การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 9

พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (3)

ในช่วงเวลานี้ พวกได้พูดถึงหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับการรู้จักพระเจ้า และเมื่อไม่นานมานี้พวกเราได้พูดถึงหัวข้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการนี้ และซึ่งมีความสำคัญใหญ่หลวง อะไรคือหัวข้อนั้น? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) ดูเหมือนว่าประเด็นต่าง ๆ และประเด็นหลักที่เราได้พูดถึงนั้นสร้างความประทับใจที่ชัดเจนต่อทุกคน ครั้งล่าสุดพวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมไม่กี่แง่มุมเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อมวลมนุษย์ รวมถึงเสบียงอาหารหลายประเภทซึ่งจำเป็นสำหรับผู้คนที่จะดำรงชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ ในข้อเท็จจริงนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่จำกัดเพียงแค่การตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของผู้คน และไม่จำกัดเพียงแค่การตระเตรียมเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขา ในทางตรงกันข้าม มันประกอบด้วยการทำงานที่ล้ำลึกและจำเป็นมากมายอันเกี่ยวข้องกับด้านและแง่มุมที่แตกต่างสารพันสำหรับการอยู่รอดของผู้คนและสำหรับชีวิตของมวลมนุษย์ให้เสร็จสมบูรณ์ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกิจการของพระเจ้า กิจการเหล่านี้ของพระเจ้าไม่จำกัดเพียงแค่การทรงตระเตรียมของพระองค์ในเรื่องสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของผู้คนและเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขา—พวกมันมีวงเขตที่กว้างกว่านั้นมาก นอกเหนือจากพระราชกิจสองประเภทนี้แล้ว พระองค์ยังทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมและสภาพเงื่อนไขมากมายสำหรับการอยู่รอดซึ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่จะดำรงชีวิตเช่นกัน นี่คืออีกหัวข้อหนึ่งที่พวกเราจะหารือกันวันนี้ มันยังเกี่ยวข้องกับกิจการของพระเจ้าอีกด้วย หากไม่เช่นนั้นแล้ว การพูดถึงมันในที่นี้ก็คงจะไร้ความหมาย หากผู้คนต้องการรู้จักพระเจ้าแต่พวกเขามีเพียงความเข้าใจตามตัวอักษรเกี่ยวกับ “พระเจ้า” ในฐานะที่เป็นคำ ๆ หนึ่งเท่านั้น หรือต้องการรู้จักแง่มุมสารพัดเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมไม่ใช่ความเข้าใจที่แท้จริง ดังนั้นแล้ว อะไรหรือคือเส้นทางสู่ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า? มันคือการได้มารู้จักพระองค์โดยผ่านทางกิจการของพระองค์ และการได้มารู้จักพระองค์ในแง่มุมมากมายของพระองค์ทั้งหมด ดังนั้นแล้ว พวกเราต้องจัดการสามัคคีธรรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อของกิจการของพระเจ้า ณ เวลาที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น

นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น พวกมันทำหน้าที่และยังคงดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิถีทางที่เป็นระเบียบและโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้น ภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระองค์ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์ มวลมนุษย์ได้อยู่รอดเสมอมา และทุกสรรพสิ่งได้กำลังพัฒนาไปในทางที่เป็นระเบียบตลอดมา ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายธรรมบัญญัติเหล่านี้ได้ การที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถทวีจำนวนขึ้นได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และการที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถอยู่รอดได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์และการบริหารจัดการของพระองค์ กล่าวคือ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมาดำรงอยู่ เจริญเติบโต หายไป และเกิดใหม่อย่างเป็นระเบียบ เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฝนพรำ ๆ นำมาซึ่งความรู้สึกของฤดูกาลอันสดชื่นและทำให้แผ่นดินโลกชุ่มชื้น พื้นดินเริ่มอ่อนนุ่มลง และหญ้าก็ดันตัวพ้นดินขึ้นมาและเริ่มแตกหน่อ ในขณะที่ต้นไม้ทั้งหลายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทั้งหมดนำความมีชีวิตชีวาอันสดชื่นมาสู่แผ่นดินโลก นี่คือสิ่งที่เห็นกันได้เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงกำลังมาดำรงอยู่และเจริญเติบโต สัตว์ทุกชนิดออกมาจากโพรงของพวกมันเพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและเริ่มต้นปีใหม่ สิ่งมีชีวิตทั้งปวงอาบแดดในความร้อนในช่วงระหว่างฤดูร้อนและชื่นชมกับความอบอุ่นซึ่งนำมาโดยฤดูกาล พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว บรรดาต้นไม้ หญ้า และพืชทุกชนิดกำลังเติบโตด้วยความเร็วมาก จนกระทั่งพวกมันผลิดอกและออกผลในที่สุด สิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงพวกมนุษย์ ต่างก็ยุ่งวุ่นวายในช่วงระหว่างฤดูร้อน ในฤดูใบไม้ร่วง ฝนนำมาซึ่งความเย็นฉ่ำของฤดูใบไม้ร่วง และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเริ่มรู้สึกถึงการมาถึงของฤดูกาลเก็บเกี่ยว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงผลิดอกออกผล และพวกมนุษย์ก็เริ่มเก็บเกี่ยวสิ่งต่าง ๆ ทุกชนิดเนื่องจากผลิตกรรมในฤดูใบไม้ร่วงของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะมีอาหารตระเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว ในฤดูหนาว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงค่อย ๆ เริ่มที่จะสงบลงในความเงียบและหยุดพักเมื่ออากาศหนาวกล้ำกรายเข้ามา และผู้คนก็หยุดพักผ่อนในระหว่างฤดูกาลนี้เช่นกัน จากฤดูกาลสู่ฤดูกาล การเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิไปสู่ฤดูร้อนไปสู่ฤดูหนาว—การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นตามกฎที่พระเจ้าทรงบัญญัติ พระองค์ทรงนำทางทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์โดยใช้กฎเหล่านี้และได้ทรงคิดค้นหนทางแห่งชีวิตอันมีสีสันและมั่งคั่งเพื่อมวลมนุษย์ โดยทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดซึ่งมีอุณหภูมิและฤดูกาลอันแตกต่างหลากหลาย ดังนั้น ภายในสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดประเภทนี้ พวกมนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนขึ้นในทางอันเป็นระเบียบแบบแผนได้ พวกมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนกฎเหล่านี้ได้และไม่มีบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตใดสามารถทำลายพวกมันได้ แม้ว่าจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนขึ้น—ทะเลได้กลายเป็นทุ่งหญ้า ในขณะที่ทุ่งหญ้าได้กลายเป็นทะเล—กฎเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป พวกมันดำรงอยู่เพราะพระเจ้าทรงดำรงอยู่ และเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ ด้วยสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนขนาดใหญ่ประเภทนี้ ชีวิตของผู้คนจึงดำเนินไปภายในกฎและกฎเกณฑ์เหล่านี้ ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ถูกฟูมฟักขึ้นมาภายใต้กฎเหล่านี้ และผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อยู่รอดตลอดมาภายใต้พวกมัน ผู้คนได้ชื่นชมกับสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดนี้ตลอดจนได้ชื่นชมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นสำหรับชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้ว่าผู้คนจะรู้สึกว่ากฎประเภทเหล่านี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมองอย่างเหยียดหยามว่าพวกมันเป็นของตาย และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังทรงจัดวางเรียบเรียงกฎเหล่านี้ ว่าพระเจ้ากำลังทรงปกครองกฎเหล่านี้ ไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พระเจ้าทรงเกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้เสมอ พระประสงค์ของพระองค์ในพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้คือการอยู่รอดของมวลมนุษย์ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

พระเจ้าทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับทุกสรรพสิ่งเพื่อที่จะเลี้ยงดูมวลมนุษย์ทั้งปวง

วันนี้ เราจะพูดถึงหัวข้อเกี่ยวกับว่า กฎประเภทเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงนำมาสู่ทุกสรรพสิ่งนั้น เลี้ยงดูมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างไร นี่เป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นพวกเราจึงสามารถแบ่งมันออกเป็นหลายส่วนและหารือเกี่ยวกับพวกมันทีละหัวข้อเพื่อที่จะสามารถวาดเค้าโครงพวกมันสำหรับพวกเจ้าได้อย่างชัดเจน ด้วยหนทางนี้ จะเป็นการง่ายขึ้นที่พวกเจ้าจะจับความเข้าใจและพวกเจ้าจะสามารถค่อย ๆ เข้าใจมันได้

ดังนั้น พวกเรามาเริ่มกันที่ส่วนแรกเถิด เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงวาดอาณาเขตสำหรับภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย เนินเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ บนแผ่นดินโลกมีภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย และเนินเขา ตลอดจนแหล่งน้ำอันหลากหลาย เหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นภูมิประเทศประเภทต่าง ๆ กัน มิใช่หรือ? พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตขึ้นระหว่างภูมิประเทศเหล่านี้ เมื่อพวกเราพูดถึงการวาดอาณาเขต มันหมายความว่าภูเขามีภาพเค้าโครงของพวกมัน ที่ราบมีภาพเค้าโครงของพวกมันเอง ทะเลทรายมีเขตจำกัดที่แน่นอน และเนินเขามีพื้นที่ตายตัว ยังมีปริมาณที่ตายตัวของแหล่งน้ำต่าง ๆ อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย กล่าวคือ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงแบ่งทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนมาก พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาแล้วว่า ภูเขาที่ให้ไว้ลูกใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงเขตของมันคืออะไร พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาอีกด้วยว่า ที่ราบที่ให้ไว้ผืนใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงของมันคืออะไร เมื่อทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาเขตจำกัดของทะเลทรายตลอดจนแนวเขตของเนินเขาและสัดส่วนของพวกมัน และพวกมันถูกกั้นเขตด้วยอะไรอีกด้วย—ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยพระองค์ พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาแนวเขตของแม่น้ำและทะเลสาบในระหว่างกิจการแห่งการทรงสร้างพวกมัน—พวกมันทั้งหมดมีอาณาเขตของพวกมัน ดังนั้นแล้วเมื่อพวกเราพูดคุยเกี่ยวกับ “อาณาเขต” มันหมายถึงอะไร? พวกเราเพิ่งได้พูดคุยกันไปเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองทุกสรรพสิ่งโดยการทรงจัดตั้งกฎสำหรับทุกสรรพสิ่ง กล่าวคือ แนวเขตและอาณาเขตของภูเขาจะไม่ขยายหรือลดลงเพราะการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา พวกมันคงอยู่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นพระเจ้านั่นเองที่เป็นผู้ที่ทรงบงการความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของพวกมัน ในส่วนของพื้นที่ทั้งหลายของที่ราบ แนวเขตของพวกมันคืออะไร พวกมันมีอาณาเขตติดกับอะไร—การนี้ได้ถูกกำหนดโดยพระเจ้า พวกมันมีอาณาเขตของพวกมัน และดังนั้นจึงคงจะเป็นไปไม่ได้ที่เนินดินจะผุดขึ้นจากพื้นดินของที่ราบอย่างไร้แบบแผน ที่ราบไม่สามารถกลายเป็นภูเขาได้ในฉับพลันทันใด—นี่คงจะเป็นไปไม่ได้ นี่คือความหมายของกฎและอาณาเขตที่พวกเราเพิ่งพูดคุยกันไป ในส่วนของทะเลทราย พวกเราจะไม่เอ่ยถึงหน้าที่เฉพาะพิเศษของทะเลทรายหรือภูมิประเทศหรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประเภทอื่นใด ณ ที่นี้ จะเอ่ยถึงเฉพาะอาณาเขตของพวกมันเท่านั้น ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า เขตจำกัดของทะเลทรายจะไม่ขยายเช่นกัน นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงให้กฎของมันแก่มันแล้ว ซึ่งก็คือเขตจำกัดต่าง ๆ ของมัน พื้นที่ของมันมีขนาดใหญ่เพียงใดและหน้าที่ของมันคืออะไร มันมีเขตแดนติดกับอะไร และมันตั้งอยู่ที่ใด—การนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระเจ้า มันจะไม่มีขนาดเกินกว่าเขตจำกัดของมันหรือขยับเคลื่อนจากตำแหน่งของมัน และพื้นที่ของมันจะไม่ขยายโดยพลการ แม้ว่าการไหลของห้วงน้ำต่าง ๆ อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบ จะเป็นไปอย่างมีระเบียบและต่อเนื่องทั้งหมด พวกมันจะไม่มีวันเคลื่อนออกนอกแนวเขตของพวกมันหรือเลยออกไปจากอาณาเขตของพวกมัน พวกมันทั้งหมดไหลไปในทิศทางเดียว ทิศทางซึ่งพวกมันควรจะไหล ในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้นภายใต้กฎแห่งกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ไม่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบใดที่จะแห้งเหือดโดยพลการหรือเปลี่ยนทิศทางหรือปริมาณการไหลของมันโดยพลการอันเนื่องมาจากการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า นั่นจึงกล่าวได้ว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในท่ามกลางมวลมนุษย์นี้มีสถานที่ พื้นที่ และเขตจำกัดของพวกมันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา อาณาเขตของพวกมันได้ถูกตั้งขึ้น และพวกมันไม่สามารถถูกดัดแปลงแก้ไข ทำใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยพลการ “โดยพลการ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าพวกมันจะไม่ขยับเคลื่อน ขยาย หรือเปลี่ยนแปลงรูปทรงดั้งเดิมของพวกมันอย่างไร้แบบแผนเนื่องจากสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือความเร็วในการหมุนของแผ่นดินโลก ตัวอย่างเช่น ภูเขาลูกหนึ่งมีความสูงที่ระดับหนึ่ง ฐานของมันมีพื้นที่ปริมาณหนึ่ง มันมีระดับความสูงที่ระดับหนึ่ง และมันมีพืชพันธุ์ปริมาณหนึ่ง ทั้งหมดนี้ได้ถูกวางแผนและคำนวณโดยพระเจ้าและความสูงหรือพื้นที่ของมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ ในส่วนของที่ราบ มนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ราบ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภูมิอากาศใดที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของพวกมันหรือคุณค่าของการดำรงอยู่ของพวกมัน แม้กระทั่งสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นก็จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยพลการ ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบของทะเลทราย ชนิดของแหล่งแร่ใต้ดิน ปริมาณของทรายที่บรรจุอยู่ในทะเลทรายและสีของมัน ความหนาของทะเลทราย—เหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ เหตุใดหรือที่พวกมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ? เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น พระองค์กำลังทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางอันเป็นระเบียบแบบแผนและดังที่ได้วางแผนการไว้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ทั้งหมดยังคงดำรงอยู่และยังกำลังทำหน้าที่ของพวกมันมาเป็นเวลาหลายพันปีและกระทั่งหลายหมื่นปีด้วยซ้ำหลังจากที่พวกมันได้ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา แม้จะมีบางช่วงเวลาเฉพาะที่ภูเขาไฟระเบิด และช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว และมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดินครั้งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงยอมให้ภูมิประเทศชนิดใดก็ตามสูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันอย่างแน่นอน เป็นเพราะการบริหารจัดการนี้โดยพระเจ้า กฎเกณฑ์และการควบคุมกฎเหล่านี้ของพระองค์เท่านั้น ที่ทั้งหมดนี้—ทั้งหมดนี้ซึ่งมวลมนุษย์ได้เห็นและได้ชื่นชม—จะสามารถอยู่รอดได้บนแผ่นดินโลกในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้นแล้ว เหตุใดเล่า พระเจ้าจึงทรงบริหารจัดการภูมิประเทศอันหลากหลายเหล่านี้ทั้งหมดที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกในหนทางนี้? พระประสงค์ของพระองค์นั้นก็เพื่อที่สิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายทั้งหมดจะมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคง และเพื่อที่พวกเขาจะสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นต่อไปได้ภายในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ทั้งหมด—สิ่งที่เคลื่อนที่ได้และสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ สิ่งที่หายใจโดยผ่านทางจมูกของพวกมันและสิ่งที่ไม่หายใจ—ประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ เฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถเลี้ยงดูพวกมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ และเฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถอำนวยให้พวกมนุษย์อยู่รอดต่อไปได้อย่างสันติสุข รุ่นแล้วรุ่นเล่า

