใหญ่ของความเข้าใจนี้ไม่ไปไกลเกินกว่าการอ่านพระวจนะบนหน้ากระดาษ หรือการทำความเข้าใจพระวนจะเหล่านั้นในหลักการ หรือแค่การคิดถึงพระวจนะเหล่านั้น สิ่งที่ผู้คนขาดมากที่สุดคือความเข้าใจจริงและความเข้าใจลึกซึ้งที่มาจากประสบการณ์จริง แม้ว่าพระเจ้าทรงใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ให้ตื่น ยังคงมีถนนอันยาวไกลที่จะต้องเดินก่อนที่การนี้จะสำเร็จลุล่วง เราไม่ต้องการเห็นใครก็ตามรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงทิ้งพวกเขาไว้ในความหนาวเย็น ว่าพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาหรือได้หันหลังให้กับพวกเขา ทั้งหมดที่เราต้องการเห็นก็คือทุกคนอยู่บนถนนเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการพยายามเข้าใจพระเจ้า โดยเดินหน้าอย่างหาญกล้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่อันไม่เปลี่ยนแปลง โดยปราศจากความสงสัยเคลือบแคลงหรือภาระใดๆ ไม่สำคัญว่าเจ้าได้กระทำผิดใด ไม่สำคัญว่าเจ้าได้ไถลห่างไปไกลเพียงใด หรือเจ้าได้ล่วงละเมิดอย่างรุนแรงเพียงใด จงอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระหรือสัมภาระส่วนเกินที่เจ้าต้องแบกไปด้วยในการไล่ตามเสาะหาการเข้าใจพระเจ้าของเจ้า จงเดินไปข้างหน้าต่อไป พระเจ้าทรงเก็บความรอดของมนุษย์ไว้ในพระทัยของพระองค์ตลอดเวลา นี่ไม่มีวันเปลี่ยน นี่คือส่วนที่ล้ำค่ามากที่สุดของแก่นแท้ของพระเจ้า ตอนนี้ พวกเจ้ารู้สึกดีขึ้นสักนิดหรือไม่? (ใช่) เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถนำเอาวิธีการที่ถูกต้องไปใช้กับทุกสรรพสิ่งและกับถ้อยคำที่เราได้กล่าวแล้ว เช่นนั้นแล้ว เรามาจบการสามัคคีธรรมนี้ไว้ตรงนี้กันเถิด ลาก่อน ทุกคน! (ลาก่อน!)

11 มกราคม ค.ศ. 2014

ก่อนหน้า:พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5

ถัดไป:พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง