未分类

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3

สิทธิอำนาจของพระเจ้า (2)

วันนี้เราจะมาสานต่อสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อ “พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว” เราได้สามัคคีธรรมกันในหัวข้อนี้ไปแล้วสองคราว คราวแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และคราวที่สองเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า หลังจากที่ได้รับฟังการสามัคคีธรรมทั้งสองคราวนี้แล้ว พวกเจ้าได้รับความเข้าใจใหม่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ พระสถานภาพ และเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือไม่ ? ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้พวกเจ้าสัมฤทธิ์ในความรู้ที่มีสาระและความมั่นใจในการดำรงอยู่ของพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่ ? วันนี้เราวางแผนการที่จะขยายความในหัวข้อ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า”

การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากมุมมองระดับมหัพภาคและจุลภาค

สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ เป็นการแสดงออกอันมีคุณลักษณะเฉพาะและเป็นเนื้อแท้อันพิเศษ อันเป็นพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง อันเป็นสิ่งที่ไม่มีในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้ทรงสร้างใด ๆ นั่นก็คือ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจประเภทนี้ กล่าวคือ มีเพียงพระผู้สร้าง—พระเจ้าพระผู้ทรงเอกลักษณ์—ที่ได้รับการแสดงออกมาในแบบนี้และมีเนื้อแท้นี้ แล้วเช่นนั้น เหตุใดหรือพวกเราจึงควรพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า ? สิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองนั้นมีความแตกต่างจาก “สิทธิอำนาจ” ที่มนุษย์คิดฝันในใจของเขาอย่างไร ? อะไรหรือที่พิเศษเกี่ยวกับมัน ? เหตุใดการพูดคุยเกี่ยวกับมันในที่นี้จึงมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ ? พวกเจ้าแต่ละคนพึงพิจารณาหัวเรื่องนี้โดยรอบคอบเถิด สำหรับผู้คนส่วนใหญ่นั้น “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” คือแนวคิดที่คลุมเครือ เป็นแนวความคิดที่จำเป็นต้องมีความพยายามอย่างใหญ่หลวงที่จะทำความเข้าใจ และการอภิปรายใด ๆ ในเรื่องนี้ก็มีแนวโน้มไปในเชิงนามธรรม ดังนั้น จึงมักจะมีช่องโหว่ระหว่างความรู้ที่มนุษย์สามารถมีได้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากับเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่เสมอ ในการที่จะเชื่อมช่องโหว่นี้ให้ติดกัน ทุกคนต้องค่อย ๆ มาทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ และปรากฏการณ์หลากหลายที่อยู่ภายในการเอื้อมถึงของมนุษย์และภายในความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าใจในชีวิตจริงของพวกเขา แม้วลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” อาจดูยากที่จะหยั่งลึก แต่สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นนามธรรมเสียทั้งหมด พระองค์ทรงปรากฏอยู่กับมนุษย์โดยตลอดทุกนาทีของชีวิตมนุษย์ ทรงนำทางเขาโดยตลอดในทุก ๆ วัน ดังนั้น ในชีวิตจริงแล้ว ทุกตัวบุคคลจำเป็นจะต้องมองเห็นและได้รับประสบการณ์ในแง่มุมที่จับต้องได้มากที่สุดแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า แง่มุมที่จับต้องได้นี้เองที่เป็นข้อพิสูจน์เพียงพอว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีอยู่จริง และมันอำนวยให้คนเราระลึกได้และจับใจความได้อย่างครบถ้วนในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจดังกล่าวอยู่

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และเมื่อได้ทรงสร้างมันแล้ว พระองค์ทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นอกเหนือจากการทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว พระเจ้ายังทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้ หมายความว่าอย่างไร ? เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ว่าอย่างไร ? มันจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างไร ? การเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงทำการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้น สามารถนำไปสู่การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระองค์ได้อย่างไร ? จากวลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” นี้นี่เองที่พวกเราควรมองเห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงควบคุมนั้นหาใช่ส่วนหนึ่งของหมู่ดาวเคราะห์ไม่ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้าง และยิ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมนุษยชน แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จากสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตไปจนถึงสิ่งที่เล็กเป็นจุณ จากสิ่งที่มองเห็นได้ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น จากหมู่ดาวแห่งห้วงจักรวาลไปจนถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก ตลอดจนเหล่าจุลชีพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ นี่คือนิยามอันเที่ยงตรงของ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่พระเจ้าทรง “ทำการควบคุม” กล่าวคือ มันคือวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ขอบข่ายแห่งอธิปไตยและกฎเกณฑ์ของพระองค์

ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในสวรรค์—ได้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรตลอดมาอย่างเป็นปกติภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไร ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาเฉพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดหมุนรอบตัวเองไปกับวงโคจรใด และมันจะหายลับไป หรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินหน้าไปโดยปราศจากความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างพวกมันทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่าง ๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถพรรณนาได้โดยข้อมูลอันเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่พวกมันเดินทางร่วมไป ความเร็วและแบบแผนของวงโคจรของพวกมัน เวลาที่พวกมันไปอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ อันหลากหลาย—ทั้งหมดเหล่านี้สามารถบอกปริมาณได้อย่างเที่ยงตรงและพรรณนาได้โดยกฎพิเศษต่าง ๆ หลายชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินไปตามกฎเหล่านี้โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่าง ๆ ที่ปกครองการเคลื่อนไหวของพวกมัน และข้อมูลอันเที่ยงตรงที่พรรณนาเกี่ยวกับพวกมันนั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง พวกมันดำเนินไปตามกฎเหล่านี้ด้วยตัวเองภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับระดับมหัพภาค ไม่ยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้ แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับแต่โดยดีว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะอย่างไร เหล่ามนุษย์นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และหลักการกับแบบแผนที่บงการการเคลื่อนที่ของพวกมันทั้งหมดนั้นถูกปกครองและควบคุมโดยพลังงานมืดอันมหาศาลที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มนุษย์จำต้องยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีหนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ยังทรงปกครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะอยู่ดี ไม่มีมนุษย์คนใดหรือพละกำลังใดเลยที่สามารถล่วงล้ำอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์จำต้องระลึกว่า กฎต่าง ๆ ที่กำลังปกครองการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยมนุษย์ ไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยใครก็ตาม เขาต้องยอมรับแต่โดยดีอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยอธิปไตยหนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มนุษยชนสามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค

ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาได้ผ่านประสบการณ์มา ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลก รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรือหายไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นมาควบคุมการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณไปด้วยกันกับกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดเลยที่อยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ทีขยับเปลี่ยนและเปลี่ยนไปตามพระดำริแห่งพระองค์ และการขยับเปลี่ยนและการเปลี่ยนไปเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์ของแผนการของพระองค์ ยกตัวเองเช่น การเกิดโรคระบาด พวกมันเริ่มโดยปราศจากการเตือน ไม่มีใครเลยที่รู้จุดกำเนิดของพวกมันและเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดพวกมันจึงเกิดขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่โรคระบาดหนึ่งลามไปถึงบางสถานที่ พวกที่ถูกชี้ชะตากรรมไว้จะไม่สามารถหลีกหนีจากหายนะได้ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจว่าโรคระบาดทั้งหลายเกิดจากการแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายหรือร้ายแรง และความเร็ว ขอบเขต และวิธีแพร่เชื้อของพวกมันนั้นไม่สามารถคาดทำนายหรือควบคุมได้โดยวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ แม้ผู้คนต่อต้านโรคระบาดทั้งหลายในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนใดหรือสัตว์ใดที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อโรคระบาดก่อเริ่มขึ้น สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ก็คือ พยายามป้องกันพวกมัน ต้านทานพวกมัน และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพวกมัน แต่ไม่มีใครรู้เหตุรากเหง้าที่อธิบายการเกิดขึ้นและการสิ้นสุดของโรคระบาดแต่ละโรคใด ๆ เลย และไม่มีใครสามารถควบคุมพวกมันได้ ครั้นได้เผชิญกับการเกิดขึ้นและการแพร่ระบาดของโรคระบาดหนึ่งแล้ว มาตรการแรกที่มนุษย์ใช้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนหนึ่งขึ้นมา แต่บ่อยครั้งที่โรคระบาดวายลงไปเองก่อนที่วัคซีนจะพร้อมใช้ เหตุใดเล่าโรคระบาดเหล่านั้นจึงวายตัวลง ? บ้างก็พูดว่าพวกเชื้อโรคถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ในขณะที่คนอื่น ๆ พากันพูดว่า พวกมันวายลงไปก็เพราะการเปลี่ยนไปของฤดูกาลต่าง ๆ ... ในส่วนของการที่ว่าการคาดเดาไปส่งเดชนี้ฟังขึ้นหรือไม่นั้น วิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถให้คำอธิบายและไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ มนุษยชาติต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับการคาดเดาเหล่านี้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการขาดความเข้าใจและความหวาดกลัวของมนุษยชนที่มีต่อโรคระบาดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ไม่มีใครรู้เลยว่า เหตุใดโรคระบาดต่าง ๆ จึงเริ่มขึ้น หรือว่าเหตุใดพวกมันจึงจบลง ด้วยเหตุที่มนุษยชาติมีความเชื่ออยู่แค่ในวิทยาศาสตร์ วางใจในวิทยาศาสตร์ทั้งหมดทั้งสิ้น และไม่ได้ระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง หรือยอมรับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจึงจะไม่มีวันลุถึงคำตอบเลย

ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่และพินาศไปก็เพราะสิทธิอำนาจแห่งพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ บางสิ่งมาและไปอย่างเงียบเชียบ และมนุษย์ไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันมาจากไหนหรือจับความเข้าใจในแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ นับประสาอะไรที่จะเข้าใจเหตุผลต่าง ๆ ว่าทำไมพวกมันจึงมาและไป แม้ว่ามนุษย์สามารถมองเห็นทั้งหมดที่ผ่านมาท่ามกลางทุกสรรพสิ่งด้วยตาของเขาเอง และได้ยินมันด้วยหูของเขา และสามารถได้รับประสบการณ์กับมันด้วยกายของเขาเอง แม้ว่ามันทั้งหมดจะมีอิทธิพลต่อมนุษย์ และแม้ว่ามนุษย์จับความเข้าใจในความไม่ปกติสัมพัทธ์ ความเป็นปกติ หรือแม้แต่ความแปลกประหลาดของปรากฏการณ์อันหลากหลายไปโดยจิตใต้สำนึก เขาก็ยังคงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นน้ำพระทัยและพระกมลของพระผู้สร้าง มีเรื่องเล่ามากมายเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้ หลายความจริงที่ถูกซ่อนไว้ เนื่องเพราะมนุษย์ได้พเนจรห่างไกลไปจากพระผู้สร้าง และเนื่องเพราะเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง เขาจะไม่มีวันรู้และจับใจความทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างเลย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้าเกินล้ำไปกว่าขอบเขตแห่งการจินตนาการของมนุษย์ ขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ ขอบเขตของความเข้าใจของมนุษย์ และขอบเขตของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผล นั่นก็คือเหนือล้ำกว่าขอบเขตความรู้ของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง บางคนกล่าวว่า “เพราะเจ้าไม่เคยได้เป็นพยานในอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าจะสามารถเชื่อได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจแห่งพระองค์ ?” การมองเห็นไม่ใช่การเชื่อเสมอไป ทั้งยังไม่ใช่การระลึกได้และความเข้าใจเสมอไป ดังนั้นแล้ว ความเชื่อมาจากไหนหรือ ? เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า “ความเชื่อมาจากระดับและความลึกซึ้งของการจับความและประสบการณ์ของผู้คนเกี่ยวกับความเป็นจริงและเหตุรากเหง้าของสิ่งต่าง ๆ” หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง แต่เจ้าไม่สามารถระลึกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสามารถรับรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงแห่งการควบคุมของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วในหัวใจของเจ้าเจ้าก็จะไม่มีวันยอมรับ ว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจประเภทนี้ ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ เจ้าจะไม่มีวันยอมรับพระผู้สร้างเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง

ชะตากรรมของมนุษยชาติและชะตากรรมแห่งจักรวาลมิอาจแยกจากอธิปไตยของพระผู้สร้างได้

พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในวัยกลางคน บางคนได้เข้าสู่วัยชราแล้ว พวกเจ้ามาจากการไม่เชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการเชื่อในพระองค์ และจากการเริ่มต้นเชื่อในพระเจ้ามาสู่การยอมรับพระวจนะของพระองค์ และการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ พวกเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้ามากเพียงใด ? เจ้าได้รับ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอะไรเข้ามาในชะตากรรมมนุษย์บ้าง ? คนเราสามารถสัมฤทธิ์ในทุกสิ่งที่คนเราอยากได้อยากมีในชีวิตหรือไม่ ? ตลอดไม่กี่ทศวรรษแห่งการดำรงอยู่ของพวกเจ้า มีกี่อย่างที่พวกเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ในทางที่พวกเจ้าปรารถนา ? มีกี่อย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าไม่เคยคาดหวัง ? มีสักกี่อย่างที่มาในแบบของความประหลาดใจอันน่ายินดี ? มีกี่อย่างที่ผู้คนยังคงรอคอยต่อไปในความมุ่งหวังว่าพวกมันจะให้ดอกผล—กำลังรอคอยชั่วขณะที่เหมาะสม กำลังรอคอยน้ำพระทัยแห่งฟ้าโดยไม่รู้สึกตัว ? มีกี่อย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอับจนหนทางและถูกขัดขวาง ? ทุกคนเต็มไปด้วยความหวังเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา กำลังคาดหวังว่าทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาจะเป็นไปดังที่พวกเขาปรารถนา ว่าพวกเขาจะไม่ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม ว่าโชคดีของพวกเขาจะบังเกิดขึ้นอย่างน่าฮือฮาตื่นเต้น ไม่มีใครเลยที่ต้องการชีวิตซึ่งยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ เต็มไปด้วยความยากลำบาก และรุมเร้าไปด้วยหายนะ แต่ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าหรือควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ บางทีสำหรับบางคนแล้ว อดีตเป็นเพียงประสบการณ์อันยุ่งเหยิงปะปน พวกเขาไม่เคยเรียนรู้ในสิ่งที่น้ำพระทัยแห่งฟ้าเป็น และพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าน้ำพระทัยแห่งฟ้าคืออะไร พวกเขาดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างไม่คิดอะไร เหมือนพวกสัตว์ทั้งหลายที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษยชาติ หรือเหตุผลที่มนุษย์มีชีวิต หรือวิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิต ผู้คนเหล่านี้ถึงวัยชราโดยที่ไม่ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์เลย และกระทั่งชั่วขณะที่พวกเขาตาย พวกเขายังไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ผู้คนเหล่านั้นได้ตายไปแล้ว พวกเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากจิตวิญญาณ พวกเขาคือสัตว์ป่า แม้ว่าผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในการทรงสร้างและได้รับความชื่นชมยินดีมาจากหลายทางที่โลกสนองความต้องการที่จำเป็นในทางวัตถุของพวกเขาจนเป็นที่พึงพอใจ และแม้ว่าพวกเขามองเห็นโลกในทางวัตถุนี้กำลังก้าวหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ประสบการณ์ของตัวพวกเขาเอง—สิ่งที่หัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขารู้สึกและได้รับประสบการณ์—นั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งต่าง ๆ ในทางวัตถุเลย และไม่มีอะไรเลยในทางวัตถุที่เป็นสิ่งซึ่งใช้แทนประสบการณ์ ประสบการณ์คือความระลึกรู้ที่ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา เป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ความระลึกรู้นี้มีอยู่ในความเข้าใจของคนเราและการรับรู้ของคนเราเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ และบ่อยครั้งที่มันนำทางเราไปสู่การเข้าใจว่า องค์เจ้านายผู้ไม่มีใครพบเห็นนั้นกำลังทรงจัดการเตรียมการสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกอย่างสำหรับมนุษย์ ในท่ามกลางสิ่งนี้ทั้งหมด คนเราจำต้องยอมรับการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของชะตากรรม คนเราจำต้องยอมรับเส้นทางข้างหน้าที่ผู้ทรงสร้างได้วางเอาไว้ อธิปไตยของผู้ทรงสร้างเหนือชะตากรรมของคนเรา นี่คือข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่สำคัญว่าคนเรามีความความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือมีท่าทีใดเกี่ยวกับชะตากรรม แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้

ในทุก ๆ วัน เจ้าจะไปไหน เจ้าจะทำอะไร ใครหรืออะไรที่พวกเจ้าจะเผชิญ เจ้าจะพูดอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า—มีอันใดหรือในสิ่งนี้ ที่สามารถคาดทำนายได้ ? ผู้คนไม่สามารถล่วงรู้การเกิดเหตุทั้งหมดเหล่านี้ได้ นับประสาอะไรที่จะสามารถควบคุมวิธีที่สถานการณ์เหล่านี้จะก่อตัวขึ้นมาได้ ในชีวิตนั้น เหตุการณ์ที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการเกิดเหตุประจำวันทั่วไปอย่างหนึ่ง ความผันผวนรายวันเหล่านี้และวิธีที่พวกมันคลี่คลายตัวออกมา หรือรูปแบบที่พวกมันเกิดขึ้นตามกันนั้นเป็นสิ่งเตือนจำสม่ำเสมอต่อมนุษยชาติ ว่าไม่มีอะไรเลยที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ว่ากระบวนการเกิดของแต่ละเหตุการณ์ ธรรมชาติอันมิอาจหลบหลีกได้ของแต่ละเหตุการณ์นั้นไม่อาจขยับเปลี่ยนได้โดยเจตจำนงของมนุษย์ ทุกการเกิดเหตุสื่อนำการตักเตือนจากผู้ทรงสร้างมาสู่มนุษยชน และส่งข่าวมาด้วยเช่นกันว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ ทุกเหตุการณ์คือการตอบโต้ความป่าเถื่อน ความทะเยอทะยานลม ๆ แล้ง ๆ และความอยากที่จะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมือตัวเองของมนุษย์ เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนการฟาดตบอย่างรุนแรงลงบนใบหน้าของมนุษยชาติ ทีละคน บีบให้ผู้คนพิจารณาเสียใหม่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ใครกันที่ปกครองและควบคุมชะตากรรมของพวกเขา และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหลายของพวกเขาถูกขัดขวางและทำลายจนป่นปี้ จึงเป็นธรรมดาที่มนุษย์ย่อมมาถึงการยอมรับชะตากรรมที่รอท่าอยู่โดยไม่รู้สึกตัว—การยอมรับความเป็นจริง ยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าและอธิปไตยของผู้ทรงสร้าง จากความผันผวนรายวันเหล่านี้สู่ชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ทั้งหลายทั้งสิ้น หามีอันใดเลยที่ไม่ได้เปิดเผยแผนการของผู้ทรงสร้างและอธิปไตยของพระองค์ หามีอันใดเลยที่ไม่ได้ส่งข่าวว่า “สิทธิอำนาจแห่งผู้ทรงสร้างนั้นมิอาจก้ำเกินได้” ที่ไม่ได้สื่อนำความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่ว่า “สิทธิอำนาจแห่งผู้ทรงสร้างนั้นสูงสุด”

ชะตากรรมของมนุษยชาติและของจักรวาลพันเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของผู้ทรงสร้าง ผูกติดกับการจัดวางเรียบเรียงของผู้ทรงสร้างโดยมิอาจแยกกัน ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านั้นก็ไม่อาจแยกจากสิทธิอำนาจของผู้ทรงสร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้เข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของผู้ทรงสร้าง และอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้รับรู้การปกครองของผู้ทรงสร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานเกี่ยวกับวิธีต่าง ๆ ที่ผู้ทรงสร้างทรงนำอธิปไตยของพระองค์มาบังคับใช้และควบคุมพวกเขา และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้มารับประสบการณ์อย่างแท้จริงในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของผู้ทรงสร้างเพื่อทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมเหล่านั้นเข้ามาแทนที่กฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังและอำนาจอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงจำต้องยอมรับว่าอธิปไตยของผู้ทรงสร้างนั้นมิอาจฝ่าฝืนได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างใด ๆ ยอมรับว่า ไม่มีพลังใดสามารถช่วงชิงอำนาจหรือดัดแปลงเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ทรงสร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นี่ไม่ใช่รูปจำลองที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งผู้ทรงสร้างหรอกหรือ ? แม้ว่าในกฎต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ มนุษย์มองเห็นอธิปไตยของผู้ทรงสร้างและการสถาปนาของพระองค์สำหรับทุกเหตุการณ์และทุกสรรพสิ่ง มีผู้คนมากเท่าใดเล่าที่สามารถจับความเข้าใจหลักการของอธิปไตยแห่งผู้ทรงสร้างเหนือจักรวาลได้ ? มีผู้คนมากเท่าใดที่สามารถรู้จัก ระลึกได้ ยอมรับ และนบนอบอย่างแท้จริงต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของผู้ทรงสร้างที่มีเหนือชะตากรรมของพวกเขาเอง ? ใครเล่าเมื่อได้เชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของผู้ทรงสร้างเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว จะเชื่อและระลึกอย่างแท้จริงว่า ผู้ทรงสร้างทรงบงการชะตากรรมชีวิตของเหล่ามนุษย์ด้วยเช่นกัน ? ใครเล่าที่สามารถจับใจความได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่าชะตากรรมของมนุษย์นั้นวางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์แห่งผู้ทรงสร้าง ? ท่าทีแบบใดที่มนุษยชาติควรมีต่ออธิปไตยของผู้ทรงสร้างเมื่อเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงปกครองและควบคุมชะตากรรมของมนุษยชาติ ? นั่นเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ต้องทำเพื่อตัวเอง

หัวเลี้ยวหัวต่อหกจุดในชีวิตมนุษย์

ในครรลองของชีวิตคนเรา บุคคลทุกคนมาถึงซึ่งหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤติชุดหนึ่ง เหล่านี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดที่กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ที่ตามมาต่อไปนี้คือการบรรยายโดยย่อเกี่ยวกับเครื่องหมายบอกทางเหล่านี้ที่ทุกบุคคลต้องผ่านในครรลองแห่งชีวิตของพวกเขา

หัวเลี้ยวหัวต่อแรก:การเกิด

สถานที่เกิดของบุคคล ครอบครัวที่พวกเขาเกิดมา เพศ รูปลักษณ์ และเวลาเกิดของคนเรา—เหล่านี้คือรายละเอียดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตบุคคล

ไม่มีใครเลยที่อาจเลือกรายละเอียดที่แน่นอนของหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ รายละเอียดเหล่านี้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้วโดยผู้ทรงสร้าง รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกในทางใดเลย และไม่มีปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นใด ๆ เลยที่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงเหล่านี้ ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยผู้ทรงสร้าง เนื่องจาก การที่บุคคลหนึ่งจะถือกำเนิดมานั้น มีความหมายว่า ผู้ทรงสร้างได้ทรงลุล่วงขั้นตอนแรกของชะตากรรมที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการสำหรับบุคคลนั้นแล้ว เนื่องเพราะพระองค์ได้ทรงลิขิตรายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมดไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดเลยที่มีพลังอำนาจในการแก้ไขดัดแปลงรายละเอียดใด ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าชะตากรรมที่ตามมาของบุคคลนั้นจะเป็นเช่นไร เงื่อนไขการเกิดของคนเรานั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และจะคงอยู่อย่างที่มันเป็น กล่าวคือ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากชะตากรรมในชีวิตของคนเราแต่อย่างใดเลย อีกทั้งพวกมันยังไม่มีผลกระทบในทางใดต่ออธิปไตยของผู้ทรงสร้างที่มีเหนือชะตากรรมในชีวิตของคนเรา

1. ชีวิตใหม่ถือกำเนิดออกมาจากแผนการของพระผู้สร้าง

รายละเอียดใดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรก—สถานที่เกิดของคนเรา ครอบครัวของคนเรา เพศของคนเรา รูปลักษณ์ทางกายภาพของคนเรา เวลาเกิดของคนเรา—หรือที่บุคคลหนึ่งสามารถเลือกได้ ? เห็นได้ชัดว่า การเกิดของคนเรานั้นเป็นเหตุการณ์เชิงรับ คนเราเกิดมาโดยไม่รู้ตัว ในสถานที่เฉพาะแห่งหนึ่ง ณ เวลาเฉพาะเวลาหนึ่ง ในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง ด้วยรูปลักษณ์ทางกายภาพเฉพาะรูปลักษณ์หนึ่ง คนเราได้กลายเป็นสมาชิกของครัวเรือนเฉพาะครัวเรือนหนึ่ง เป็นกิ่งก้านของแผนภูมิลำดับเครือญาติของวงศ์ตระกูลเฉพาะตระกูลหนึ่ง คนเราไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตนี้ ทว่าการเกิดเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ตายตัวตามแผนการของผู้ทรงสร้าง เข้าสู่ครอบครัวที่เจาะจง ด้วยเพศและรูปลักษณ์ที่เจาะจง และ ณ เวลาที่เจาะจงซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับครรลองแห่งชีวิตของบุคคล บุคคลหนึ่งสามารถทำอะไรได้หรือ ณ หัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤตินี้ ? ทุกคนได้รับการบอกเล่ามาว่า คนเราไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านี้แม้เพียงอย่างเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเกิด หากไม่ใช่เพราะการลิขิตล่วงหน้าของผู้ทรงสร้างและการทรงนำของพระองค์ ชีวิตหนึ่งซึ่งได้ถือกำเนิดใหม่เข้ามาในพิภพนี้ย่อมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนหรือจะพำนักอยู่แห่งหนใด จะไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีพวกพ้อง และไม่มีบ้านที่แท้จริง แต่เพราะการจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของผู้ทรงสร้าง ชีวิตใหม่นี้จึงมีที่ให้พำนัก มีพ่อแม่ มีสถานที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่ง และมีญาติมิตร และจากนี้ ชีวิตนั้นจึงเริ่มเดินไปบนครรลองแห่งการเดินทางของมัน ไปจนตลอดกระบวนการนี้ การทำให้ชีวิตใหม่นี้พลันกำเนิดเป็นตัวตนได้ถูกกำหนดโดยแผนการต่าง ๆ ของผู้ทรงสร้าง และทุกอย่างที่ชีวิตนี้จะได้ครอบครองก็จะได้รับการประทานให้จากผู้ทรงสร้าง จากร่างที่ลอยละล่องไร้ทิศทางโดยปราศจากชื่อเสียงเรียงนาม ค่อย ๆ กลายมาเป็นมนุษย์หนึ่งซึ่งมีเลือดเนื้อ มองเห็นได้ จับต้องได้ เป็นหนึ่งในสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ผู้ที่คิด หายใจ และรู้สึกร้อนหนาว เป็นผู้ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมปกติของสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นในโลกทางวัตถุ และเป็นผู้ที่จะก้าวผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่สิ่งมีชีวิตซึ่งถูกสร้างจะต้องได้รับประสบการณ์ในชีวิต การลิขิตล่วงหน้าเกี่ยวกับการถือกำเนิดของบุคคลโดยผู้ทรงสร้างหมายความว่า พระองค์จะทรงประทานทุกสรรพสิ่งซึ่งจำเป็นต่อการยังชีพให้กับบุคคลนั้น และในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าบุคคลหนึ่งได้เกิดมาหมายความว่า พวกเขาจะได้รับทุกสรรพสิ่งที่จำเป็นในการยังชีพจากผู้ทรงสร้าง และจากจุดนั้นไป พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจัดเตรียมให้โดยผู้ทรงสร้าง และอยู่ภายใต้อธิปไตยของผู้ทรงสร้าง