สิ่งที่เราเพิ่งจะพูดถึงนั้นเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้างสักเล็กน้อย ดังนั้น บางทีมันอาจจะดูเหมือนว่าค่อนข้างห่างไกลจากชีวิตของพวกเจ้า แต่เราเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเข้าใจมันได้ ใช่หรือไม่? นั่นจึงกล่าวได้ว่า กฎของพระเจ้าในอำนาจครอบครองของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่งนั้นสำคัญมาก—สำคัญมากจริง ๆ! อะไรคือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงภายใต้กฎเหล่านี้? มันเป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์นั่นเองที่ทุกสรรพสิ่งดำเนินหน้าที่ของพวกมันเองภายในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น ภูเขาเลี้ยงดูป่าและในทางกลับกันป่าก็เลี้ยงดูและปกป้องบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายสารพัดที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในพวกมัน ที่ราบต่าง ๆ เป็นเวทีที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกมนุษย์เพื่อเพาะปลูกพืชผลตลอดจนสำหรับบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายสารพัน พวกมันอำนวยให้มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตบนผืนดินที่ราบเรียบและจัดเตรียมความสะดวกในชีวิตของผู้คน และที่ราบยังมีทุ่งหญ้ารวมอยู่ด้วย—ทิวแถวของทุ่งหญ้าอันมหึมา ทุ่งหญ้าจัดเตรียมพืชคลุมดินสำหรับพื้นของแผ่นดินโลก พวกมันปกป้องดินและเลี้ยงดูบรรดาวัวควาย แกะ และม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า ทะเลทรายก็มีหน้าที่ของมันเองเช่นกัน มันไม่ใช่สถานที่ที่พวกมนุษย์จะดำรงชีวิต บทบาทของมันก็คือทำให้ภูมิอากาศชื้นนั้นแห้งขึ้น การไหลของแม่น้ำและทะเลสาบนำน้ำดื่มมาสู่ผู้คนในหนทางที่สะดวก ที่ใดก็ตามที่พวกมันไหลไป ผู้คนจะมีน้ำไว้ดื่มและความต้องการน้ำของทุกสรรพสิ่งจะได้รับการตอบสนองอย่างสะดวก เหล่านี้คืออาณาเขตที่พระเจ้าทรงวาดขึ้นสำหรับภูมิประเทศอันหลากหลาย

เพราะอาณาเขตเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงวาด ภูมิประเทศอันหลากหลายได้สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสำหรับการอยู่รอด และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ได้ให้ความสะดวกสบายสำหรับบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายหลากหลายชนิดและยังได้ให้พื้นที่ที่จะอยู่รอดแก่พวกมันอีกด้วย จากการนี้อาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายได้ถูกพัฒนาขึ้น นี่คือส่วนที่สองที่พวกเราจะพูดคุยกันเป็นลำดับถัดไป ก่อนอื่น บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายและแมลงทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ที่ไหน? พวกมันดำรงชีวิตอยู่ในป่าและป่าละเมาะหรือไม่? เหล่านี้คือบ้านของพวกมัน ดังนั้นแล้ว นอกเหนือจากการตั้งอาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายแล้ว พระเจ้ายังได้ทรงวาดอาณาเขตและได้ทรงจัดตั้งกฎต่าง ๆ สำหรับบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้าย ปลา แมลงอันหลากหลาย และพืชพรรณทั้งหมดเช่นกัน เพราะความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายและเพราะการดำรงอยู่ของสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกัน บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้าย ปลา แมลงทั้งหลาย และพืชพรรณต่างประเภทกันจึงมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่แตกต่างกัน บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายและแมลงทั้งหลายมีชีวิตท่ามกลางพืชพรรณอันหลากหลาย ปลามีชีวิตอยู่ในน้ำ และพืชพรรณเติบโตบนแผ่นดิน แผ่นดินรวมพื้นที่อันหลากหลาย อาทิ ภูเขา ที่ราบ และเนินเขาเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นแล้ว ทันทีที่บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายมีบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเองแล้ว พวกมันจะไม่ร่อนเร่ไปทั่วไปทุกทิศทุกทาง บ้านของพวกมันคือป่าและภูเขา หากวันหนึ่งบ้านของพวกมันถูกทำลาย ระเบียบนี้ก็คงจะตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ทันทีที่ระเบียบนี้ตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ผลที่ตามมาคืออะไร? ใครเป็นคนแรกที่จะบาดเจ็บ? (มวลมนุษย์) เป็นมวลมนุษย์นั่นเอง ภายในกฎและเขตจำกัดเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้น พวกเจ้าได้เห็นปรากฏการณ์ที่แปลกตาใด ๆ หรือไม่? ตัวอย่างเช่น ช้างที่เร่รอนไปตามทะเลทรายอย่างไร้จุดหมาย เจ้าได้เห็นอะไรเยี่ยงนี้หรือไม่? หากการนี้เกิดขึ้นจริง ๆ มันคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก เพราะช้างนั้นใช้ชีวิตอยู่ในป่า และนั่นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกมัน พวกมันมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองและบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเอง ดังนั้นแล้วเหตุใดพวกมันจึงจะวิ่งพล่านไปทั่วเล่า? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นสิงโตหรือเสือเร่รอนไปตามชายฝั่งมหาสมุทร? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น บ้านของสิงโตและเสือคือป่าและภูเขา มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นสัตว์ในมหาสมุทรอย่างเช่นวาฬหรือปลาฉลามเดินผ่านทะเลทราย? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น วาฬและปลาฉลามมีบ้านของพวกมันอยู่ในมหาสมุทร ในสภาพแวดล้อมของการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีผู้คนที่ใช้ชีวิตเคียงข้างหมีสีน้ำตาลหรือไม่? มีผู้คนที่ถูกล้อมรอบไปด้วยนกยูงหรือนกชนิดอื่น ๆ ภายในหรือภายนอกบ้านของพวกเขาอยู่เสมอหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นนกอินทรีหรือห่านป่าเล่นกับลิง? (ไม่) เหล่านี้ทั้งหมดคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลก เหตุผลที่เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ซึ่งดูเหมือนว่าแปร่งหูมากสำหรับพวกเจ้าก็เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง—ไม่สำคัญว่าพวกมันจะถูกกำหนดตายตัวในสถานที่แห่งหนึ่งหรือไม่ หรือพวกมันสามารถหายใจผ่านจมูกของพวกมันได้หรือไม่—มีกฎสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง นานมาแล้วก่อนที่พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงตระเตรียมบ้านของพวกมันเองและสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองสำหรับพวกมันแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง อาหารของพวกมันเองและบ้านของพวกมันเอง และพวกมันมีสถานที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง สถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิอันเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงจะไม่เร่รอนไปทั่วไปทุกทิศทุกทางหรือบ่อนทำลายการอยู่รอดของมวลมนุษย์หรือส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ดีที่สุดให้แก่มวลมนุษย์ สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตภายในทุกสรรพสิ่งมีอาหารเพื่อการยังชีพของพวกมันเองภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง ด้วยอาหารนั้น พวกมันจึงชอบสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน ในสภาพแวดล้อมประเภทนั้น พวกมันยังคงอยู่รอด ทวีจำนวน และขยับเดินหน้าต่อไปโดยสอดคล้องกับกฎที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งขึ้นสำหรับพวกมัน เพราะกฎชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอย่างกลมเกลียวกับมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกันกับทุกสรรพสิ่งโดยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและได้ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกมัน ในบรรดาพวกมันพระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังได้ทรงตระเตรียมวิธีการที่แตกต่างกันในการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่หนทางเดียวที่จะอยู่รอด และพวกเขาไม่ได้มีแค่สภาพแวดล้อมประเภทเดียวสำหรับการอยู่รอด ก่อนหน้านี้พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารและแหล่งน้ำนานาชนิดสำหรับพวกมนุษย์ ซึ่งจำเป็นขั้นวิกฤติสำหรับการเปิดโอกาสให้ชีวิตของมวลมนุษย์ในเนื้อหนังได้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี ท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะดำรงชีพด้วยธัญพืช ผู้คนมีวิถีทางในการอยู่รอดอันแตกต่างกันเนื่องจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ วิถีทางในการอยู่รอดเหล่านี้ทั้งหมดได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วโดยพระเจ้า ดังนั้นแล้วมิใช่ว่ามนุษย์ทั้งหมดจะทำการเกษตรเป็นหลัก กล่าวคือ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะได้รับอาหารของพวกเขาจากการปลูกพืชผล นี่คือส่วนที่สามที่พวกเราจะพูดคุยกัน: อาณาเขตได้เกิดขึ้นเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลายของมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วพวกมนุษย์มีรูปแบบการใช้ชีวิตชนิดอื่นใดอีกหรือ? ในข้อกำหนดของแหล่งอาหารซึ่งแตกต่างกัน มีผู้คนประเภทอื่นใดอีกหรือ? มีชนิดหลัก ๆ อยู่หลายชนิดเลย

ชนิดแรกคือลีลาชีวิตแบบการล่าสัตว์ ทุกคนรู้ว่านั่นคืออะไร ใช่หรือไม่? พวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้คนสมัยใหม่—เจ้าไม่รู้วิธีล่าสัตว์หรือวิธีถือปืน แหล่งอาหารของพวกเจ้านั้นผลิตจากแผ่นดินโลก ผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์กินอะไร? (สัตว์ที่ล่ามาได้) พวกเขากินนกและสัตว์ร้ายจากป่า “สัตว์ที่ล่ามาได้” เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ บรรดานายพรานไม่คิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ล่ามาได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นอาหาร เป็นเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขา ตัวอย่างเช่น พวกเขาได้กวางมาตัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้กวางตัวนี้มา มันก็เหมือนกับชาวนาที่ได้รับอาหารจากผืนดิน ชาวนาได้รับอาหารจากผืนดิน และเมื่อเขาเห็นอาหารนี้ เขามีความสุขและรู้สึกสบายใจ ครอบครัวจะไม่หิวโดยที่มีธัญพืชให้กิน หัวใจของชาวนาปราศจากความวิตกกังวลและเขารู้สึกพึงพอใจ นายพรานก็รู้สึกสบายใจและพึงพอใจเช่นกันเมื่อมองดูสิ่งที่เขาได้จับมาเพราะเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาหารอีกต่อไป มีอะไรให้กินสำหรับมื้ออาหารถัดไปและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหิวโหย นี่คือใครบางคนที่ล่าสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพ บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าบนภูเขา พวกเขาไม่ทำการเกษตร มันไม่ง่ายที่จะหาที่ดินที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ที่นั่น ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่รอดด้วยสิ่งมีชีวิตอันหลากหลาย เหยื่อหลากหลายประเภท นี่คือรูปแบบการใช้ชีวิตประเภทแรกที่แตกต่างไปจากผู้คนธรรมดาทั่วไป

ชนิดที่สองคือวิถีชีวิตของคนเลี้ยงสัตว์ ผู้คนที่เลี้ยงสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพทำการเกษตรบนที่ดินของพวกเขาไปด้วยหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วพวกเขาทำอะไรกันเล่า? หากใครสักคนในที่นี้เป็นคนมองโกเลียโดยชาติพันธุ์ เจ้าสามารถพูดคุยเกี่ยวกับลีลาการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนของพวกเจ้าสักเล็กน้อยก็ได้ (โดยส่วนใหญ่ พวกเราเลี้ยงวัวควายและแกะเพื่อดำรงชีวิต โดยไม่ได้ทำการเกษตร และในฤดูหนาวพวกเราก็ฆ่าและกินปศุสัตว์ของพวกเรา อาหารหลักของพวกเราคือเนื้อวัวและเนื้อแกะ และพวกเราดื่มชานม แม้ว่าบรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะมีงานมากตลอดทั้งสี่ฤดูกาล พวกเราก็กินอย่างดี พวกเรามีนม ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และเนื้อสัตว์มากมาย) ชาวมองโกเลียกินเนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นหลัก ดื่มนมแกะและนมวัว และขี่วัวควายและม้าในการเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาในทุ่งหญ้าโดยมีสายลมสดชื่นพัดผ่านพวกเขาและแสงแดดอาบไปบนใบหน้าของพวกเขา พวกเขาไม่เผชิญกับความตึงเครียดของชีวิตสมัยใหม่ วันทั้งวัน พวกเขาจับจ้องไปที่ท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลและที่ราบอันเต็มไปด้วยต้นหญ้า ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์มีชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้า และพวกเขาสามารถสืบสานวิถีชีวิตพเนจรของพวกเขาต่อมาเป็นเวลาหลายชั่วคน แม้ว่าชีวิตในทุ่งหญ้าจะเงียบเหงาเล็กน้อย แต่มันยังเป็นชีวิตที่มีความสุขมากเช่นกัน มันหาใช่วิถีชีวิตที่ย่ำแย่ไม่!

ชนิดที่สามคือวิถีชีวิตการทำประมง มนุษยชาติในสัดส่วนเล็กน้อยใช้ชีวิตอยู่ใกล้มหาสมุทรหรือบนเกาะเล็ก ๆ พวกเขามีน้ำล้อมรอบ หันหน้าเข้าหามหาสมุทร ผู้คนเหล่านี้ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ อะไรคือแหล่งอาหารสำหรับบรรดาผู้ที่ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ? นั่นถูกต้องแล้ว แหล่งอาหารของพวกเขารวมปลา อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากทะเลทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ย้อนกลับไปในช่วงวันเวลาที่ฮ่องกงเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนที่ใช้ชีวิตที่นั่นจะทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ พวกเขาไม่ได้ทำการเกษตรบนที่ดิน แต่กลับใช้ทุก ๆ วันในการทำประมง อาหารหลักของพวกเขาประกอบด้วยปลาและผลิตภัณฑ์จากทะเลหลากหลายชนิด พวกเขาจะแลกสิ่งเหล่านี้เป็นข้าว แป้ง และสิ่งจำเป็นพื้นฐานในแต่ละวันเป็นครั้งคราว นี่คือลีลาชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งนำมาใช้โดยผู้คนที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ ด้วยความที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ พวกเขาจึงพึ่งพาน้ำสำหรับอาหารของพวกเขา และหาเลี้ยงชีพจากการทำประมง การทำประมงไม่เพียงให้แหล่งอาหารแก่พวกเท่านั้น แต่ยังให้วิถีทางในการทำมาหากินอีกด้วย

นอกเหนือจากการทำการเกษตรบนที่ดินแล้ว มนุษยชาติดำรงชีวิตโดยส่วนใหญ่ตามวิถีชีวิตสามแบบที่กล่าวถึงข้างต้น อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยมีเพียงกลุ่มผู้คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์ การทำประมง และการล่าสัตว์ และผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตรจำเป็นต้องมีอะไร? สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมีคือที่ดิน พวกเขารุ่นแล้วรุ่นเล่าดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกพืชผลในผืนดิน และไม่ว่าพวกเขาจะปลูกผัก ผลไม้ หรือธัญพืช พวกเขาก็ได้รับอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันจากแผ่นดินโลกนั่นเอง

อะไรคือสภาพเงื่อนไขพื้นฐานที่สนับสนุนลีลาชีวิตมนุษย์อันแตกต่างกันเหล่านี้? ไม่ใช่ว่า มันจำเป็นอย่างแน่นอนที่สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาสามารถอยู่รอดได้นั้นจะต้องได้รับการสงวนรักษาไว้ในระดับพื้นฐานหรอกหรือ? นั่นจึงกล่าวได้ว่า หากบรรดานายพรานจะต้องเสียป่าบนภูเขาหรือบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายไป พวกเขาคงจะไม่มีการทำมาหากินของพวกเขาอีกต่อไป ดังนั้นแล้วหากผู้คนประเภทหนึ่งหรือชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ได้สูญเสียป่าบนภูเขาไป และไม่มีบรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายอีกต่อไป และด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้มีแหล่งสำหรับการทำมาหากินของพวกเขาอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วอนาคตของพวกเขาก็คงจะกลับกลายเป็นไม่แน่นอน พวกเขาสามารถกระทั่งหายไปจากพื้นโลกได้เลย แล้วถ้าเป็นเรื่องของบรรดาผู้ที่เลียงสัตว์เพื่อการการทำมาหากินล่ะ? พวกเขาพึ่งพาอะไร? สิ่งที่พวกเขาพึ่งพาอย่างแท้จริงไม่ใช่ปศุสัตว์ของพวกเขา แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ปศุสัตว์ของพวกเขาสามารถอยู่รอดได้—ทุ่งหญ้า หากไม่มีทุ่งหญ้า บรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะหาหญ้าให้ปศุสัตว์ของพวกเขากินได้ที่ไหน? วัวควายและแกะจะกินอะไร? หากปราศจากปศุสัตว์ กลุ่มชนพเนจรเหล่านี้คงจะไม่มีการทำมาหากิน หากปราศจากแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขา กลุ่มชนเหล่านี้จะไปที่ไหน? มันคงจะกลายเป็นลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไป พวกเขาคงจะไม่มีอนาคต หากไม่มีแหล่งน้ำ และแม่น้ำกับทะเลสาบแห้งเหือดอย่างสมบูรณ์ ปลาเหล่านั้นซึ่งพึ่งพาน้ำเพื่อที่จะมีชีวิตจะยังคงมีอยู่หรือไม่? พวกมันคงจะไม่ ผู้คนเหล่านี้ที่พึ่งพาน้ำและปลาเพื่อการทำมาหากินของพวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไปหรือไม่? เมื่อพวกเขาไม่มีอาหารอีกต่อไป เมื่อพวกเขาไม่มีแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขาอีกต่อไป กลุ่มชนเหล่านี้คงจะไม่สามารถยังคงอยู่รอดต่อไปได้ กล่าวคือ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาติพันธุ์ใดที่ให้ไว้เกิดประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินของพวกเขาหรือการอยู่รอดของพวกเขา เช่นนั้นแล้วชาติพันธุ์นั้นก็คงจะไม่ดำเนินต่อไป และพวกเขาก็สามารถหายไปจากพื้นโลกและกลายเป็นสูญพันธุ์ไปเลย และหากบรรดาผู้ที่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพสูญเสียที่ดินของพวกเขาไป หากพวกเขาไม่สามารถเพาะปลูกพืชพรรณทุกประเภทและได้รับอาหารจากพืชพรรณเหล่านั้น เช่นนั้นแล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? หากปราศจากอาหาร ผู้คนจะไม่อดตายหรอกหรือ? หากผู้คนกำลังจะอดตาย เผ่าพันธุ์มนุษย์เผ่านั้นจะไม่ถูกกวาดล้างหรอกหรือ? ดังนั้นแล้วนี่จึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในการคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมประเภทต่าง ๆ กัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์หนึ่งอย่างเท่านั้นในการธำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศอันแตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตอันแตกต่างกันทั้งหมดภายในพวกมัน—และนั่นก็เป็นไปเพื่อเลี้ยงดูผู้คนทุกประเภท เพื่อเลี้ยงดูผู้คนที่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ซึ่งแตกต่างกัน

หากสิ่งทรงสร้างทั้งหมดสูญเสียกฎของพวกมันไป พวกมันคงจะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป หากกฎแห่งทุกสรรพสิ่งได้สูญหายไป เช่นนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ มนุษยชาติคงจะสูญเสียสภาพแวดล้อมของพวกเขาซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อการอยู่รอดด้วยเช่นกัน หากมนุษยชาติสูญเสียทั้งหมดนั้น พวกเขาคงจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ดังที่พวกเขาได้ทำเรื่อยมา เพื่อเจริญเติบโตและทวีจำนวนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เหตุผลที่มนุษย์ได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงจัดหาสิ่งทรงสร้างทั้งหมดให้แก่พวกเขาเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา เพื่อเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในวิถีทางที่แตกต่างกัน เป็นเพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกันเท่านั้น มนุษย์จึงได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้ ปัจจุบันนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการอยู่รอดอันเป็นคุณและมีกฎธรรมชาติเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในนั้น ผู้คนต่างประเภททั้งหมดของแผ่นดินโลก เผ่าพันธุ์ที่ต่างกันทั้งหมด จึงสามารถอยู่รอดได้ภายในพื้นที่ที่ได้บัญญัติขึ้นของพวกเขาเอง ไม่มีใครสามารถไปเลยจากพื้นที่เหล่านี้หรืออาณาเขตระหว่างพวกมันได้ เพราะเป็นพระเจ้านั่นเองที่ได้ทรงวาดเค้าโครงพวกมันไว้ เหตุใดหรือ พระเจ้าจึงจะทรงวาดเค้าโครงอาณาเขตในหนทางนี้? นี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญใหญ่หลวงสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง—มีความสำคัญใหญ่หลวงอย่างแท้จริง! พระเจ้าได้ทรงวาดเค้าโครงแนวเขตสำหรับสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดและได้ทรงกำหนดวิถีทางแห่งการอยู่รอดสำหรับมนุษย์แต่ละประเภท พระองค์ยังได้ทรงแบ่งผู้คนประเภทต่าง ๆ กันและเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันบนแผ่นดินโลกและได้ทรงตั้งแนวเขตสำหรับพวกเขาเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พวกเราจะหารือกันเป็นลำดับถัดไป

ประการที่สี่ พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน บนแผ่นดินโลกมีผู้คนผิวสีขาว ผู้คนผิวสีดำ ผู้คนผิวสีน้ำตาล และผู้คนผิวสีเหลือง เหล่านี้คือผู้คนต่างชนิดกัน พระเจ้ายังได้ทรงกำหนดวงเขตสำหรับชีวิตของผู้คนต่างชนิดกันเหล่านี้อีกด้วย และผู้คนก็ใช้ชีวิตภายในสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมของพวกเขาสำหรับการอยู่รอดภายใต้การบริหารจัดการของพระเจ้าโดยที่ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงมันเลย ไม่มีใครสามารถก้าวออกนอกการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น พวกเรามาพิจารณาผู้คนผิวขาวกันเถิด อะไรคือแนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่? ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา แนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งผู้คนผิวดำอาศัยอยู่เป็นหลักคือทวีปแอฟริกา และอะไรคือแนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งผู้คนผิวสีน้ำตาลอาศัยอยู่? พวกเขาอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้เป็นหลัก ในประเทศอย่างเช่น ประเทศไทย อินเดีย เมียนมาร์ เวียดนาม และลาว ผู้คนผิวสีเหลืองอาศัยอยู่ในเอเชียเป็นหลัก กล่าวคือ ในประเทศอย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พระเจ้าได้ทรงกระจายเผ่าพันธุ์ประเภทต่าง ๆ กันเหล่านี้ทั้งหมดอย่างเหมาะสม เพื่อที่เผ่าพันธุ์ซึ่งต่างกันเหล่านี้จะได้ถูกกระจายกันไปตามส่วนที่แตกต่างกันของแผ่นดินโลก ในส่วนที่แตกต่างกันของแผ่นดินโลกเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ต่างกันแต่ละเผ่าไว้นานแล้ว ภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมดินที่มีสีสันและองค์ประกอบแตกต่างกันหลากหลายสำหรับพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีขาวไม่เหมือนกับองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีดำ และพวกมันยังแตกต่างจากองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วย เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์นั้นแล้ว พระประสงค์ของพระองค์ในการทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ว่า เมื่อผู้คนประเภทนั้นได้เริ่มที่จะทวีจำนวน และที่จะเพิ่มจำนวน พวกเขาจะสามารถได้รับการกำหนดตายตัวภายในแนวเขตที่แน่นอนได้ ก่อนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ได้ทรงดำริไว้ทั้งหมดแล้ว—พระองค์จะสงวนยุโรปและอเมริกาไว้สำหรับผู้คนผิวขาวเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาและอยู่รอด ดังนั้นตอนที่พระเจ้ากำลังทรงสร้างแผ่นดินโลก พระองค์ได้มีแผนการแล้ว พระองค์ได้มีเป้าหมายและพระประสงค์ในการใส่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงใส่เข้าไปในผืนแผ่นดินนั้น และในการเลี้ยงดูสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูบนผืนแผ่นดินนั้น ตัวอย่างเช่น ภูเขาใด ที่ราบกี่แห่ง แหล่งน้ำกี่แหล่ง นกและสัตว์ร้ายชนิดใด ปลาอะไร และพืชพรรณใดที่จะอยู่บนแผ่นดินนั้น พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมพวกมันทั้งหมดไว้นานมาแล้ว เมื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดให้กับมนุษย์ประเภทหนึ่ง ให้กับเผ่าพันธุ์ที่กำหนดเผ่าพันธุ์หนึ่ง พระเจ้าทรงจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นปัญหามากมายจากทุกมุมของการจำแนกชนิดต่าง ๆ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ องค์ประกอบของดิน สายพันธุ์ของนกและสัตว์ร้ายที่แตกต่างกัน ขนาดของปลาต่างชนิดกัน องค์ประกอบที่รวมกันเป็นตัวปลา ความแตกต่างในคุณภาพของน้ำ ตลอดจนพืชพรรณที่ต่างชนิดกันทั้งหมด…พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมทั้งหมดนั้นนานมาแล้ว สภาพแวดล้อมแบบนั้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างและได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวขาว และนั่นก็เป็นของพวกเขาโดยกำเนิด พวกเจ้าได้เห็นหรือยังว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงคิดพิจารณาในการนั้นอย่างถี่ถ้วนและทรงกระทำการโดยมีแผนการ? (ใช่ พวกเราได้เห็นแล้วว่าการพิจารณาต่าง ๆ ของพระเจ้าสำหรับผู้คนหลากหลายชนิดนั้นรอบคอบมาก สำหรับสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงสร้างสำหรับมนุษย์ประเภทที่แตกต่างกัน นกและสัตว์ร้ายและปลาชนิดใด ภูเขากี่ลูกและที่ราบกี่แห่งที่พระองค์จะทรงตระเตรียม พระองค์ได้ทรงพิจารณาด้วยความรอบคอบและความเที่ยงตรงสูงสุด) ลองดูตัวอย่างของผู้คนผิวสีขาว ผู้คนผิวขาวกินอาหารใดเป็นหลัก? อาหารที่ผู้คนผิวขาวกินนั้นแตกต่างมากจากอาหารที่ผู้คนชาวเอเชียกิน อาหารหลักที่ผู้คนผิวสีขาวกินประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ไข่ นม และสัตว์ปีกเป็นหลัก ธัญพืช เช่น ขนมปังและข้าวเจ้า โดยทั่วไปแล้วเป็นอาหารเสริมที่วางอยู่ที่ด้านข้างของจาน แม้ในยามที่กินสลัดผัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะใส่เนื้ออบหรือไก่สองสามชิ้นไว้ด้วย และแม้ในยามที่กินอาหารที่มีขาวสาลีเป็นหลัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มชีส ไข่ หรือเนื้อสัตว์ นั่นจึงกล่าวได้ว่า อาหารหลักของพวกเขาไม่ได้ประกอบด้วยอาหารที่มีข้าวสาลีหรือข้าวเจ้าเป็นหลัก พวกเขากินเนื้อสัตว์และชีสในปริมาณมาก พวกเขามักดื่มน้ำแข็งเพราะอาหารที่พวกเขากินนั้นมีแคลอรีสูงมาก ดังนั้น ผู้คนผิวสีขาวจึงแข็งแกร่งทรหดเป็นพิเศษ เช่นนั้นเองคือแหล่งกำเนิดของการทำมาหากินของพวกเขาและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกเขาโดยพระเจ้า ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขามีวิถีชีวิตนี้ วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ไม่มีถูกหรือผิดในวิถีชีวิตนี้—มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า และมันเกิดจากสั่งการของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ การที่เผ่าพันธุ์นี้มีวิถีชีวิตนี้และแหล่งที่มาเหล่านี้สำหรับการทำมาหากินของพวกเขาเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และเพราะสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกเขา เจ้าสามารถพูดได้ว่า สภาพแวดล้อมที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวสีขาว และเสบียงอาหารในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับจากสภาพแวดล้อมนั้น มั่งคั่งและล้นเหลือ

พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เช่นกัน ยังมีผู้คนผิวสีดำอีกด้วย—ผู้คนผิวสีดำตั้งรกรากอยู่ที่ไหน? พวกเขาตั้งรกรากอยู่ในแอฟริกากลางและแอฟริกาใต้เป็นหลัก พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมอะไรไว้สำหรับพวกเขาในสภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตประเภทนั้น? ป่าฝนเขตร้อน นกและสัตว์เดรัจฉานทุกการจำแนกชนิด และทั้งทะเลทรายด้วย และพืชพรรณทุกประเภทที่มีชีวิตอยู่เคียงข้างผู้คน พวกมันมีแหล่งที่มาสำหรับน้ำ การหากินของพวกมัน และอาหาร พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับพวกมัน ไม่สำคัญว่าพวกมันจะได้เคยทำอะไรไว้ การอยู่รอดของพวกมันไม่เคยเป็นปัญหาเลย พวกมันก็ยึดครองสถานที่ตั้งที่แน่นอนและพื้นที่ที่แน่นอนในส่วนหนึ่งของแผ่นดินโลกเช่นกัน

ตอนนี้ พวกเรามาพูดถึงผู้คนผิวสีเหลืองกันเถิด ผู้คนผิวสีเหลืองตั้งรกรากอยู่ในทิศตะวันออกของแผ่นดินโลกเป็นหลัก อะไรคือความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของทิศตะวันออกและทิศตะวันตก? ในทิศตะวันออก ผืนดินส่วนใหญ่นั้นอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งไปด้วยวัตถุดิบและแหล่งแร่ กล่าวคือ ทรัพยากรบนดินและใต้ดินทุกการจำแนกชนิดนั้นมีมากมาย และสำหรับผู้คนกลุ่มนี้ สำหรับเผ่าพันธุ์นี้ พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมดิน สภาพอากาศซึ่งสอดรับกัน และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาเช่นกัน แม้ว่ามีความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์นั้นกับสภาพแวดล้อมในทิศตะวันตก อาหารที่จำเป็น การทำมาหากิน และแหล่งที่มาสำหรับการอยู่รอดของผู้คนก็ยังได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าเช่นกัน มันก็แค่สภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากผู้คนผิวสีขาวในทิศตะวันตก แต่อะไรคือหนึ่งสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียกความสนใจจากพวกเจ้า ที่เราจำเป็นต้องบอกพวกเจ้า? จำนวนผู้คนของเผ่าพันธุ์ตะวันออกนั้นค่อนข้างมาก ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงเพิ่มเติมองค์ประกอบจำนวนมากในส่วนนั้นของแผ่นดินโลกที่แตกต่างจากทิศตะวันตก ที่นั่น พระองค์ได้ทรงเพิ่มภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมายและวัตถุดิบอันอุดมทุกชนิด ทรัพยากรธรรมชาติที่นั่นอุดมมาก ภูมิประเทศก็ยังแตกต่างและหลากหลายอีกด้วย เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมหาศาลของเผ่าพันธุ์ตะวันออก สิ่งที่แยกทิศตะวันออกจากทิศตะวันตกก็คือว่าในทิศตะวันออก—ตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ตะวันออกจรดตะวันตก—สภาพอากาศนั้นดีกว่าทิศตะวันตก ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน อุณหภูมิเหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีมากมาย และทิวทัศน์ธรรมชาติและชนิดของภูมิประเทศก็ดีกว่าในทิศตะวันตกมาก เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงทำการนี้? พระเจ้าได้ทรงสร้างความสมดุลที่มีเหตุผลมากระหว่างผู้คนผิวสีขาวและผู้คนผิวสีเหลือง นี่หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าทุกแง่มุมของอาหารของผู้คนผิวสีขาว สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้ และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ถูกจัดหาไว้เพื่อความชื่นชมของพวกเขานั้น ดีกว่าสิ่งที่ผู้คนผิวสีเหลืองสามารถชื่นชมได้มากมายนัก อย่างไรก็ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับเผ่าพันธุ์ใด ๆ พระเจ้าได้ทรงให้สภาพแวดล้อมที่สวยงามกว่าและดีกว่าสำหรับการอยู่รอดแก่ผู้คนผิวสีเหลือง นี่คือความสมดุล ดังนั้นแล้วตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้ว ใช่หรือไม่?

พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้คนประเภทใดควรดำรงชีวิตในส่วนใดของแผ่นดินโลกและมนุษย์ไม่สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้ ช่างเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์จริง ๆ! ต่อให้มีสงครามหรือการรุกล้ำในระหว่างยุคสมัยที่แตกต่างกันหรือในเวลาพิเศษต่าง ๆ สงครามและการรุกล้ำเหล่านี้ไม่สามารถทำลายสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่าได้อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงกำหนดผู้คนเฉพาะชนิดไว้ตายตัวในส่วนที่เฉพาะของแผ่นดินโลกและพวกเขาไม่สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้ ต่อให้ผู้คนมีความทะเยอทะยานบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงหรือขยายดินแดนของพวกเขา หากปราศจากการอนุญาตจากพระเจ้า การนี้ก็จะลำบากยากเย็นมากที่จะสัมฤทธิ์ผล มันจะลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ผู้คนผิวสีขาวต้องการที่จะขยายดินแดนของพวกเขาและพวกเขาได้ยึดประเทศอื่น ๆ บางประเทศเป็นอาณานิคม พวกเยอรมันได้บุกรุกบางประเทศ และสหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งก็ได้ยึดครองอินเดีย ผลสุดท้ายคืออะไร? ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ล้มเหลว พวกเราเห็นอะไรจากความล้มเหลวของพวกเขา? สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ถูกทำลาย ดังนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจได้เห็นแรงส่งยิ่งใหญ่เพียงใดในการแผ่อาณาเขตของสหราชอาณาจักร ผลสุดท้ายในที่สุดก็คือว่าพวกเขายังคงต้องถอนทัพ ทิ้งแผ่นดินนั้นไว้ให้ยังคงเป็นของอินเดีย บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนนั้นยังคงเป็นชาวอินเดีย ไม่ใช่ชาวอังกฤษ เพราะพระเจ้าคงจะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น บางคนในบรรดาผู้ที่ค้นคว้าวิจัยประวัติศาสตร์หรือการเมืองได้ให้บทความวิจัยเกี่ยวกับการนี้เอาไว้ พวกเขาให้เหตุผลสำหรับสาเหตุที่สหราชอาณาจักรล้มเหลว โดยกล่าวว่ามันอาจเป็นเพราะชาติพันธุ์บางชาติพันธุ์ไม่อาจถูกพิชิตได้ หรือมันอาจเป็นเพราะเหตุผลอื่น ๆ ของมนุษย์…เหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลอันแท้จริง เหตุผลอันแท้จริงนั้นเป็นเพราะพระเจ้า—พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น! พระเจ้าได้ทรงยอมให้ชาติพันธุ์หนึ่งดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนหนึ่งและทรงลงหลักปักฐานให้พวกเขาที่นั่น และหากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้พวกเขาเคลื่อนย้ายจากแผ่นดินผืนนั้น พวกเขาจะไม่มีวันสามารถเคลื่อนย้ายได้ หากพระเจ้าทรงแบ่งสรรพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาจะดำรงชีวิตภายในพื้นที่นั้น มวลมนุษย์ไม่สามารถเป็นอิสระหรือสลัดตัวพวกเขาเองให้หลุดพ้นจากพื้นที่ที่กำหนดไว้เหล่านี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่สำคัญว่ากองกำลังของผู้รุกล้ำจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือบรรดาผู้ที่กำลังถูกรุกล้ำจะอ่อนแอเพียงใด ความสำเร็จของผู้รุกรานนั้นท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่พระเจ้าจะทรงตัดสินพระทัย มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระองค์ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ข้างต้นนั้นคือวิธีที่พระเจ้าได้ทรงกระจายเผ่าพันธุ์ที่หลากหลาย พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใดเพื่อกระจายเผ่าพันธุ์? ประการแรก พระองค์ได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ขนาดใหญ่ โดยทรงจัดสรรสถานที่ตั้งอันแตกต่างกันสำหรับผู้คน ซึ่งภายหลังจากนั้น ชนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อยู่รอดในสถานที่ตั้งเหล่านั้น การนี้เป็นที่ลงหลักปักฐาน—พื้นที่ที่นิยามไว้สำหรับการอยู่รอดของพวกเขาได้ถูกลงหลักปักฐาน และชีวิตของพวกเขา สิ่งที่พวกเขากิน สิ่งที่พวกเขาดื่ม การทำมาหากินของพวกเขา—พระเจ้าได้ทรงลงหลักปักฐานทั้งหมดนั้นนานมาแล้ว และเมื่อพระเจ้าทรงกำลังสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงทำการตระเตรียมอันแตกต่างกันสำหรับผู้คนต่างชนิดกัน: มีองค์ประกอบของดินที่แตกต่างกัน สภาพอากาศที่แตกต่างกัน พืชพรรณที่แตกต่างกัน และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน สถานที่ซึ่งแตกต่างกันนั้นถึงกับมีนกและสัตว์ร้ายที่แตกต่างกันด้วยซ้ำ น้ำที่แตกต่างกันมีปลาและผลิตภัณฑ์จากทะเลชนิดพิเศษของพวกมันเอง แม้กระทั่งชนิดของแมลงยังถูกกำหนดพิจารณาโดยพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาบรรดานกกระจอกนั้นแตกต่างจากบรรดานกกระจอกในจีนแผ่นดินใหญ่ สิ่งต่าง ๆ ที่เติบโตบนทวีปอเมริกาทั้งหมดนั้นใหญ่มาก สูงมาก และแข็งแกร่งทรหดมาก รากของต้นไม้ในป่าบนภูเขาทั้งหมดนั้นตื้นมาก แต่พวกมันเติบโตจนสูงมาก พวกมันกระทั่งสามารถไปถึงความสูงที่หนึ่งร้อยเมตรหรือมากกว่านั้น แต่ต้นไม้ในป่าในเอเชียส่วนมากแล้วไม่สูงขนาดนั้น เรามั่นใจว่าพวกเจ้าทั้งหมดเคยได้ยินเกี่ยวกับต้นว่านหางจระเข้ ในญี่ปุ่นพวกมันแคบมากและบางมาก แต่ต้นว่านหางจระเข้ในสหรัฐอเมริกานั้นใหญ่มาก มีความแตกต่างอยู่ตรงนี้ มันคือพืชประเภทเดียวกันโดยมีชื่อเดียวกัน แต่บนทวีปอเมริกานั้นมันเติบโตมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ความแตกต่างในแง่มุมอันหลากหลายเหล่านี้ไม่อาจมองเห็นหรือล่วงรู้โดยผู้คน แต่เมื่อพระเจ้าทรงกำลังสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงวาดเค้าโครงพวกมันและได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ภูมิประเทศที่แตกต่างกัน และสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันสำหรับเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างผู้คนประเภทที่แตกต่างกันและพระองค์ทรงรู้ว่าพวกเขาแต่ละคนต้องการอะไรและลีลาชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร

หลังจากการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้บางอย่างแล้ว ตอนนี้พวกเจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับหัวข้อหลักที่พวกเราเพิ่งจะหารือกันไปหรือไม่? เจ้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังเริ่มที่จะเข้าใจมันหรือไม่? เราเชื่อว่าบัดนี้เจ้าควรรู้คร่าว ๆ ว่าเหตุใดเราจึงได้เลือกที่จะพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ภายในหัวข้อที่กว้างกว่า นั่นใช่กรณีนี้หรือไม่? บางทีเจ้าอาจสามารถพูดคุยสักเล็กน้อยเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าเข้าใจมันมากเพียงใด? (มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกเลี้ยงดูโดยกฎที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้สำหรับทุกสรรพสิ่ง เมื่อพระเจ้าทรงกำลังกำหนดพิจารณากฎเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันโดยมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ลีลาชีวิตที่แตกต่างกัน อาหารที่แตกต่างกัน และสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน นี่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะสามารถลงหลักปักฐานบนแผ่นดินโลกและอยู่รอดได้ จากการนี้เราสามารถเห็นว่าแผนการของพระเจ้าสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์นั้นเที่ยงตรงมาก และเราสามารถเห็นพระปรีชาญาณและการทำให้มีความเพียบพร้อมของพระองค์ และความรักของพระองค์สำหรับพวกเราเหล่ามนุษย์) (กฎและวงเขตที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใด มันทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์) เมื่อมองจากมุมมองของกฎที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าสำหรับการเติบโตของทุกสรรพสิ่ง ในความหลากหลายของมันทั้งหมด มิใช่ว่ามวลมนุษย์ทั้งปวงล้วนได้รับการจัดเตรียมและได้รับการเลี้ยงดูโดยพระเจ้าหรอกหรือ? หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายหรือหากพระเจ้าไม่ได้ทรงสถาปนากฎเหล่านี้ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วไซร้ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? ภายหลังจากที่พวกมนุษย์ได้สูญเสียสภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกเขา พวกเขาจะมีแหล่งอาหารใดหรือไม่? เป็นไปได้ว่าแหล่งอาหารนั้นจะกลายเป็นปัญหา หากผู้คนสูญเสียแหล่งอาหารของพวกเขา กล่าวคือ หากพวกเขาไม่สามารถหาอะไรที่จะกินได้เลย พวกเขาจะสามารถดำเนินต่อไปได้กี่วัน? เป็นไปได้ที่พวกเขาคงจะไม่คงอยู่ได้นานแม้แต่เดือนเดียว และการอยู่รอดจริง ๆ ของพวกเขาก็คงจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นแล้วทุก ๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำสำหรับการอยู่รอดของผู้คน สำหรับการดำรงอยู่ต่อเนื่อง การสืบพันธุ์ และการดำรงชีวิตของพวกเขานั้นสำคัญมาก ทุก ๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและไม่สามารถแยกจากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้ หากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้กลายเป็นปัญหา การบริหารจัดการของพระเจ้าจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าอยู่ร่วมกันกับความรอดของมวลมนุษย์ทั้งปวงผู้ซึ่งพระองค์ทรงเลี้ยงดู ดังนั้นแล้วไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงตระเตรียมการอะไรสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์และพระองค์ทรงทำอะไรสำหรับพวกมนุษย์ การนี้ทั้งหมดจำเป็นสำหรับพระองค์ และมันสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ หากกฎเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาสำหรับทุกสรรพสิ่งถูกพรากจากไป หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายลงหรือถูกขัดขวาง ทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป สภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์สำหรับการอยู่รอดก็คงจะไม่ดำรงอยู่ต่อไป และเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขาก็เช่นกัน และมวลมนุษย์เองก็เช่นกัน ด้วยเหตุผลนี้ การบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับความรอดของมวลมนุษย์ก็คงจะไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้วเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้หารือกัน ทุก ๆ สิ่ง ทุกรายการนั้นเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของทุก ๆ คนอย่างใกล้ชิด พวกเจ้าอาจพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นใหญ่เกินไป มันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่พวกเราสามารถเห็นได้” และบางทีอาจมีผู้คนที่จะพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์” อย่างไรก็ดี จงอย่าลืมว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตโดยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง เจ้าคือผู้หนึ่งท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า สิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้าไม่สามารถถูกแยกจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้ และไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้ การสูญเสียกฎเกณฑ์ของพระองค์และการจัดเตรียมของพระองค์จะหมายความว่า ชีวิตของผู้คน ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน จะหายไป นี่คือความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์ มันไม่สำคัญว่าเจ้าเป็นของเผ่าพันธุ์ใดหรือเจ้าดำรงชีวิตอยู่ในแผ่นดินผืนใด ไม่ว่าจะเป็นในทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออก—เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งไว้สำหรับมวลมนุษย์ และเจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากการเลี้ยงดูและการจัดเตรียมของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงจัดตั้งสำหรับพวกมนุษย์ ไม่สำคัญว่าการทำมาหากินของเจ้าคืออะไร เจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อมีชีวิตอยู่ และเจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อยังชีพของเจ้าในเนื้อหนัง เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ได้ บางคนพูดว่า: “ฉันไม่ใช่เกษตรกร ฉันไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อหาเลี้ยงชีพ ฉันไม่ได้พึ่งพาฟ้าสวรรค์สำหรับอาหารของฉัน ดังนั้นการอยู่รอดของฉันจึงไม่ได้กำลังเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้า ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น” นั่นถูกต้องหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อการดำรงชีวิตของเจ้า แต่เจ้าไม่กินธัญพืชหรอกหรือ? เจ้าไม่กินเนื้อสัตว์และไข่หรอกหรือ? และเจ้าไม่กินผักและผลไม้หรอกหรือ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากิน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เจ้าต้องการ ไม่สามารถแยกจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ และแหล่งที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีนั้นไม่สามารถแยกจากทุกสรรพสิ่งที่สร้างโดยพระเจ้าได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงของพวกมันประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของเจ้า น้ำที่เจ้าดื่ม เสื้อผ้าที่เจ้าสวมใส่ และทุกสรรพสิ่งที่เจ้าใช้—สิ่งใดหรือในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่ได้รับมาจากท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า? บางคนพูดว่า “มีรายการสิ่งของบางรายการที่ไม่ได้รับมาจากสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าเห็นหรือไม่ พลาสติกคือหนึ่งในรายการสิ่งของเหล่านั้น มันเป็นสิ่งของทางเคมี สิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น” นั่นถูกต้องหรือ? พลาสติกจริง ๆ แล้วคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมันเป็นสิ่งของทางเคมี แต่องค์ประกอบดั้งเดิมของพลาสติกมาจากไหนกัน? องค์ประกอบดั้งเดิมนั้นได้รับมาจากวัสดุที่พระเจ้าทรงสร้าง สิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าเห็นและชื่นชม ทุก ๆ สิ่งที่เจ้าใช้ มันทั้งหมดได้รับมาจากสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้าง นั่นจึงกล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งจะเป็นของเผ่าพันธุ์ใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจใช้ชีวิตอยู่ในการทำมาหากินอะไรหรือในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดประเภทใด พวกเขาไม่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ได้ ดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ที่พวกเราได้หารือกันวันนี้ เกี่ยวข้องกับหัวข้อของพวกเราว่าด้วย “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ใช่หรือไม่? สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราได้หารือกันวันนี้อยู่ภายใต้หัวข้อซึ่งใหญ่กว่าหัวข้อนี้หรือไม่? (ใช่) บางทีบางอย่างของสิ่งที่พวกเราได้พูดถึงวันนี้เป็นนามธรรมเล็กน้อยและลำบากยากเย็นที่จะหารือกัน อย่างไรก็ดี เราคิดว่าตอนนี้พวกเจ้าน่าจะมีความเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับมันแล้ว

สองสามครั้งหลังสุดนี้ในการสามัคคีธรรม หัวข้อที่พวกเราได้มีการสามัคคีธรรมกันนั้นมีช่วงค่อนข้างกว้าง และวงเขตของมันก็ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้างสำหรับพวกเจ้าที่จะรับมันเข้าไปทั้งหมด นี่เป็นเพราะหัวข้อเหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้รับการจัดการมาก่อนในความเชื่อในพระเจ้าของผู้คน ผู้คนบางคนได้ยินสิ่งเหล่านี้เป็นความล้ำลึกอย่างหนึ่งและผู้คนบางคนได้ยินพวกมันเป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่ง—มุมมองใดเล่าที่ถูกต้อง? พวกเจ้าได้ยินทั้งหมดนี้จากมุมมองใด? (พวกเราได้เห็นแล้วว่าพระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์ได้อย่างมีระเบียบวิธีเพียงใด และได้เห็นแล้วว่าทุกสรรพสิ่งนั้นมีกฎ และโดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้พวกเราสามารถเข้าใจกิจการของพระเจ้าและการเตรียมการจัดการของพระองค์สำหรับความรอดของมวลมนุษย์มากขึ้น) โดยผ่านทางเวลาเหล่านี้ในการสามัคคีธรรม พวกเจ้าได้เห็นหรือยังว่าวงเขตของการบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับทุกสรรพสิ่งนั้นขยายไปไกลเพียงใด? (เหนือมวลมนุษย์ทั้งปวง เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้นหรือไม่? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของผู้คนชนิดหนึ่งหรือไม่? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์หรือไม่? (ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น) เนื่องจากมันไม่ใช่กรณีนั้น ตามความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า หากพระองค์ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ หรือหากพระองค์ทรงเป็นแค่พระเจ้าของพวกเจ้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น มุมมองนี้ถูกต้องหรือไม่? เนื่องจากพระเจ้าทรงบริหารจัดการและทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ผู้คนจึงควรเห็นกิจการของพระองค์ พระปรีชาญาณของพระองค์ และมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ที่ได้ถูกเผยให้เห็นในการปกครองของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่ง นี้คืออะไรบางอย่างที่ผู้คนต้องรู้ หากเจ้ากล่าวว่าพระเจ้าทรงจัดการทุกสรรพสิ่ง ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง และทรงปกครองมวลมนุษย์ทั้งปวง แต่หากเจ้าไม่มีความเข้าใจในหรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการปกครองของพระองค์เหนือมวลมนุษย์ เจ้าสามารถยอมรับจริง ๆ ได้หรือว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง? ในหัวใจของเจ้า เจ้าอาจคิดว่า “ฉันสามารถทำได้ เพราะฉันเห็นว่าชีวิตของฉันถูกพระเจ้าทรงปกครองโดยทั้งสิ้นทั้งมวล” แต่พระเจ้าทรงเล็กเช่นนั้นจริง ๆ หรือ? ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น! เจ้าเพียงเห็นความรอดของพระเจ้าสำหรับเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ในตัวเจ้าเท่านั้น และจากสิ่งเหล่านี้โดยลำพังนั่นเองที่เจ้าเห็นการปกครองของพระองค์ นั่นเป็นวงเขตที่เล็กเกินไป และมันมีผลกระทบที่เป็นผลร้ายต่อความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าสำหรับความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระเจ้า มันยังจำกัดความรู้อันถ่องแท้ของเจ้าเกี่ยวกับการปกครองของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งอีกด้วย หากเจ้าจำกัดความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่วงเขตของสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำหรับเจ้าและความรอดของพระองค์สำหรับเจ้า เจ้าจะไม่มีวันสามารถระลึกได้ว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง และทรงปกครองมวลมนุษย์ทั้งปวง เมื่อเจ้าล้มเหลวที่จะระลึกได้ถึงทั้งหมดนี้ เจ้าสามารถระลึกได้อย่างแท้จริงหรือไม่ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงปกครองชะตากรรมของเจ้า? ไม่ เจ้าไม่สามารถระลึกได้ ในหัวใจของเจ้า เจ้าจะไม่มีวันสามารถระลึกได้ถึงแง่มุมนั้น—เจ้าจะไม่มีวันสามารถไปถึงระดับความเข้าใจที่สูงเช่นนั้น เจ้าเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพูดคุยอยู่ ใช่ไหม? ที่จริงแล้ว เรารู้ว่าพวกเจ้าสามารถเข้าใจหัวข้อเหล่านี้ เนื้อหานี้ที่เรากำลังพูดถึงได้ถึงระดับใด ดังนั้นแล้วเหตุใดเล่า เราจึงพูดคุยเกี่ยวกับมันต่อไปเรื่อย ๆ? เป็นเพราะหัวข้อเหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ติดตามพระเจ้าทุก ๆ คน บุคคลทุก ๆ คนที่ต้องการที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าจะต้องรู้ซึ้งถึงคุณค่า—มันสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจหัวข้อเหล่านี้ แม้ในขณะนี้เจ้าไม่เข้าใจพวกมัน สักวันหนึ่ง เมื่อชีวิตของเจ้าและประสบการณ์ของเจ้าเกี่ยวกับความจริงไปถึงที่ระดับหนึ่ง เมื่อการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในชีวิตของเจ้าไปถึงที่ระดับหนึ่งและเจ้าบรรลุวุฒิภาวะที่ระดับหนึ่ง เมื่อนั้นเท่านั้นที่หัวข้อเหล่านี้ที่เรากำลังสื่อสารไปยังเจ้าในการสามัคคีธรรมจะตอบสนองและจัดเตรียมให้กับการไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วพระวจนะเหล่านี้จึงเป็นไปเพื่อวางรากฐาน เพื่อตระเตรียมพวกเจ้าสำหรับความเข้าใจในอนาคตของเจ้าที่ว่าพระเจ้าทรงปกครองทุกสรรพสิ่งและสำหรับความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เอง

ไม่ว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้ามากเพียงใดก็ตามในหัวใจของผู้คน นั่นก็เป็นขอบข่ายของพระฐานะที่พระองค์ทรงมีในหัวใจของพวกเขาเช่นกัน ไม่ว่าระดับของความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา นั่นก็คือการที่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักนั้นว่างเปล่าและคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็ว่างเปล่าและคลุมเครือด้วยเช่นกัน หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักถูกจำกัดไว้ที่วงเขตของชีวิตส่วนตัวของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าของเจ้าก็เป็นพระเจ้าที่เล็กมากและไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้เลย ด้วยเหตุนี้ การรู้จักการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การรู้จักความเป็นจริงของพระเจ้าและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ การรู้จักพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง การรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น การรู้จักการกระทำที่พระองค์ได้ทรงสำแดงท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากต่อบุคคลทุก ๆ คนที่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า พวกมันมีผลกระทบโดยตรงต่อการที่ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้หรือไม่ หากเจ้าจำกัดความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่แค่พระวจนะ หากเจ้าจำกัดมันไว้ที่ประสบการณ์เล็กน้อยของเจ้าเอง ไว้ที่สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า หรือคำพยานเล็กน้อยของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรากล่าวว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองอย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่นั้น ทว่ายังสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าในจินตนาการ ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงดำเนินไปท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่กุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงและของทุกสิ่งทุกอย่างในพระหัตถ์ของพระองค์ พระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนในสัดส่วนเล็ก ๆ กล่าวคือ พวกมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบัน กิจการของพระองค์นั้น สำแดงออกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ในการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง และในกฎต่าง ๆ แห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง

หากเจ้าไม่สามารถเห็นหรือระลึกได้ถึงกิจการใด ๆ ของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งของการทรงสร้างของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อกิจการใด ๆ ของพระองค์ได้ หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงผู้ที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” องค์เล็ก ๆ ที่เจ้ารู้จัก พระเจ้าองค์นั้นผู้ถูกจำกัดไว้ที่แนวคิดของเจ้าเองและดำรงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตอันคับแคบของจิตใจของเจ้าเท่านั้น หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงพระเจ้าประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่มีวันทรงสรรเสริญความเชื่อของเจ้า ตอนที่เจ้าเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้นเฉพาะในแง่ของวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า วิธีการที่เจ้ายอมรับการบ่มวินัยของพระเจ้าและการตีสอนของพระองค์ และวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระพรของพระองค์ในการเป็นพยานของเจ้าสำหรับพระองค์แล้วไซร้ นั่นก็ห่างไกลจากคำว่าพอและไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับการทำให้พระองค์พึงพอพระทัย หากเจ้าต้องการเป็นพยานให้กับพระเจ้าในวิถีทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นพยานให้กับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นจากการกระทำของพระองค์ เจ้าต้องเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ และเห็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง หากเจ้ายอมรับเพียงว่าเสบียงอาหารในแต่ละวันของเจ้าและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของเจ้านั้นมาจากพระเจ้า แต่เจ้ากลับล้มเหลวที่จะเห็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงมองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เป็นการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง และที่ว่า พระองค์กำลังทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยการปกครองทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้ ตอนนี้เจ้าเข้าใจทั้งหมดนี้แล้ว ใช่ไหม? อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการกล่าวทั้งหมดนี้? มันก็เป็นไปก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดว่าการนี้ไม่สำคัญ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่เชื่ออย่างผิด ๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้ที่เราได้พูดถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตส่วนบุคคลของพวกเจ้าเอง และเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่คิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่ความรู้หรือคำสอนชนิดหนึ่ง หากพวกเจ้าฟังสิ่งที่เรากำลังกล่าวด้วยท่าทีประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะไม่ได้รับแม้สักสิ่งเดียว พวกเจ้าจะสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่จะได้รู้จักพระเจ้า เจ้าจะจดจำการนี้หรือไม่? เราคิดว่าเจ้าจะจดจำ

อะไรคือเป้าหมายของเราในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? เป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า การทำให้ผู้คนเข้าใจการกระทำอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า ทันทีที่เจ้าเข้าใจพระเจ้าและเจ้ารู้จักการกระทำของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะรู้จักพระองค์ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจบุคคลหนึ่ง เจ้าจะมาเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่สิ่งที่พวกเขาสวมใส่หรือวิธีที่พวกเขาแต่งกายหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วิธีที่พวกเขาเดินหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วงเขตของความรู้ของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วเจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่งอย่างไร? เจ้าตัดสินใจโดยขึ้นอยู่กับคำพูดและพฤติกรรมของบุคคล ความคิดของพวกเขาและสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาแสดงออกและเปิดเผยเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง นี่คือวิธีที่เจ้าได้มารู้จักบุคคลหนึ่ง วิธีที่เจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน หากเจ้าต้องการที่จะรู้จักพระเจ้า หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจด้านซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ด้านที่เที่ยงแท้ของพระองค์ พวกเจ้าต้องรู้จักพระองค์โดยผ่านทางกิจการของพระองค์และโดยผ่านทางสิ่งอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำ นี่คือวิธีที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่? เราเชื่อว่าเจ้าเข้าใจ