2. เหตุใดมนุษย์ซึ่งต่างกันจึงกำเนิดมาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่ต่างกัน

บ่อยครั้งที่ผู้คนชอบจินตนาการไปว่า หากพวกเขาได้เกิดใหม่ ก็คงจะเป็นในครอบครัวที่เด่นดัง หากพวกเขาเป็นผู้หญิง พวกเขาคงจะมีหน้าตาดั่งสโนว์ไวท์และเป็นที่รักของทุกคน และหากพวกเขาเป็นผู้ชาย พวกเขาคงจะเป็นเจ้าชายรูปงามซึ่งไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย พร้อมกับมีโลกทั้งใบไว้คอยให้เรียกหาทุกเวลายามที่พวกเขาต้องการ บ่อยครั้งที่มีพวกที่ตรากตรำทำงานอยู่ภายใต้ภาพมายาต่าง ๆ เกี่ยวกับกำเนิดของพวกเขาและรู้สึกไม่พึงพอใจมันอย่างมาก ไม่พอใจในครอบครัวของพวกเขา รูปลักษณ์ของพวกเขา เพศของพวกเขา แม้แต่เวลาเกิดของพวกเขา กระนั้นผู้คนก็ยังไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงเกิดมาในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง หรือเหตุใดพวกเขาจึงมีรูปร่างหน้าตาเฉพาะแบบหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาถือกำเนิด ณ แห่งหนใด หรือพวกเขามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร พวกเขาก็จะต้องรับบทบาทอันหลากหลายและทำภารกิจที่แตกต่างกันให้ลุล่วงในการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง และจุดประสงค์นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง สถานที่เกิดของคนเรา เพศของคนเรา และรูปลักษณ์ทางกายของคนเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว พวกมันเป็นชุดของการจดบันทึกแสนสั้น เป็นสัญลักษณ์เล็กจิ๋วในแต่ละระยะของการบริหารจัดการของพระองค์เกี่ยวกับมนุษยชนทั้งหมดทั้งสิ้น และบั้นปลายกับบทอวสานที่แท้จริงของบุคคลหนึ่งนั้นหาได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยการเกิดในระยะเฉพาะใด ๆ เลยไม่ แต่โดยภารกิจที่พวกเขาทำจนลุล่วงในชีวิตของพวกเขา และโดยการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อพวกเขาเมื่อแผนการบริหารจัดการของพระองค์นั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว

กล่าวกันว่า ทุกผลกระทบย่อมมีต้นเหตุ และว่าไม่มีผลใดที่ไร้เหตุ ดังนั้น การถือกำเนิดของคนเรานั้นจึงจำเป็นต้องผูกเข้ากับทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเราและชีวิตก่อนหน้านี้ หากความตายของบุคคลเป็นการจบวาระชีวิต ณ ปัจจุบันของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว การเกิดของบุคคลก็คือการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ หากวัฏจักรเดิมเป็นตัวแทนของชีวิตก่อนหน้านี้ของบุคคล เช่นนั้นแล้ว วัฏจักรใหม่ก็คือชีวิตปัจจุบันของพวกเขาเป็นธรรมดา เนื่องจากกำเนิดของคนเรานั้นเชื่อมโยงกับชีวิตในอดีตของคนเรา เช่นเดียวกับชีวิตปัจจุบันของคนเรา มันจึงตามมาด้วยตำแหน่งที่ตั้ง ครอบครัว เพศ รูปลักษณ์ และปัจจัยอื่น ๆ ดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดของคนเราล้วนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอดีตของคนเราทั้งหมด นี่หมายความว่า ปัจจัยทั้งหลายในการเกิดของบุคคลไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา แต่ยังถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตาลิขิตในชีวิตปัจจุบันของคนเรา ซึ่งอธิบายเหตุผลสำหรับความหลากหลายของรูปการณ์แวดล้อมอันแตกต่างกันที่ผู้คนได้ถือกำเนิดมา นั่นคือ บ้างก็เกิดมาในครอบครัวยากจน ส่วนคนอื่น ๆ ก็เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย บ้างก็ธรรมดาสามัญ ในขณะที่คนอื่น ๆ มีวงศ์ตระกูลเด่นดัง บ้างก็เกิดในภาคใต้ ส่วนคนอื่น ๆ เกิดในภาคเหนือ บ้างก็เกิดในทะเลทราย ส่วนคนอื่น ๆ เกิดในดินแดนอันเขียวขจี การเกิดของผู้คนบางคนมาพร้อมกับการโห่ร้องยินดี เสียงหัวเราะ และการเฉลิมฉลอง ส่วนการเกิดของคนอื่น ๆ นำมาซึ่งน้ำตา หายนะ และวิบัติ บ้างเกิดมาเป็นที่หวงแหนราวสมบัติล้ำค่า ส่วนคนอื่น ๆ เกิดมาถูกทิ้งขว้างราววัชพืช บ้างเกิดมาพร้อมคุณสมบัติดีงาม ส่วนคนอื่น ๆ มาพร้อมความคดในข้องอในกระดูก บ้างก็น่ารักชวนมอง ส่วนคนอื่น ๆ ก็อัปลักษณ์ บ้างก็เกิดยามเที่ยงคืน ส่วนคนอื่น ๆ เกิดภายใต้พระอาทิตย์เที่ยงวันอันระอุเป็นเปลว…กำเนิดของผู้คนในทุกชนิดถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงเตรียมไว้ให้พวกเขา กำเนิดของพวกเขากำหนดพิจารณาชะตากรรมในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ตลอดจนบทบาทที่พวกเขาจะแสดงและภารกิจที่พวกเขาจะทำให้ลุล่วง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระองค์ ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาของพวกเขาที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้า ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำเนิดของพวกเขาได้ และไม่มีใครเลยที่สามารถเลือกชะตากรรมของพวกเขาได้

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สอง:การเจริญเติบโต

ผู้คนเจริญเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมทางบ้านที่แตกต่างกัน และเรียนรู้บทเรียนที่แตกต่างกันจากพ่อแม่ของพวกเขา โดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถือกำเนิดมาในครอบครัวประเภทใด ปัจจัยเหล่านี้กำหนดพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่บุคคลหนึ่งจะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และการเจริญเติบโตเป็นตัวแทนของหัวเลี้ยวหัวต่อวิกฤติจุดที่สองของชีวิตบุคคล คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ผู้คนไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อนี้เช่นกัน มันถูกกำหนดตายตัว ถูกจัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

1. พระผู้สร้างได้ทรงวางแผนเงื่อนไขตายตัวสำหรับการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของแต่ละบุคคล

บุคคลไม่สามารถเลือกผู้คนหรือปัจจัยต่าง ๆ ภายใต้การอบรมสั่งสอนและอิทธิพลที่พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นมา เราไม่สามารถเลือกว่าเราจะได้รับความรู้หรือทักษะใดมา เราสร้างนิสัยใดขึ้น เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่า บิดามารดาและญาติพี่น้องของเราเป็นใคร เราเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบใด กล่าวคือ สัมพันธภาพของเรากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมของเรา และวิธีที่สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเรา ทั้งหมดนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา เช่นนั้นแล้วใครกันเล่าที่ตัดสินใจสิ่งเหล่านี้ ? ใครจัดการเตรียมการสิ่งเหล่านี้ ? เนื่องจากผู้คนไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจสิ่งเหล่านี้เพื่อตัวเองได้ และเนื่องจากเห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า การก่อรูปของสิ่งต่าง ๆ และเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดวางอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง แน่นอนว่า เช่นเดียวกับที่พระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะเกี่ยวกับกำเนิดของทุกบุคคล พระองค์ก็ทรงจัดการเตรียมรูปการณ์แวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงให้คนเราเจริญเติบโตขึ้นไปด้วยเช่นกัน หากการเกิดของบุคคลหนึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวพวกเขาแล้วไซร้ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคลนั้นจำเป็นจะต้องส่งผลกระทบต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเกิดมาในครอบครัวยากจน แต่เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยโภคทรัพย์ ส่วนคนอื่น ๆ เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่เป็นเหตุให้โชคดีต่าง ๆ ของครอบครัวเสื่อมลง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบยากจน ไม่มีการเกิดของใครเลยที่ถูกปกครองโดยกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเพียงกฎเกณฑ์เดียว และไม่มีใครเลยที่เติบโตขึ้นภายใต้ชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้หาใช่สิ่งที่บุคคลหนึ่งสามารถจินตนาการหรือควบคุมได้ พวกมันคือผลิตผลของชะตากรรมของคนเรา และถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมของคนเรา แน่นอนว่า โดยรากเหง้าของพวกมันแล้ว สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมซึ่งพระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละบุคคล พวกมันถูกกำหนดพิจารณาโดยอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของบุคคลผู้นั้นและแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้เพื่อการนั้น

2. รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายที่ผู้คนเติบโตขึ้นมาก่อให้เกิดบทบาทที่แตกต่างกัน

รูปการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของกำเนิดของบุคคลก่อตั้งขึ้นในระดับพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาต้องเจริญเติบโตขึ้นมา และในทำนองเดียวกัน รูปการณ์แวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาก็คือผลงานของรูปการณ์แวดล้อมของกำเนิดของพวกเขา ในระหว่างช่วงเวลานี้ คนเราเริ่มเรียนรู้ภาษา และจิตใจของคนเราเริ่มประสบพบเจอและซึมซาบในสิ่งใหม่ ๆ มากมาย อันเป็นกระบวนการที่คนเรากำลังเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งทั้งหลายที่บุคคลได้ยินด้วยหูของคนเรา มองเห็นด้วยตาของคนเรา และซึมซับด้วยจิตใจของเราจะค่อย ๆ เติมและให้ความมีชีวิตชีวาแก่โลกภายในของคนเรา ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่คนเราได้มาติดต่อสัมพันธ์ สามัญสำนึก ความรู้ และทักษะที่คนเราเรียนรู้ และวิธีคิดต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนเราที่คนเราถูกสอนหรืออบรมตอกย้ำมาทั้งหมดจะชี้นำและส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ภาษาที่คนเราเรียนรู้ในขณะที่คนเราเติบโตและวิธีคิดของคนเรานั้นไม่สามารถแยกจากสิ่งแวดล้อมที่คนเราใช้ชีวิตวัยเยาว์ของคนเราได้ และสิ่งแวดล้อมนั้นประกอบด้วยบิดามารดาและพี่น้องร่วมสายเลือด และผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งอื่น ๆ รอบตัวพวกเขา ดังนั้น ครรลองแห่งพัฒนาการของบุคคลจึงถูกกำหนดพิจารณาโดยสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมา และยังขึ้นอยู่กับบุคคล เหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์ในระหว่างช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงื่อนไขที่บุคคลเติบโตขึ้นมานั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว สิ่งแวดล้อมที่คนเราอาศัยอยู่ในระหว่างกระบวนการนี้จึงถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าเป็นธรรมดาด้วยเช่นกัน มันไม่ได้ถูกตัดสินใจโดยตัวเลือกหรือความชอบของบุคคล แต่เป็นไปตามแผนการของพระผู้สร้าง ซึ่งกำหนดพิจารณาโดยการจัดการเตรียมการอันรอบคอบของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์เหนือชะตากรรมชีวิตของบุคคลนั้น ดังนั้น ผู้คนที่บุคคลใดประสบพบเจอในครรลองของการเจริญเติบโต และสิ่งต่าง ๆ ที่มาติดต่อสัมพันธ์นั้น ล้วนเชื่อมโยงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเป็นธรรมดา ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงความสัมพันธ์ในกันและกันอันซับซ้อนประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งยังไม่อาจควบคุมพวกมันหรือหยั่งลึกถึงพวกมันได้ ผู้คนและสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเติบโตขึ้นมา และไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่สามารถจัดการเตรียมการหรือจัดวางเรียบเรียงโครงข่ายอันไพศาลของการเชื่อมโยงดังกล่าวได้ ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยนอกจากพระผู้สร้างที่ทรงสามารถควบคุมการปรากฏอยู่ของผู้คน สิ่งต่าง ๆ และเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ทั้งพวกเขายังไม่อาจธำรงการปรากฏอยู่เหล่านั้นเอาไว้หรือควบคุมไม่ให้พวกมันหายไป และมันเป็นเหมือนโครงข่ายการเชื่อมโยงอันไพศาลหนึ่งซึ่งปรับรูปทรงของพัฒนาการของบุคคลไปตามที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนเติบโตขึ้นมา มันคือสิ่งที่สร้างบทบาทอันหลากหลายที่จำเป็นต่อพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง วางรากฐานอันแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเพื่อให้ผู้คนได้ทำให้ภารกิจของพวกเขาจนลุล่วงโดยประสบความสำเร็จ

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สาม:ความมีอิสระ

หลังจากที่บุคคลหนึ่งได้ผ่านพ้นวัยเด็กและวัยรุ่น และค่อย ๆ ไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก้าวต่อไปคือ พวกเขาจะต้องละทิ้งความเยาว์วัยของพวกเขาโดยสมบูรณ์ กล่าวคำอำลากับบิดามารดาของพวกเขา และเผชิญหน้าถนนที่ทอดไปข้างหน้าอย่างผู้ใหญ่ที่มีอิสระคนหนึ่ง ณ จุดนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องเผชิญหน้า เผชิญกับทุกส่วนของชะตากรรมของพวกเขาที่จะเกิดแบบฉับพลันในไม่ช้า นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สามที่บุคคลต้องผ่านให้พ้น

1. หลังจากกลายมามีอิสระบุคคลเริ่มได้รับประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือ “ช่วงเวลาเตรียมพร้อม” สำหรับการเดินทางในชีวิตของคนเรา เป็นการวางเสาหลักของชะตากรรมของบุคคลแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของคนเราก็คือการเปล่งเสียงความคิดออกมาดัง ๆ ยามอยู่ลำพังกับชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลอุดมไปด้วยโภคทรัพย์ที่พวกเขาสะสมมาได้จากการตระเตรียมสำหรับชะตากรรมในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของบุคคลก็คือตอนที่พวกเขาเริ่มต้นใช้จ่ายและเพิ่มเติมให้กับความอุดมโภคทรัพย์นั้น เมื่อเราจากบิดามารดาของเรามา และกลายมามีอิสระ เงื่อนไขต่าง ๆ ทางสังคมที่เราเผชิญหน้า และทั้งประเภทของงานและอาชีพที่มีให้เราทำนั้นต่างถูกประกาศิตโดยชะตากรรมและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบิดามารดาของเราเลย ผู้คนบางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในวิทยาลัยและจบลงด้วยการได้งานที่พึงพอใจหลังสำเร็จการศึกษา สร้างก้าวย่างแรกแห่งชัยชนะในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนเรียนรู้และชำนาญในทักษะแตกต่างมากมาย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเจอสักงานที่เหมาะสมกับพวกเขา หรือไม่เคยเจอตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาชีพการงาน กล่าวคือ ณ จุดเริ่มของการเดินทางแห่งชีวิต พวกเขาพบว่าตัวเองติดขัดไปทุกการขยับตัว ถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคปัญหา ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอับเฉา และชีวิตของพวกเขานั้นไม่แน่นอน ผู้คนบางคนใช้การตัวเองอย่างขยันขันแข็งในการศึกษาของพวกเขา ทว่ากลับพลาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่สูงกว่าไปอย่างหวุดหวิด กล่าวคือ พวกเขาดูเหมือนถูกกำหนดชะตากรรมให้ไม่มีวันที่จะได้สัมฤทธิ์ในความสำเร็จ ความมุ่งมาดปรารถนาแรกสุดของพวกเขาในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขาได้สลายไปในอากาศธาตุ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าถนนที่ทอดไปข้างหน้านั้นราบเรียบหรือขรุขระ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าชะตาลิขิตของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรวนแปรแค่ไหน และดังนั้นจึงคำนึงถึงชีวิตด้วยความมุ่งหวังและความหวาดหวั่น ผู้คนบางคนทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษาดีนัก เขียนหนังสือและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง บางคนแม้ว่าแทบจะไม่รู้หนังสือเอาเสียเลย หาเงินได้จากการทำธุรกิจและด้วยเหตุนั้นจึงสามารถค้ำจุนตัวเองได้...อาชีพที่คนเราเลือก วิธีที่คนเราหาเลี้ยงชีพ ผู้คนสามารถควบคุมอันใดได้หรือไม่ เกี่ยวกับการที่ว่าพวกเขาเลือกตัวเลือกที่ดีหรือตัวเลือกที่ไม่ดีในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ? สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยสอดคล้องกับความอยากได้อยากมีและการตัดสินใจของผู้คนหรือไม่ ? ผู้คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาดังต่อไปนี้ คือ ทำงานน้อยได้เงินมาก ไม่ต้องกรำงานหนักตากแดดตากฝน แต่งกายดี เรืองรองรุ่งโรจน์ไปทุกแห่งหน ตระหง่านง้ำเหนือคนอื่น และนำเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา ผู้คนหวังที่จะมีความเพียบพร้อม แต่ยามที่เขาเหยียบย่างก้าวแรกในการเดินทางของชีวิตพวกเขา พวกเขาจึงค่อย ๆ มาตระหนักว่า ชะตาลิขิตของมนุษย์นั้นไม่สมประกอบเพียงใด และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่า แม้คนเราสามารถวางแผนการอันอาจหาญสำหรับอนาคตของคนเรา และแม้คนเราอาจเก็บงำความเพ้อฝันอันบ้าบิ่นต่าง ๆ เอาไว้ ไม่มีใครเลยที่มีความสามารถหรือพลังอำนาจที่จะทำให้ความฝันของพวกเขาเองเป็นจริงขึ้นมา และไม่มีใครเลยที่อยู่ในฐานะที่ควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีระยะห่างอยู่เสมอระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงต่าง ๆ ที่คนเราต้องเผชิญ สิ่งต่าง ๆ ไม่เคยเป็นดั่งที่คนเราต้องการให้พวกมันเป็น และเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงต่าง ๆ เช่นนั้น ผู้คนไม่มีวันที่จะสามารถสัมฤทธิ์ในความพึงพอใจหรือความสุขสมใจได้เลย ผู้คนบางคนจะไปไกลตราบเท่าที่จะจินตนาการได้ จะใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและการพลีอุทิศที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของพวกเขาเอง โดยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาด้วยวิถีทางแห่งการทำงานหนักของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาเองได้ และไม่สำคัญว่าพวกเขาพยายามอย่างหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันไปได้เกินกว่าสิ่งที่ชะตาลิขิตได้จัดสรรไว้ให้พวกเขา ไม่ต้องคำนึงถึงว่าความสามารถ เชาว์ปัญญา และพลังจิตมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้คนทั้งหมดล้วนเสมอภาคกันในการเผชิญหน้ากับชะตากรรมซึ่งไม่แยกแยะระหว่างคนยิ่งใหญ่กับคนตัวเล็ก ๆ คนสูงส่งกับคนต่ำต้อย คนที่ได้รับการยกย่องกับคนต่ำศักดิ์ อาชีพที่คนเราเสาะหา สิ่งที่คนเราทำเพื่อเลี้ยงชีพ และความอุดมสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ที่คนเราสะสมได้ในชีวิตไม่ได้ถูกตัดสินใจโดยบิดามารดาของคนเรา พรสวรรค์ของคนเรา ความพยายามของคนเรา หรือความทะเยอทะยานของคนเรา แต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง

2. การไปจากบิดามารดาและการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งใจที่จะรับบทบาทของคนเราในโรงมหรศพแห่งชีวิต

เมื่อคนเราไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่ คนเราสามารถที่จะไปจากบิดามารดาของคนเราและดั้นด้นไปตามลำพัง และ ณ จุดนี้เองที่คนเราเริ่มรับบทบาทของตัวเราเองอย่างแท้จริง ที่ทุกอย่างแจ่มชัดกว่าเดิม และภารกิจในชีวิตของคนเราค่อย ๆ กลายมาเป็นชัดเจน โดยนามแล้ว คนเรายังคงผูกพันใกล้ชิดกับบิดามารดาของคนเรา แต่ด้วยภารกิจของคนเราและบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิตนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพ่อและแม่ของคนเราเลย อันที่จริงแล้ว ความผูกพันใกล้ชิดนี้สลายลงเมื่อบุคคลค่อย ๆ กลายมามีอิสระ จากมุมมองทางชีววิทยา ผู้คนอดไม่ได้ที่จะยังคงพึ่งพิงพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขาในแบบจิตใต้สำนึก แต่หากกล่าวไปตามความจริงแล้ว ทันทีที่พวกเขาเติบโตเต็มที่ พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากบิดามารดาของพวกเขาโดยสมบูรณ์ และจะปฏิบัติบทบาทที่พวกเขาได้รับมาอย่างเป็นอิสระ นอกเหนือจากการเกิดและการเลี้ยงดูเด็ก ความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีต่อชีวิตของลูก ๆ ของพวกเขานั้นคือแค่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เป็นทางการให้พวกเขาได้เจริญเติบโต เพราะไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างที่มีอิทธิพลต่อชะตากรรมของบุคคล ไม่มีใครเลยที่สามารถควบคุมได้ว่าบุคคลหนึ่งจะพึงมีอนาคตชนิดใด กล่าวคือ มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว และแม้แต่บิดามารดาของคนเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนเราได้ ตราบที่คำนึงในเรื่องของชะตากรรม ทุกคนนั้นเป็นอิสระ และทุกคนนั้นมีชะตากรรมของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงไม่มีบิดามารดาของใครเลยที่สามารถหยุดยั้งชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หรือแสดงอิทธิพลแม้เพียงน้อยนิดต่อบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิต อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวที่คนเราถูกลิขิตชะตาให้มาเกิดและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเงื่อนไขล่วงหน้าที่ต้องมีเพื่อการทำให้ภารกิจในชีวิตของคนเรานั้นลุล่วง ไม่ว่าโดยวิธีใด เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล หรือประเภทของชะตาลิขิตที่บุคคลพึงปฏิบัติภารกิจของพวกเขาให้ลุล่วง และดังนั้น ไม่มีบิดามารดาของใครเลยที่สามารถช่วยเหลือคนเราให้ทำภารกิจในชีวิตจนสำเร็จลุล่วงได้ และในทำนองเดียวกัน ไม่มีญาติพี่น้องของใครเลยที่สามารถช่วยคนเรารับบทบาทในชีวิตของคนเราได้ วิธีที่คนเราทำภารกิจของคนเราจนสำเร็จลุล่วงและประเภทของสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่คนเราแสดงบทบาทของคนเรานั้น ล้วนถูกกำหนดโดยชะตากรรมในชีวิตของคนเราทั้งหมดทั้งสิ้น พูดอีกอย่างว่า ไม่มีเงื่อนไขที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอื่นใดสามารถแสดงอิทธิพลต่อภารกิจของบุคคล ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง ผู้คนทั้งมวลกลายมาเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา จากนั้นพวกเขาจึงค่อย ๆ เริ่มออกเดินทางไปบนถนนในชีวิตของพวกเขาเองทีละก้าว ๆ และทำให้ชะตาลิขิตต่าง ๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงวางแผนการไว้ให้พวกเขาได้ลุล่วง พวกเขาได้เข้าสู่ทะเลอันกว้างไพศาลแห่งมนุษยชาติโดยธรรมชาติอย่างไม่ตั้งใจ และรับตำแหน่งหน้าที่ในชีวิตของตัวเองที่พวกเขาเริ่มทำให้ความรับผิดชอบต่าง ๆ ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงเพื่อประโยชน์แห่งการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง เพื่อประโยชน์แห่งอธิปไตยของพระองค์

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่ : การสมรส

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย คนเรายิ่งห่างไกลจากพ่อแม่ผู้ปกครองของคนเราและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเกิดมาและถูกเลี้ยงดู และกลับเริ่มแสวงหาทิศทางในชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในลีลาที่ต่างจากพ่อแม่ของคนเราแทน ในระหว่างเวลานี้ ไม่มีใครเลยที่จำเป็นต้องมีบิดามารดาอีกต่อไป แต่กลับเป็นคู่หูสักคนที่คนเราสามารถใช้ชีวิตด้วยได้ นั่นก็คือ คู่สมรส บุคคลหนึ่งซึ่งชะตากรรมของคนเราถูกพันเกี่ยวเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิตเหตุการณ์แรกหลังความเป็นอิสระก็คือการสมรส หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่ที่คนเราต้องผ่านให้พ้น

1.ทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรส

การสมรสเป็นเหตุการณ์สำคัญชีวิตของบุคคลไม่ว่าบุคคลใด มันคือเวลาที่คนเราเริ่มเข้ารับความรับผิดชอบหลากหลายประเภทอย่างแท้จริง และค่อย ๆ ทำภารกิจสารพัดประเภทให้เสร็จสิ้นลง ผู้คนเก็บงำภาพมายาเกี่ยวกับการสมรสเอาไว้มากมายก่อนที่พวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับมันด้วยตนเอง และภาพมายาเหล่านี้ทั้งหมดนั้นช่างสวยงามเลยทีเดียว พวกผู้หญิงจินตนาการว่า อีกครึ่งหนึ่งของพวกเธอจะเป็นเจ้าชายรูปงาม และพวกผู้ชายจินตนาการว่า พวกเขาจะสมรสกับสโนว์ไวท์ ความเพ้อฝันเหล่านี้พิสูจน์ว่าทุกบุคคลมีข้อพึงประสงค์ที่แน่นอนในการสมรสอยู่ อันเป็นชุดข้อเรียกร้องและมาตรฐานต่าง ๆ ของตัวพวกเขาเอง แม้ในยุคแห่งความชั่วนี้ ผู้คนถูกถล่มด้วยข่าวสารที่บิดเบือนเกี่ยวกับการสมรสอยู่ตลอดเวลา ซึ่งยิ่งสร้างข้อพึงประสงค์เพิ่มเติมและทำให้ผู้คนเกิดปมในใจและท่าทีแปลก ๆ ทุกชนิดขึ้น บุคคลใดก็ตามที่ได้รับประสบการณ์การสมรสแล้วรู้ว่า ไม่สำคัญว่าคนเราเข้าใจมันดีแค่ไหน ไม่สำคัญว่าคนเรามีท่าทีต่อมันอย่างไร การสมรสนั้นหาใช่เป็นเรื่องทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่

คนเราเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายในชีวิตของคนเรา แต่ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าใครจะมาเป็นคู่ของเราในการสมรส แม้ว่าทุกคนจะมีแนวความคิดของตัวเองและจุดยืนส่วนบุคคลในหัวข้อของการสมรส แต่ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าว่า แท้จริงแล้ว ใครจะกลายมาเป็นอีกครึ่งหนึ่งของพวกเขาในที่สุด และแนวความคิดต่าง ๆ ที่เป็นตัวเองของคนเราในเรื่องนี้นั้นมีนัยสำคัญเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ได้พบกับใครบางคนที่เจ้าชอบ เจ้าสามารถไล่ตามไขว่คว้าบุคคลนั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสนใจเจ้าหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถกลายมาเป็นคู่ของเจ้าได้หรือไม่—นั่นหาใช่เจ้าที่จะตัดสินใจไม่ เป้าแห่งความเสน่หาของเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่เจ้าจะสามารถแบ่งปันชีวิตของเจ้า และในขณะเดียวกัน ใครบางคนที่เจ้าไม่เคยได้คาดหมายเข้ามาในชีวิตของเจ้าอย่างเงียบเชียบ และกลายมาเป็นคู่ครองของเจ้า องค์ประกอบสำคัญที่สุดในชะตากรรมของเจ้า อีกครึ่งหนึ่งของเจ้า คนที่ชะตากรรมของเจ้าถูกผูกพันเข้าไว้อย่างแก้ไม่ออก และดังนั้น แม้มีการสมรสนับหลายล้านในโลกนี้ ทุก ๆ การสมรสแตกต่างกัน นั่นคือ การสมรสมากมายนักที่ไม่สมดังปรารถนา มากมายนักที่มีความสุข มากมายนักที่เชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก มากมายนักที่เชื่อมโยงทิศเหนือกับทิศใต้ มากมายนักที่เป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ มากมายนักที่มาจากสังคมระดับเดียวกัน มากมายนักที่มีความสุขและปรองดอง มากมายยิ่งนักที่เจ็บปวดและโศกเศร้า มากมายนักที่ยั่วให้คนอื่นรู้สึกอิจฉา มากมายนักที่ถูกเข้าใจผิดและไม่พอใจ มากมายยิ่งนักที่เต็มไปด้วยความชื่นบาน มากมายนักที่นองไปด้วยน้ำตาและนำมาซึ่งความรู้สึกหมดศรัทธาอาลัย...ในหมื่นแสนชนิดของการสมรสเหล่านี้ มนุษย์เปิดเผยความรักภักดีและการผูกพันมั่นหมายชั่วชีวิตต่อการสมรส พวกเขาเปิดเผยความรัก ความผูกพัน และความมิอาจพรากจากกันได้ หรือความกล้ำกลืนฝืนทนและความไม่เข้าใจกัน บางคนทรยศชีวิตสมรส หรือถึงขั้นรู้สึกชิงชังมัน ไม่ว่าการสมรสเองนำมาซึ่งความสุขหรือความปวดร้าว ภารกิจของทุกคนในการสมรสนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้างและจะไม่เปลี่ยนแปลง ภารกิจนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนต้องทำให้เสร็จสิ้น ชะตากรรมของบุคคลแต่ละคนซึ่งซ่อนอยู่หลังทุกชีวิตสมรสนั้นไม่เปลี่ยนแปลงด้วยถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้วโดยพระผู้สร้าง

2.การสมรสเกิดจากชะตากรรมของคู่สมรสทั้งสอง

การสมรสเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในชีวิตของบุคคล มันเป็นผลงานของชะตากรรมของบุคคลและการเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งยวดในชะตากรรมของคนเรา มันไม่ได้ตั้งอยู่บนอำนาจการตัดสินใจด้วยตัวเองและการเลือกชอบของตัวบุคคลนั้น และไม่ได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอกใด ๆ แต่ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของสองฝ่าย โดยการจัดการเตรียมการและการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างสำหรับชะตากรรมของสมาชิกทั้งคู่ของคู่ครอง โดยผิวเผินแล้ว จุดประสงค์ของการสมรสก็คือการสืบสานเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ แต่ในความจริง การสมรสไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากพิธีกรรมที่คนเราก้าวผ่านในระหว่างการดำเนินไปของการทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ในการสมรส ผู้คนไม่เพียงแค่แสดงบทบาทของการเลี้ยงดูคนรุ่นต่อไป พวกเขาเริ่มนำบทบาทอันหลากหลายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอยู่ในการประคับประคองชีวิตสมรสและภารกิจต่าง ๆ ที่บทบาทเหล่านั้นกำหนดให้คนเราจำเป็นต้องทำจนเสร็จสิ้น เนื่องจากการเกิดของคนเรามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ถูกก้าวผ่านโดยผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่ล้อมรอบมัน การสมรสของคนเราจะยังส่งผลกระทบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น จะแปลงสภาพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในหนทางหลากหลาย

เมื่อคนเรากลายมามีอิสระ คนเราเริ่มการเดินทางในชีวิตของตัวคนเราเอง ซึ่งนำทางคนเราให้ตรงไปสู่ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับการสมรสของคนเราทีละก้าว ๆ ในเวลาเดียวกัน อีกบุคคลหนึ่งผู้ซึ่งกำลังจะมาอยู่ในสมรสนั้นก็กำลังเข้าหาบรรดาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเดียวกันทีละก้าว ๆ ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กันพร้อมด้วยชะตากรรมที่สัมพันธ์กันค่อย ๆ เข้าสู่การสมรสเดียว และกลายมาเป็นครอบครัวหนึ่งอย่างปาฏิหาริย์ “ตั๊กแตนโลคัสท์สองตัวเกาะเกี่ยวอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน” ดังนั้นเมื่อคนเราเข้าสู่ชีวิตสมรส การเดินทางในชีวิตของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่ออีกครึ่งหนึ่งของคนเรา และในทำนองเดียวกัน การเดินทางในชีวิตของคู่ของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่อชะตากรรมในชีวิตของตัวคนเราเอง กล่าวอีกอย่างว่า ชะตากรรมมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกันและกัน และไม่มีใครเลยที่สามารถทำภารกิจในชีวิตของคนเราให้เสร็จสิ้นหรือแสดงบทบาทของคนเราในความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์จากผู้อื่นโดยสมบูรณ์ กำเนิดของคนเราส่งผลต่อสายโซ่แห่งสัมพันธภาพขนาดมหึมา การเจริญเติบโตก็เกี่ยวข้องกับสายโซ่แห่งสัมพันธภาพอันซับซ้อนด้วยเช่นกัน และในทำนองคล้ายคลึงกัน การสมรสก็ดำรงอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกดำรงไว้ภายในโครงข่ายอันซับซ้อนและไพศาลของการติดต่อสัมพันธ์ของมนุษย์ เกี่ยวข้องอยู่กับทุกสมาชิกของโครงข่ายนั้น และส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมของทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน การสมรสหนึ่งไม่ได้เป็นผลงานของครอบครัวของสมาชิกทั้งสองฝ่าย รูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา รูปลักษณ์ของพวกเขา อายุของพวกเขา คุณสมบัติของพวกเขา พรสวรรค์ของพวกเขา หรือปัจจัยอื่นใด แต่กลับกัน มันเกิดขึ้นจากภารกิจร่วมและชะตากรรมอันเกี่ยวพัน นี่คือจุดกำเนิดของการสมรส ผลงานของชะตากรรมมนุษย์ที่ทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้าง

หัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้า:ผู้สืบสันดาน

หลังการวิวาห์ คนเราเริ่มฟูมฟักคนรุ่นต่อไป คนเราไม่มีสิทธิ์กล่าวว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและบรรดาบุตรของคนเราจะเป็นประเภทไหน สิ่งนี้ก็ได้ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของบุคคล ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้าที่บุคคลหนึ่งต้องผ่านให้พ้น

หากคนเราเกิดมาเพื่อลุล่วงในบทบาทของการเป็นบุตรของใครบางคน เช่นนั้นแล้วคนเราก็เลี้ยงดูคนรุ่นต่อไปเพื่อที่จะลุล่วงในบทบาทของการเป็นบิดามารดาของใครบางคน บทบาทที่ขยับเปลี่ยนไปนี้ทำให้คนเราได้รับประสบการณ์ในระยะที่ต่างกันของชีวิตจากมุมมองที่ต่างกัน การขยับเปลี่ยนนี้ยังให้ชุดประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันแก่คนเรา ที่คนเราจึงได้มารู้จักอธิปไตยแห่งพระผู้สร้างซึ่งแสดงบทบาทไปในทางเดียวกันเสมอ และเป็นสิ่งที่คนเราผ่านเพื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครเลยที่สามารถก้าวล้ำหรือดัดแปลงแก้ไขการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้าง

1.คนเราไม่มีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเชื้อสายของคนเรา