พระเจ้าทรงสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้สภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการอยู่รอดแก่มวลมนุษย์

พระเจ้าทรงสำแดงกิจการของพระองค์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และท่ามกลางทุกสรรพสิ่งพระองค์ทรงปกครองและทรงควบคุมกฎของทุกสรรพสิ่ง พวกเราเพิ่งได้พูดคุยถึงเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองกฎของทุกสรรพสิ่งตลอดจนวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับและทรงเลี้ยงดูมวลมนุษย์ทั้งปวงภายใต้กฎเหล่านั้น นี่คือมุมมองหนึ่งด้าน ถัดไป พวกเรากำลังจะพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองอีกด้านซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เรากำลังพูดถึงวิธีที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่งภายหลังจากที่ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งแล้ว นี่ยังเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้างสำหรับพวกเจ้าอีกด้วย การสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่ง—นี่คืออะไรบางอย่างที่ผู้คนสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้หรือ? ไม่ พวกมนุษย์ไร้ความสามารถในความสำเร็จเช่นนั้น ผู้คนมีความสามารถในการทำลายล้างเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่งได้ พวกเขาไม่สามารถบริหารจัดการพวกมันได้ และสิทธิอำนาจและพลังอำนาจเช่นนั้นอยู่เกินเอื้อมของมวลมนุษย์ พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่มีฤทธานุภาพที่จะทำสิ่งแบบนี้ได้ แต่อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำสิ่งดังกล่าว—มันเป็นไปเพื่ออะไร? นี่ก็เช่นกันที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ ทุก ๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำนั้นจำเป็น—ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์อาจหรือไม่อาจทำ มีสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้และสำคัญยิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำ เพื่อที่พระองค์จะทรงพิทักษ์การอยู่รอดของมวลมนุษย์และให้สภาพแวดล้อมซึ่งเป็นคุณสำหรับการอยู่รอดแก่ผู้คน

จากความหมายตามตัวอักษรของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงสร้างสมดุลให้กับทุกสรรพสิ่ง” ดูเหมือนจะเป็นหัวข้อที่ครอบคลุมมาก ประการแรก มันให้แนวคิดกับผู้คนว่า “การสร้างสมดุลให้กับทุกสรรพสิ่ง” ยังหมายถึงความเป็นเจ้านายของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งอีกด้วย คำว่า “ความสมดุล” นี้หมายความว่าอย่างไร? ประการแรก “ความสมดุล” หมายถึงการไม่เปิดโอกาสให้อะไรบางอย่างออกนอกความสมดุล ทุกคนรู้ว่าตราชั่งคืออะไร เมื่อใช้ตราชั่งเพื่อวัดน้ำหนักอะไรสักอย่าง เจ้าวางรายการสิ่งของนั้นเพื่อที่จะวัดน้ำหนักบนด้านหนึ่งของตราชั่งและวางลูกตุ้มตราชั่งไว้บนอีกด้านหนึ่ง น้ำหนักของวัตถุนั้นคำนวณจากปริมาณน้ำหนักรวมที่จำเป็นต้องใช้เพื่อสร้างสมดุลของตราชั่ง—นั่นเรียกว่า “การสร้างสมดุล” เพื่อที่จะสร้างสมดุลของตราชั่ง น้ำหนักของทั้งสองด้านจะต้องเท่ากัน พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ ต่างชนิดกันไว้มากมาย สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในที่ทางของพวกมัน สิ่งต่าง ๆ ที่เคลื่อนย้ายได้ สิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิต สิ่งต่าง ๆ ที่หายใจ ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่หายใจ มันง่ายดายหรือที่สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะสัมฤทธิ์สัมพันธภาพแห่งการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ของความเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยที่พวกมันทั้งคู่เสริมกำลังซึ่งกันและกันและตรวจสอบซึ่งกันและกัน? แน่นอนว่ามีหลักการภายในทั้งหมดนี้ แต่พวกมันซับซ้อนมาก หรือไม่ใช่? มันไม่ยากสำหรับพระเจ้า แต่สำหรับผู้คนแล้วมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากเรื่องหนึ่งที่จะศึกษา มันเป็นคำที่ธรรมดามากคำหนึ่ง “ความสมดุล” อย่างไรก็ดี หากผู้คนได้ศึกษามัน และหากผู้คนจำเป็นต้องสร้างสมดุลด้วยตัวพวกเขาเองแล้วไซร้ ต่อให้นักวิชาการทุกประเภทกำลังทำงานเกี่ยวกับมัน—นักชีววิทยามนุษย์ นักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักเคมี และแม้แต่นักประวัติศาสตร์—ผลสุดท้ายขั้นสูงสุดของการศึกษาวิจัยนั้นจะเป็นอย่างไร? ผลสุดท้ายของมันคงจะไม่มีอะไรเลย นี่เป็นเพราะการทรงสร้างแห่งทุกสรรพสิ่งของพระเจ้านั้นเหลือเชื่อเกินไป และมวลมนุษย์จะไม่มีวันปลดล็อคความลับของมันได้ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงจัดตั้งหลักการระหว่างพวกมัน ได้ทรงจัดตั้งหนทางที่ต่างกันของการอยู่รอดสำหรับสิ่งยึดเหนี่ยว การประกอบกันขึ้นเป็นองค์บริบูรณ์ และเสบียงอาหารร่วมกัน วิธีการหลากหลายเหล่านี้สลับซับซ้อนมาก และพวกมันไม่ธรรมดาหรือไปในทิศทางเดียวกันอย่างแน่นอน เมื่อผู้คนใช้จิตใจของพวกเขา ความรู้ที่พวกเขาได้รับ และปรากฏการณ์ที่พวกเขาได้สังเกตเพื่อยืนยันหรือศึกษาหลักการเบื้องหลังการควบคุมของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่ง สิ่งเหล่านี้ยากอย่างที่สุดที่จะค้นพบ และมันยังยากมากที่จะสัมฤทธิ์ผลสุดท้ายใด ๆ อีกด้วย มันยากลำบากมากที่ผู้คนจะได้รับผลลัพธ์ใด ๆ มันลำบากยากเย็นมากที่ผู้คนจะคงไว้ซึ่งความสมดุลเมื่อพึ่งพาการคิดและความรู้ของมนุษย์เพื่อปกครองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า นี่เป็นเพราะหากผู้คนไม่รู้จักหลักการแห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พวกเขาก็จะไม่รู้จักวิธีที่จะพิทักษ์ความสมดุลนี้ ดังนั้นแล้ว หากผู้คนได้บริหารจัดการและปกครองทุกสรรพสิ่ง พวกเขาคงจะมีแนวโน้มอย่างมากที่จะทำลายความสมดุลนี้ ทันทีที่ความสมดุลถูกทำลาย สภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์สำหรับการอยู่รอดคงจะถูกทำลาย และเมื่อนั่นได้เกิดขึ้น มันคงจะตามมาด้วยวิกฤติสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ มันคงจะก่อให้เกิดความวิบัติ หากมนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความวิบัติ อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร? ผลลัพธ์สุดท้ายคงยากมากที่จะประเมิน และเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ด้วยความแน่ใจ

ดังนั้นแล้ว พระเจ้าทรงสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่งอย่างไร? ประการแรก มีสถานที่บางแห่งในแผ่นดินโลกที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะตลอดทั้งปี ในขณะที่ในสถานที่อื่น ๆ บางแห่ง ฤดูกาลทั้งสี่เป็นดั่งเช่นฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาวไม่เคยมาเยือน และในสถานที่เยี่ยงนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นแม้แต่น้ำแข็งแผ่นหนึ่งหรือเกล็ดหิมะเกล็ดหนึ่ง ณ ที่นี้ พวกเรากำลังพูดเกี่ยวกับภูมิอากาศที่ใหญ่กว่า และตัวอย่างนี้คือหนึ่งในหนทางต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงใช้ในการสร้างสมดุลของสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่ง หนทางที่สองคือการนี้: เมื่อมองไปที่เทือกเขาหนึ่ง พวกมันถูกปกคลุมด้วยพืชพันธุ์เขียวชอุ่ม โดยมีพืชพรรณทุกประเภทปูพรมอยู่บนผืนดิน และแนวป่าที่หนาทึบมากถึงขั้นที่เจ้าไม่สามารถเห็นได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์เบื้องบนเมื่อเจ้าเดินผ่านพวกมัน แต่เมื่อมองไปที่อีกเทือกเขาหนึ่ง กลับไม่มีแม้กระทั่งใบหญ้าสักใบที่กำลังเติบโต มีแค่ภูเขาที่แห้งแล้งรกรุงรังที่ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า ในรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งสองชนิดนั้นโดยพื้นฐานแล้วคือกองฝุ่นขนาดใหญ่มากที่ซ้อนกันเพื่อก่อรูปเป็นภูเขา แต่ชนิดหนึ่งนั้นปกคลุมไปด้วยป่าที่หนาแน่น ในขณะที่อีกชนิดนั้นไร้ซึ่งการเติบโต โดยไม่มีแม้กระทั่งใบหญ้าสักใบ นี่คือหนทางที่สองที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสมดุลกับสัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่ง หนทางที่สามคือการนี้: เมื่อมองไปทางหนึ่ง เจ้าอาจเห็นทุ่งหญ้าอันไม่รู้จบ ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่โบกสะบัด เมื่อมองไปอีกทาง เจ้าอาจมองเห็นทะเลทรายไกลสุดลูกหูลูกตา แห้งแล้ง ปราศจากสิ่งมีชีวิตแม้สักสิ่งท่ามกลางทรายที่ส่งเสียงเฟี้ยวฟ้าวด้วยลมพัดพา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแหล่งน้ำใด ๆ หนทางที่สี่คือการนี้: เมื่อมองไปทางหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้ทะเล แหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่ ในขณะที่เมื่อมองไปอีกทาง เจ้าตกที่นั่งลำบากในการค้นหาแม้กระทั่งน้ำจืดจากใต้ดินสักหยด หนทางที่ห้าคือการนี้: ในแผ่นดินตรงนี้ ฝนตกพรำบ่อยและภูมิอากาศก็เต็มไปด้วยหมอกและเปียกชื้น ในขณะที่ในแผ่นดินตรงนั้น ดวงอาทิตย์เกรี้ยวกราดมักจะค้างเติ่งอยู่บนท้องฟ้า และเหตุการณ์ที่ฝนตกลงมาแม้สักหยดหนึ่งนั้นพบไม่บ่อยเลย หนทางที่หกคือการนี้: ในสถานที่แห่งหนึ่งมีที่ราบสูงซึ่งอากาศน้อยและยากที่มนุษย์จะหายใจ ในขณะที่ในสถานที่อีกแห่งมีหนองบึงและบริเวณพื้นที่ลุ่มซึ่งทำหน้าที่เป็นถิ่นอาศัยสำหรับนกอพยพย้ายถิ่นนานาชนิด เหล่านี้คือภูมิอากาศต่างชนิดกัน หรือพวกมันก็คือภูมิอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่สอดรับกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน นั่นจึงกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงสร้างสมดุลของสภาพแวดล้อมพื้นฐานของมวลมนุษย์สำหรับการอยู่รอดในด้านของสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ ตั้งแต่ภูมิอากาศไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันของดินไปจนถึงจำนวนของแหล่งน้ำ ทั้งหมดเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความสมดุลในอากาศ อุณหภูมิ และความชื้นของสภาพแวดล้อมที่ผู้คนอยู่รอดได้ เพราะสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ ผู้คนจึงมีอากาศที่เสถียรคงตัว และอุณหภูมิและความชื้นของฤดูกาลที่แตกต่างกันก็ธำรงอยู่อย่างเสถียรคงตัว นี่อำนวยให้ผู้คนยังคงดำรงชีวิตต่อไปในสภาพแวดล้อมประเภทนั้นเพื่อการอยู่รอดเช่นเดียวกับที่พวกเขามีเสมอมา ก่อนอื่น สภาพแวดล้อมขนาดใหญ่จะต้องมีความสมดุล การนี้ทำไปโดยผ่านทางการใช้สถานที่ตั้งและการก่อรูปทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระหว่างภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ซึ่งอำนวยให้พวกมันจำกัดและตรวจสอบกันและกันเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความสมดุลที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์และที่มวลมนุษย์พึงต้องมี นี่เป็นการพูดจากมุมมองของสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่

ตอนนี้พวกเราจะพูดถึงรายละเอียดที่ประณีตยิ่งขึ้น เช่น พืชพันธุ์ ความสมดุลของพวกมันสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร? กล่าวคือ พืชพันธุ์สามารถถูกทำให้อยู่รอดต่อไปได้ภายในสภาพแวดล้อมที่สมดุลสำหรับการอยู่รอดได้อย่างไร? คำตอบคือ โดยการบริหารจัดการกับช่วงชีวิต อัตราการเติบโต และอัตราการสืบพันธุ์ของพืชพรรณนานาชนิดเพื่อพิทักษ์สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน พวกเราลองมาดูหญ้าต้นเล็กจิ๋วเป็นตัวอย่างกันเถิด—มีการแตกหน่อในฤดูใบไม้ผลิ การผลิดอกสะพรั่งในฤดูร้อน และการออกผลในฤดูใบไม้ร่วง ผลร่วงลงสู่ผืนดินและหญ้าก็ตาย ปีถัดไป เมล็ดจากผลก็แตกหน่อและดำเนินต่อไปตามกฎเดียวกัน ช่วงชีวิตของหญ้านั้นสั้นมาก เมล็ดทุกเมล็ดร่วงลงสู่ผืนดิน งอกราก และแตกหน่อ ผลิดอกและให้ผล และกระบวนทั้งสิ้นทั้งมวลก็ครบบริบูรณ์เพียงภายหลังจากฤดูกาลทั้งสามแล้วเท่านั้น—ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ทุกประเภทก็มีช่วงชีวิตของพวกมันเองและช่วงเวลาที่แตกต่างกันสำหรับการแตกหน่อและการออกผลเช่นกัน ต้นไม้บางต้นตายหลังผ่านไปแค่ 30 ถึง 50 ปี—นี่คือช่วงชีวิตของพวกมัน แต่ผลของพวกมันร่วงลงสู่ผืนดิน ซึ่งจากนั้นก็งอกรากและแตกหน่อ ออกดอก และให้ผล และมีชีวิตไปอีก 30 ถึง 50 ปี นี่คืออัตราการเกิดซ้ำของพวกมัน ต้นไม้แก่ตายลงและต้นไม้หนุ่มเติบโตขึ้น นี่คือเหตุผลที่เจ้าสามารถเห็นต้นไม้เติบโตอยู่ในป่าเสมอ แต่พวกมันยังมีวงจรและกระบวนการเกิดและการตายที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกมันอีกด้วย ต้นไม้บางต้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้เกินหนึ่งพันปี และบางต้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้กระทั่งถึงสามพันปี ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นพืชพรรณประเภทใดหรือช่วงชีวิตของมันจะยาวนานเพียงใด กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พระเจ้าทรงจัดการความสมดุลของมันโดยขึ้นอยู่กับว่ามันมีชีวิตยาวนานเพียงใด ความสามารถในการสืบพันธุ์ของมัน ความเร็วและความถี่ของการสืบพันธุ์ของมัน และจำนวนลูกหลานที่มันผลิต นี่เปิดโอกาสให้พืชพรรณ ตั้งแต่ต้นหญ้าไปจนถึงต้นไม้ สามารถยังคงเจริญเติบโตและเติบใหญ่ต่อไปได้ภายในสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาที่สมดุล ดังนั้นแล้วเมื่อเจ้ามองดูป่าบนแผ่นดินโลก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เติบโตภายในมัน ทั้งต้นหญ้าและต้นไม้ กำลังสืบพันธุ์และเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกฎของพวกมันเอง พวกมันไม่ต้องการแรงงานเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือใด ๆ จากมวลมนุษย์ เป็นเพราะพวกมันมีความสมดุลประเภทนี้เท่านั้นเอง พวกมันจึงสามารถคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองได้ เป็นเพราะพวกมันมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดเท่านั้นเอง ป่าและทุ่งหญ้าของแผ่นดินโลกจึงสามารถยังคงอยู่รอดต่อไปได้บนแผ่นดินโลก การดำรงอยู่ของพวกมันเลี้ยงดูผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดจนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่มีถิ่นอาศัยในป่าและทุ่งหญ้า—บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้าย บรรดาแมลง และจุลินทรีย์ทุกชนิด

พระเจ้ายังทรงควบคุมความสมดุลระหว่างสัตว์ทุกชนิดอีกด้วย พระองค์ทรงควบคุมความสมดุลนี้อย่างไรนะหรือ? มันก็คล้ายกันกับพวกพืชพรรณนั่นเอง—พระองค์ทรงบริหารจัดการความสมดุลของพวกมันและทรงกำหนดพิจารณาจำนวนของพวกมันบนพื้นฐานความสามารถของพวกมันในการสืบพันธุ์ ปริมาณและความถี่ของการสืบพันธุ์ของพวกมัน และบทบาทที่พวกมันมีในโลกของสัตว์ ตัวอย่างเช่น สิงโตกินม้าลาย ดังนั้นแล้วหากจำนวนของสิงโตมีมากเกินกว่าจำนวนของม้าลาย ชะตากรรมของม้าลายจะเป็นอย่างไร? พวกมันคงจะกลายเป็นสูญพันธุ์ และหากม้าลายผลิตลูกหลานน้อยกว่าสิงโตมากเกินไป ชะตากรรมของพวกมันจะเป็นอย่างไร? พวกมันคงจะกลายเป็นสูญพันธุ์เช่นกัน ดังนั้นแล้ว จำนวนของม้าลายจะต้องมากกว่าจำนวนของสิงโตอย่างมาก นี่เป็นเพราะม้าลายไม่เพียงดำรงอยู่เพื่อพวกมันเองเท่านั้น แต่พวกมันดำรงอยู่สำหรับสิงโตอีกด้วย เจ้าสามารถกล่าวในทางนี้ได้เช่นกัน กล่าวคือ ม้าลายทุกตัวเป็นหนึ่งส่วนของม้าลายทั้งหมดทั้งมวล แต่มันยังเป็นอาหารสำหรับปากของสิงโตอีกด้วย ความเร็วของการสืบพันธุ์ของสิงโตไม่มีวันสามารถไปเร็วกว่าความเร็วของการสืบพันธุ์ของม้าลาย ดังนั้นแล้วจำนวนของพวกมันจึงไม่มีวันที่จะมากกว่าจำนวนของม้าลาย ด้วยวิธีนี้เท่านั้นแหล่งอาหารของสิงโตจึงจะสามารถได้รับการรับประกัน และดังนั้นแล้ว แม้ว่าสิงโตจะเป็นศัตรูตามธรรมชาติของม้าลาย ผู้คนก็เห็นสายพันธุ์ทั้งสองพักผ่อนกันตามสบายภายในบริเวณพื้นที่เดียวกันอยู่บ่อย ๆ ม้าลายจะไม่มีวันลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์ไปเพราะสิงโตที่ล่าและกินพวกมัน และสิงโตจะไม่มีวันเพิ่มจำนวนเพราะสถานะ “เจ้าป่า” ของพวกมัน ความสมดุลนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งไว้นานมาแล้ว กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งกฎของความสมดุลระหว่างสัตว์ทั้งหมดเพื่อที่พวกมันจะสามารถสัมฤทธิ์ความสมดุลแบบนี้ และนี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนมักจะได้เห็น สิงโตเป็นศัตรูตามธรรมชาติชนิดเดียวเท่านั้นของม้าลายใช่หรือไม่? ไม่ จระเข้ก็กินม้าลายเช่นกัน ภาพของจระเข้ที่กินม้าลายก็โหดร้ายเช่นกัน ม้าลายนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งอับจนหนทางอย่างมาก พวกมันไม่มีความดุร้ายของสิงโต และเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโต ศัตรูที่น่าเกรงขามนี้ ที่พวกมันสามารถทำได้ก็คือวิ่ง พวกมันไร้พลังแม้แต่จะต้านทาน เมื่อพวกมันไม่สามารถวิ่งหนีสิงโตได้พ้น พวกมันสามารถเพียงเปิดโอกาสให้พวกมันถูกสิงโตกินเท่านั้น นี่สามารถเห็นได้บ่อย ๆ ในโลกของสัตว์ เจ้ามีความรู้สึกและความคิดใดเมื่อพวกเจ้าเห็นเรื่องแบบนี้? เจ้ารู้สึกเสียใจไปกับม้าลายหรือไม่? เจ้ารังเกียจสิงโตหรือไม่? ม้าลายช่างดูสวยงามเหลือเกิน! แต่สิงโต พวกมันกลับมองดูม้าลายอย่างตะกละตะกลามเสมอ และช่างโง่เขลาสิ้นดี ม้าลายไม่วิ่งไปให้ไกล ๆ พวกมันเห็นสิงโตอยู่ตรงนั้นรอคอยพวกมันอยู่ในร่มเงาเย็นฉ่ำใต้ต้นไม้ มันสามารถมากินพวกมันได้ทุกขณะ พวกมันรู้การนี้ในหัวใจของพวกมัน แต่พวกมันก็ยังคงไม่ไปจากผืนดินผืนนั้น นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง สิ่งมหัศจรรย์ซึ่งสำแดงการกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าและกฎเกณฑ์ของพระองค์ เจ้ารู้สึกเสียใจไปกับม้าลายแต่เจ้าไม่สามารถช่วยมันให้รอดได้ และเจ้าก็รังเกียจสิงโตแต่เจ้าไม่สามารถทำลายมันได้ ม้าลายเป็นอาหารที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสำหรับสิงโต แต่ไม่สำคัญว่าสิงโตจะกินกี่ตัว ม้าลายจะไม่ถูกกวาดล้าง จำนวนของลูกหลานที่สิงโตผลิตนั้นน้อยมาก และพวกมันสืบพันธุ์ช้ามาก ดังนั้นแล้วไม่สำคัญว่าพวกมันจะกินม้าลายกี่ตัว จำนวนของพวกมันจะไม่มีวันแซงหน้าจำนวนของม้าลาย มีความสมดุลในการนี้

อะไรคือเป้าหมายของพระเจ้าในการคงไว้ซึ่งความสมดุลแบบนี้? นี่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของผู้คนสำหรับการอยู่รอดตลอดจนการอยู่รอดของมวลมนุษย์ หากม้าลาย หรือเหยื่อที่คล้ายกันใด ๆ ก็ตามของสิงโต—กวางหรือสัตว์อื่น ๆ—สืบพันธุ์ช้าเกินไปและจำนวนของสิงโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีทันใด มนุษย์จะเผชิญกับอันตรายชนิดใด? ประการแรก ไก่ เป็ด ห่าน และสุนัขที่ผู้คนเลี้ยงคงจะกลายเป็นเหยื่อสำหรับสิงโต เพราะพวกมันใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวจะพอให้สิงโตกินหรือไม่? ในบางครอบครัว ผู้คนเลี้ยงสุกรสองตัว หากสิงโตลงมาจากภูเขาและกินพวกมัน มันจะแค่จากไปภายหลังจากที่มันได้กินเสร็จแล้วหรือไม่? มันคงจะคิดว่า “ไม่มีอะไรให้กินในภูเขา ดังนั้นแล้วฉันก็แค่จะอยู่ที่นี่ ที่จริงแล้ว ยังมีมนุษย์สองสามคนอยู่ภายในบ้านหลังนี้” ทันทีที่ผู้คนออกมาจากประตู มันจะตะครุบและกินพวกเขาจนหมด และผู้คนคงจะไร้พลังที่จะต้านทาน นี่จะไม่ใช่สิ่งที่น่าสลดใจหรอกหรือ? สิงโตที่กินม้าลายเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่หากสิงโตได้กินบุคคลหนึ่ง มันคงจะเป็นโศกนาฏกรรมอย่างหนึ่ง โศกนาฏกรรมนี้ไม่ใช่อะไรบางอย่างที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า มันไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์ ยิ่งน้อยไปกว่านั้นก็คืออะไรบางอย่างที่พระองค์ได้ทรงนำมาสู่มวลมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันเป็นอะไรบางอย่างที่ผู้คนนำมาสู่ตัวพวกเขาเอง ดังนั้นก็อย่างที่พระเจ้าทรงเห็นมัน ความสมดุลระหว่างทุกสรรพสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ ไม่ว่ามันจะเป็นพืชพรรณหรือสัตว์ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถสูญเสียความสมดุลอันถูกต้องเหมาะสมของมันได้ พืชพรรณ สัตว์ ภูเขา และทะเลสาบ—พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาตามปกติไว้สำหรับมวลมนุษย์ เฉพาะเมื่อผู้คนมีสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาชนิดนี้แล้วเท่านั้น—ระบบที่สมดุล—การอยู่รอดของพวกเขาจึงจะปลอดภัย หากต้นไม้หรือต้นหญ้ามีความสามารถต่ำที่จะสืบพันธุ์หรือความเร็วของการสืบพันธุ์ของพวกมันช้ามาก ดินจะไม่สูญเสียความชุ่มชื้นของมันหรอกหรือ? หากดินได้สูญเสียความชุ่มชื้นของมัน มันจะยังคงมีสุขภาพดีอยู่หรือ? หากดินได้สูญเสียพืชพันธุ์ของมันและความชุ่มชื้นของมัน มันคงจะเกิดการกัดเซาะเร็วมาก และทรายคงจะก่อรูปขึ้นแทนที่มัน เมื่อดินได้เสื่อมสภาพลง สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของผู้คนคงจะถูกทำลายเช่นกัน ความวิบัติมากมายคงจะควบคู่ไปกับความการทำลายล้างนี้ หากปราศจากความสมดุลทางนิเวศวิทยาแบบนี้ หากปราศจากสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาชนิดนี้ ผู้คนคงจะประสบทุกข์กับความวิบัติต่าง ๆ บ่อย ๆ เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างทุกสรรพสิ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อมีความไม่สมดุลทางสภาพแวดล้อมซึ่งนำไปสู่การทำลายล้างสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาของกบ พวกมันทั้งหมดรวมตัวกัน จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน และผู้คนถึงกับเห็นกบจำนวนมากพากันข้ามถนนในเมืองต่าง ๆ หากกบจำนวนมากได้ยึดครองสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของผู้คน จะเรียกการนั้นว่าอย่างไร? ความวิบัติอย่างหนึ่ง เหตุใดมันจึงถูกเรียกว่าความวิบัติ? สัตว์ขนาดเล็กเหล่านี้ที่เป็นประโยชน์สำหรับมวลมนุษย์มีประโยชน์สำหรับผู้คนเมื่อพวกมันยังคงอยู่ในสถานที่ที่ซึ่งเหมาะสมกับพวกมัน พวกมันสามารถคงไว้ซึ่งความสมดุลของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของผู้คน แต่หากพวกมันกลายเป็นความวิบัติ พวกมันจะส่งผลกระทบต่อความเป็นระเบียบของชีวิตของผู้คน สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดและองค์ประกอบทั้งหมดที่บรรดากบนำติดตัวพวกมันมาบนร่างกายของพวกมันสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพของชีวิตของผู้คนได้ พวกมันถึงขั้นสามารถทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทางกายของผู้คนถูกโจมตีได้—นี่คือหนึ่งในความวิบัติชนิดต่าง ๆ อีกหนึ่งชนิดของความวิบัติ ซึ่งเป็นอะไรบางอย่างที่พวกมนุษย์ได้ผ่านประสบการณ์บ่อย ๆ ก็คือการปรากฏของตั๊กแตนโลคัสท์จำนวนมหาศาล นี่ไม่ใช่ความวิบัติหรอกหรือ? ใช่ มันเป็นความวิบัติอันน่าขวัญผวาจริง ๆ มันไม่สำคัญว่าพวกมนุษย์อาจมีความสามารถเพียงใด—ผู้คนสามารถสร้างเครื่องบิน ปืนใหญ่ และระเบิดปรมาณูได้—เมื่อตั๊กแตนโลคัสท์บุก มวลมนุษย์มีวิธีแก้ไขใดหรือ? พวกเขาสามารถใช้ปืนใหญ่กับพวกมันได้หรือไม่? พวกเขาสามารถยิงพวกมันด้วยปืนกลได้หรือไม่? ไม่ พวกเขาไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาสามารถพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อไล่พวกมันออกไปได้หรือไม่? นั่นก็ไม่ใช่งานง่ายเช่นกัน ตั๊กแตนโลคัสท์ตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นมาเพื่อทำอะไร? พวกมันกินพืชผลและธัญพืชโดยเฉพาะ ที่ใดก็ตามที่ตั๊กแตนโลคัสท์ไป พืชผลถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง ในกาลสมัยของการบุกของตั๊กแตนโลคัสท์ อาหารทั้งหมดที่เกษตรกรพึ่งพาสำหรับตลอดทั้งปีสามารถถูกตั๊กแตนโลคัสท์บริโภคจนหมดสิ้นในชั่วพริบตาเดียว สำหรับพวกมนุษย์ การมาถึงของตั๊กแตนโลคัสท์ไม่ใช่แค่สิ่งที่สร้างความรำคาญเท่านั้น—มันคือความวิบัติอย่างหนึ่ง ดังนั้นแล้ว พวกเรารู้ว่าการปรากฏของตั๊กแตนโลคัสท์จำนวนมากคือความวิบัติชนิดหนึ่ง แต่หากว่าเป็นหนูล่ะ? หากไม่มีพวกนกล่าเหยื่อที่จะกินหนู เช่นนั้นแล้วพวกมันย่อมจะทวีจำนวนอย่างรวดเร็วมาก รวดเร็วมากกว่าที่เจ้าจะสามารถจินตนาการได้ และหากหนูแพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม พวกมนุษย์จะสามารถใช้ชีวิตที่ดีได้หรือไม่? พวกมนุษย์จะเผชิญกับสถานการณ์แบบใด? (โรคระบาด) แต่เจ้าคิดหรือว่าการเกิดโรคระบาดจะเป็นผลที่ตามมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น? หนูจะขบเคี้ยวอะไรก็ได้ และพวกมันจะแทะกระทั่งไม้ หากมีหนูแค่สองตัวในบ้านหนึ่งหลัง พวกมันจะเป็นตัวก่อกวนต่อทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น บางครั้งพวกมันขโมยน้ำมันและกินมัน และบางครั้งพวกมันก็กินขนมปังหรือธัญญาหาร และสิ่งต่าง ๆ ที่พวกมันไม่กินนั้น พวกมันแค่ขบเคี้ยวแล้วเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นเป็นความไม่เป็นระเบียบทั้งสิ้น พวกมันแทะเสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์—พวกมันขบเคี้ยวทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งพวกมันจะปีนขึ้นไปบนชั้นวางจาน—จานเหล่านั้นยังคงสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่หลังจากที่หนูได้ย่ำไปบนจานเหล่านั้นแล้ว? ต่อให้เจ้าฆ่าเชื้อโรคกับจานเหล่านั้นเจ้าก็ยังคงจะไม่รู้สึกสบายใจ ดังนั้นแล้วเจ้าก็แค่โยนจานเหล่านั้นทิ้งไป เหล่านี้คือความรำคาญที่หนูนำมาสู่ผู้คน แม้ว่าหนูจะเป็นสัตว์ขนาดจิ๋ว ผู้คนก็ไม่มีหนทางที่จะจัดการกับพวกมัน และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแค่ต้องทนกับการปล้นสะดมของพวกมัน แค่หนูหนึ่งคู่ก็เพียงพอแล้วที่จะก่อให้เกิดการหยุดชะงัก ไม่ต้องไปพูดถึงโขยงใหญ่ของพวกมัน หากจำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นและพวกมันกลายเป็นความวิบัติ ผลที่ตามมาคงจะไม่อาจจินตนาการได้ แม้กระทั่งสัตว์ขนาดเล็กเท่ามดก็สามารถกลายเป็นความวิบัติได้ หากนั่นจะเกิดขึ้น ความเสียหายที่พวกมันจะทำต่อมวลมนุษย์ไม่สามารถที่จะเพิกเฉยได้เช่นกัน ตัวอย่างของมดที่ขบเคี้ยวบ้านจนถึงจุดที่พวกมันพังครืนลงมาก็มีให้เห็น พละกำลังของพวกมันจะต้องไม่ถูกมองข้าม บางทีเจ้าอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับมดที่กินม้า? กองทัพมดกลุ้มรุมม้าตัวใหญ่เป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่า และทั้งหมดที่เหลือไว้ก็คือโครงกระดูก นั่นไม่ชวนขวัญผวาที่จะจินตนาการหรอกหรือ? และเมื่อคนขี่ม้าได้เห็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น เขาได้หนีไปที่ไหน? มีทะเลสาบใกล้ ๆ ดังนั้นเขาจึงวิ่งไปยังทะเลสาบและว่ายไปยังอีกฝั่ง นั่นคือวิธีที่เขาอยู่รอดได้ แต่สำหรับตลอดชีวิตที่เหลือของเขา เขาไม่สามารถลืมได้เลยว่า มดตัวเล็กจิ๋วเหล่านั้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งมีพละกำลังอันน่าเกรงขามเช่นนั้นได้อย่างไร พวกมันเกือบจะกินเขาแล้ว หากพวกมันไม่ได้กินม้าก่อน พวกมดคงจะได้กินเขาไปแล้วอย่างแน่นอน และมันเป็นเพียงเพราะเขาสามารถวางน้ำไว้ระหว่างพวกมันได้ และพวกมดก็ไม่สามารถทำสะพานได้ทันเวลาที่จะจับเขาได้เท่านั้น เขาจึงไม่ได้ถูกกิน หากน้ำไม่ได้อยู่ที่นั่น ม้าและมนุษย์ก็คงจะได้ถูกกินพร้อมกันแล้ว พละกำลังของพวกมดนั้นไม่สามารถเพิกเฉยได้ มันจะไม่ชวนขวัญผวาหรอกหรือ หากนกชนิดต่าง ๆ สร้างความวิบัติขึ้น? (ใช่) หากจะพูดอีกแบบ เมื่อใดก็ตามที่สัตว์หรือสิ่งมีชีวิต ไม่สำคัญว่าพวกมันจะเป็นชนิดใด สูญเสียความสมดุลของพวกมัน พวกมันจะเติบโต สืบพันธุ์ และดำรงชีวิตภายในวงเขตที่ไม่ปกติ วงเขตที่ผิดปกติ นั่นจะนำมาซึ่งผลสืบเนื่องอันไม่อาจจินตนาการได้ต่อมวลมนุษย์ นั่นจะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดและชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่มันยังจะนำความวิบัติมาสู่มวลมนุษย์อีกด้วย กระทั่งถึงจุดที่ผู้คนทนทุกข์กับชะตากรรมของความสิ้นสลายและการสูญพันธุ์โดยสมบูรณ์

เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการและหนทางทุกการจำแนกชนิดเพื่อสร้างสมดุลของพวกมัน เพื่อสร้างสมดุลของสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของภูเขาและทะเลสาบ ของพืชพรรณและสัตว์ นก และแมลงทุกชนิด เป้าหมายของพระองค์คือการเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ดำรงชีวิตและทวีจำนวนภายใต้กฎที่พระองค์ได้ทรงกำหนดขึ้น ไม่มีสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างใดสามารถออกไปนอกกฎเหล่านี้ และกฎเหล่านี้ไม่สามารถถูกทำลายได้ เฉพาะภายในสภาพแวดล้อมพื้นฐานประเภทนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนได้อย่างปลอดภัย รุ่นแล้วรุ่นเล่า หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างใด ๆ ไปเลยจากปริมาณหรือวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด หรือหากมันเกินอัตราการเติบโต ความถี่ของการสืบพันธุ์ หรือจำนวนที่สั่งการโดยพระองค์ สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะประสบทุกข์กับการทำลายล้างในระดับที่หลากหลาย และในเวลาเดียวกัน การอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะถูกคุกคาม หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างชนิดหนึ่งมีจำนวนมากเกินไป มันจะปล้นอาหารจากผู้คน ทำลายแหล่งน้ำของผู้คน และทำให้ถิ่นฐานของพวกเขาย่อยยับ ด้วยวิธีนั้น การสืบพันธุ์หรือสภาวะของการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะได้รับผลกระทบในทันที ตัวอย่างเช่น น้ำนั้นสำคัญมากสำหรับทุกสรรพสิ่ง หากมีหนู มด ตั๊กแตนโลคัสท์ กบ หรือสัตว์อื่น ๆ ชนิดใดก็ตามมากเกินไป พวกมันจะดื่มน้ำมากขึ้น เมื่อปริมาณน้ำที่พวกมันดื่มเพิ่มขึ้น น้ำดื่มและแหล่งน้ำของผู้คนภายในวงเขตที่ตายตัวของแหล่งน้ำดื่มและพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยน้ำจะลดลง และพวกเขาจะได้รับประสบการณ์การขาดแคลนน้ำ หากน้ำดื่มของผู้คนถูกทำลาย ปนเปื้อน หรือถูกตัดขาดเพราะสัตว์ทุกประเภทได้เพิ่มจำนวนขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดอันโหดร้ายแบบนั้น การอยู่รอดของมวลมนุษย์จะถูกคุกคามอย่างร้ายแรง หากสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทมีจำนวนเกินความเหมาะสมของพวกมัน เช่นนั้นแล้วอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และแม้กระทั่งองค์ประกอบของอากาศภายในพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็จะเป็นพิษและถูกทำลายในระดับที่หลากหลาย ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ การอยู่รอดและชะตากรรมของพวกมนุษย์จะอยู่ภายใต้การคุกคามที่มีต้นเหตุจากปัจจัยทางนิเวศวิทยาเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้นแล้ว หากความสมดุลเหล่านี้สูญเสียไป อากาศที่ผู้คนหายใจจะถูกทำลาย น้ำที่พวกเขาดื่มจะถูกปนเปื้อน และอุณหภูมิที่พวกเขาพึงต้องมีก็จะเปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบในระดับที่หลากหลายเช่นกัน หากนั่นเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เป็นของมวลมนุษย์โดยธรรมชาติจะอยู่ภายใต้ผลกระทบและความท้าทายอันใหญ่หลวง ในฉากเหตุการณ์ประเภทนี้ที่สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกมนุษย์ได้ถูกทำลายลง ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? นี่เป็นปัญหาที่รุนแรงมากปัญหาหนึ่ง! เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างแต่ละสิ่งดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ด้วยเหตุผลใด บทบาทของสิ่งทุกชนิดที่พระองค์ได้ทรงสร้างคืออะไร แต่ละสิ่งมีผลกระทบแบบใดกับมวลมนุษย์ และมันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ถึงระดับใด เพราะในพระทัยของพระเจ้ามีแผนการสำหรับทั้งหมดนี้และพระองค์ทรงบริหารจัดการทุก ๆ แง่มุมของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำจึงสำคัญและจำเป็นมากสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วตั้งแต่นี้ไป เมื่อใดก็ตามที่เจ้าสังเกตปรากฏการณ์ทางนิเวศวิทยาบางอย่างท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า หรือกฎธรรมชาติบางอย่างในขณะนี้ท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าจะไม่สงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นของทุก ๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างอีกต่อไป เจ้าจะไม่ใช้ถ้อยคำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มาตัดสินโดยพลการเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการของทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและหนทางอันหลากหลายของพระองค์ในการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์อีกต่อไป และเจ้าจะไม่มาสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับกฎของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์โดยพลการ นี่ไม่ได้เป็นกรณีนั้นหรอกหรือ?

ทั้งหมดนี้ที่พวกเราเพิ่งจะพูดคุยกันไปคืออะไร? จงคิดถึงมันสักอึดใจ พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ของพระองค์เองในทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำ แม้ว่าเจตนารมณ์ของพระองค์ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สำหรับพวกมนุษย์ มันเกี่ยวข้องกับ การอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างแยกกันไม่ออกและอย่างมีอานุภาพเสมอ มันจะขาดเสียไม่ได้โดยสิ้นเชิง นี่เป็นเพราะพระเจ้าไม่เคยทรงทำสิ่งใดที่หาประโยชน์มิได้ หลักการเบื้องหลังทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นซึมซ่านไปด้วยแผนการของพระองค์และพระปรีชาญาณของพระองค์ เป้าหมายและเจตนารมณ์เบื้องหลังแผนการนั้นเป็นไปเพื่อการปกป้องมวลมนุษย์ เพื่อช่วยมวลมนุษย์ในการหลีกเลี่ยงความวิบัติ การปล้นสะดมของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และอันตรายชนิดใด ๆ ต่อพวกมนุษย์ที่เกิดจากสิ่งใดก็ตามของสิ่งต่าง ๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า ดังนั้นแล้วจะสามารถกล่าวหรือไม่ว่า กิจการของพระเจ้าที่พวกเราได้เห็นภายในหัวข้อนี้ประกอบขึ้นเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์? พวกเราจะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า โดยผ่านทางกิจการเหล่านี้ พระเจ้าทรงกำลังให้อาหารและทรงเป็นผู้เลี้ยงมวลมนุษย์? (ได้) มีสัมพันธภาพอันชัดเจนระหว่างหัวข้อนี้กับแก่นเรื่องของการสามัคคีธรรมของพวกเรา กล่าวคือ “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” หรือไม่? (มี) มีสัมพันธภาพอันชัดเจนมาก และหัวข้อนี้ก็คือหนึ่งแง่มุมของการนั้น ก่อนที่จะพูดถึงหัวข้อเหล่านี้ ผู้คนเพียงมีการจินตนาการอันคลุมเครือบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองและกิจการของพระองค์เท่านั้น—พวกเขาขาดความเข้าใจถ่องแท้ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้คนได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับกิจการของพระองค์และสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำ พวกเขาสามารถเข้าใจและจับใจความหลักการของสิ่งที่พระเจ้าทรงทำได้และพวกเขาสามารถได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพวกมันและมาอยู่ภายในระยะเอื้อมถึงพวกมัน—นี่ไม่ใช่กรณีเช่นนั้นหรอกหรือ? แม้ว่าในพระทัยของพระเจ้าจะมีทฤษฎี หลักการ และกฎเกณฑ์อันซับซ้อนมากทุกประเภทเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตาม เช่นการทรงสร้างและการปกครองทุกสรรพสิ่ง เป็นไปไม่ได้เลยหรือ ที่เจ้าจะได้รับความเข้าใจในหัวใจของเจ้าว่าเหล่านี้คือกิจการของพระเจ้า และว่าพวกมันเป็นจริงอย่างที่จะสามารถเป็นได้ โดยแค่ปล่อยให้พวกเจ้าเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนเดียวของพวกมันในการสามัคคีธรรม? (เป็นไปได้) เช่นนั้นแล้วความเข้าใจในปัจจุบันของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างไร? มันแตกต่างกันในแก่นแท้ของมัน ก่อนหน้านี้ ความเข้าใจของเจ้านั้นตื้นเกินไป คลุมเครือเกินไป แต่บัดนี้ความเข้าใจของเจ้ามีหลักฐานอันเป็นรูปธรรมมากมายที่เข้ากันได้กับกิจการของพระเจ้า เข้ากันได้กับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ดังนั้น ทั้งหมดที่เราได้พูดไปแล้วจึงเป็นวัสดุเพื่อการศึกษาอันมหัศจรรย์สำหรับความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า

นั่นจะเป็นทั้งหมดสำหรับการร่วมชุมนุมของวันนี้ ลาก่อน! ขอให้มีค่ำคืนที่ดี! (ลาก่อน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!)

9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014

ก่อนหน้า:วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและบรรดาผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์ผล