การเกิด การเจริญเติบโต และการสมรสล้วนนำมาซึ่งความผิดหวังหลากหลายประเภทและในระดับที่แตกต่างกัน ผู้คนบางคนไม่พึงพอใจกับครอบครัวของพวกเขาหรือรูปลักษณ์ทางกายของตัวพวกเขาเอง บ้างก็ไม่ชอบพ่อแม่ของตัวเอง บ้างก็คับแค้นใจ หรือมีเรื่องไม่พอใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา และสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว ท่ามกลางความผิดหวังเหล่านี้ การสมรสคือที่สุดของความไม่สมดังปรารถนา ไม่สำคัญว่าคนเราไม่พึงพอใจกับกำเนิด การเติบโตเต็มวัย หรือการสมรสของคนเราอย่างไร ทุกคนผู้ซึ่งได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วรู้ว่า คนเราไม่สามารถเลือกสถานที่และเวลาเกิดของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของพวกเขา ใครที่เป็นบิดามารดาของพวกเขา และใครที่เป็นคู่สมรสของพวกเขาได้ แต่ต้องยอมรับในน้ำพระทัยแห่งฟ้าโดยง่ายดายเท่านั้น กระนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะฟูมฟักคนรุ่นต่อไป พวกเขาจะทุ่มความอยากได้อยากมีทั้งหมดที่พวกเขาไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ในครึ่งแรกของชีวิตพวกเขาลงบนผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพวกเขา ด้วยความหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะชดเชยความผิดหวังต่าง ๆ ในครึ่งแรกของชีวิตของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนจึงปล่อยตัวเองให้ดื่มด่ำอยู่ในความเพ้อฝันทุกประเภทเกี่ยวกับลูก ๆ ของตัวเอง ว่าลูกสาวของพวกเขาจะโตขึ้นไปเป็นสาวงามผู้ชวนตะลึง ลูกชายของพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษผู้โก้หรู ว่าลูกสาวของพวกเขาจะรอบรู้วัฒนธรรมและเปี่ยมพรสวรรค์ และลูกชายของพวกเขาเป็นนักเรียนที่ฉลาดหัวดีและเป็นดาวกีฬา ว่าลูกสาวของพวกเขาจะสุภาพอ่อนโยน มีคุณธรรม และมีเหตุผล และลูกชายของเขาเฉลียวฉลาด มีความสามารถ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นได้ดี พวกเขาหวังว่า เชื้อสายของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย จะเคารพผู้ใหญ่ จะเข้าใจหัวอกพ่อแม่ เป็นที่รักและยกย่องของทุกคน...ณ จุดนี้ ความหวังของชีวิตผลิบานสดชื่น และความปรารถนาอันแรงกล้าใหม่ ๆ จึงถูกจุดประกายขึ้นในหัวใจของผู้คน ผู้คนรู้ว่า พวกเขาไร้พลังและหมดสิ้นความหวังในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและอุดมคติที่ไม่สามารถถูกทำให้เป็นจริงของพวกเขาลงบนคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ในความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่าง ๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล กลายมามีความสำคัญ ร่ำรวย และโด่งดัง กล่าวสั้น ๆ ก็คือ พวกเขาพึงปรารถนาที่จะเห็นโชควาสนาของลูก ๆ ของพวกเขาทะยานสูงขึ้นไป แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นเพียบพร้อม พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถของลูก ๆ ของพวกเขาและอื่น ๆ นั้นหาใช่ที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจไม่ ไม่รู้หรือว่า ไม่มีชะตากรรมของลูก ๆ ของพวกเขาแม้เพียงน้อยนิดที่อยู่ในมือพวกเขา ? มนุษย์ไม่ได้เป็นนายแห่งชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง ทว่าพวกเขากลับพยายามที่จะควบคุมชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ ? นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ ? ผู้คนจะพยายามจนสุดทุกทางเพื่อประโยชน์ของเชื้อสายของพวกเขา แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แผนการและความอยากได้อยากมีของคนเราก็มิอาจขีดเขียนออกมาว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและบุตรเหล่านั้นจะมีลักษณะอย่างไร ผู้คนบางคนที่อุดมด้วยโภคทรัพย์กลับยังไม่มีบุตรสักคน บ้างก็ต้องการลูกสาวแต่ความปรารถนานั้นก็ถูกปฏิเสธไป บ้างก็ต้องการลูกชายแต่ก็ล้มเหลวที่จะผลิตบุตรเพศชายออกมา สำหรับบางคน ลูกคือพระพร สำหรับคนอื่น ๆ ลูก ๆ คือคำสาปแช่ง คู่ครองบางคู่มีความเฉลียวฉลาด ทว่ากลับให้กำเนิดบุตรที่หัวช้า พ่อแม่บางคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ทว่าลูก ๆ ที่พวกเขาฟูมฟักกลับขี้เกียจสันหลังยาว พ่อแม่บางคนจิตใจดีและซื่อตรง แต่มีบุตรที่กลายไปเป็นปลิ้นปล้อนและจิตใจโหดร้าย พ่อแม่บางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ให้กำเนิดบุตรที่ไม่สมประกอบ พ่อแม่บางคนเป็นคนธรรมดาและไม่ประสบความสำเร็จ ทว่ากลับมีบุตรที่สัมฤทธิ์ในการใหญ่ พ่อแม่บางคนมีสถานภาพต่ำต้อย ทว่ากลับมีบุตรที่ผงาดสู่ความมีชื่อเสียงเด่นดัง...

2. หลังการฟูมฟักคนรุ่นต่อไปผู้คนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชะตากรรม

ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ชีวิตแต่งงานทำเช่นนั้นในช่วงอายุราวสามสิบปี เวลาในชีวิตที่คนเรายังไม่มีความเข้าใจใดเลยเกี่ยวกับชะตากรรมมนุษย์ แต่เมื่อผู้คนเริ่มฟูมฟักลูก ๆ และเมื่อเชื้อสายของพวกเขาเติบโต พวกเขามองเห็นคนรุ่นใหม่นั้นมีชีวิตและประสบการณ์ทั้งหมดซ้ำกับคนรุ่นก่อนหน้า และเมื่อมองเห็นอดีตของตัวพวกเขาเองสะท้อนอยู่ในลูก ๆ พวกเขาจึงตระหนักว่าเส้นทางเดินของคนรุ่นเยาว์ก็เหมือนกับของพวกเขาเอง คือไม่สามารถถูกวางแผนหรือเลือกได้ ครั้นเผชิญกับข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับแต่โดยดีว่า ชะตากรรมของบุคคลทุกคนนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และโดยไม่ได้ตระหนักถึงมันเสียทีเดียวนัก ผู้คนค่อย ๆ วางความอยากได้อยากมีของตนลง และความปรารถนาแรงกล้าในหัวใจของพวกเขาก็ทะลักทลายและวายวางลง...ด้วยความที่ได้ผ่านป้ายบอกทางที่สำคัญของชีวิตตามที่จำเป็นมาแล้ว ผู้คนในช่วงเวลานี้จึงได้สัมฤทธิ์ในความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชีวิตประการหนึ่ง นำท่าทีใหม่อย่างหนึ่งมาใช้ บุคคลหนึ่งในวัยนี้สามารถคาดหวังจากอนาคตได้เท่าใดกัน และความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอันใดหนอที่พวกเขาต้องตั้งตารอ ? หญิงวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงฝันถึงเจ้าชายรูปงาม ? ชายวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงมองหาสโนว์ไวท์ ? หญิงวัยกลางคนแบบไหนกันที่ยังคงหวังที่จะพลิกจากลูกเป็ดขี้เหร่มาเป็นหงส์ ? ชายชราส่วนใหญ่มีพลังขับดันในอาชีพการงานเดียวกับชายหนุ่มหรือ ? โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าคนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าใครซึ่งมีชีวิตอยู่ในวัยนี้มีแนวโน้มที่จะมีท่าทีซึ่งมีเหตุมีผลใช้การได้อย่างสอดคล้องกันกับการสมรส ครอบครัว และลูก ๆ โดยหลักก็คือ บุคคลดังกล่าวไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะท้าทายชะตากรรม ตราบที่ประสบการณ์มนุษย์ดำเนินไป ทันทีที่คนเราไปถึงวัยนี้ คนเราเกิดท่าทีบางอย่างขึ้นมาเองว่า “คนเราต้องยอมรับชะตากรรม ลูก ๆ ของคนเรามีโชควาสนาของพวกเขาเอง ชะตากรรมมนุษย์นั้นถูกลิขิตไว้โดยฟ้า” ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจความจริง หลังจากได้ฝ่าแดดฝ่าฝนมาแล้วในทุกความผันผวน ความคับข้องขุ่นมัว และความยากลำบากของพิภพนี้ จะสรุปความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เข้ามาสู่ชีวิตมนุษย์ด้วยคำสองคำ นั่นคือ “นี่เป็นชะตากรรม ! ” แม้ว่าวลีนี้แสดงความตระหนักในชะตากรรมมนุษย์ของผู้คนและบทสรุปที่พวกเขาได้มาถึงแล้วได้อย่างชัดเจนรัดกุมในทางโลก และแม้ว่ามันแสดงให้เห็นความอับจนหนทางของมนุษยชาติและอาจพรรณนาได้คมชัดและแม่นยำ แต่มันก็ยังห่างไกลมากจากความเข้าใจในอธิปไตยของพระผู้สร้าง และแค่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ที่มีต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้เลย

3. ความเชื่อในชะตากรรมไม่สามารถแทนที่ความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยแห่งพระผู้สร้าง

กับการที่ได้ติดตามพระเจ้ามาหลายปี มีความแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญระหว่างความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรม กับความรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้คนทางโลกหรือไม่ ? เจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วหรือเกี่ยวกับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงแล้วหรือ ? ผู้คนบางคนมีความเข้าใจที่รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งลุ่มลึกในวลี “นั่นเป็นชะตากรรม !” กระนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อในอธิปไตยของพระผู้สร้างแม้แต่น้อยนิด พวกเขาไม่เชื่อว่าชะตากรรมมนุษย์ได้ถูกจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และไม่เต็มใจจะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างเสมือนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นซัดสาดโยนไปมา ละล่องคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีทางเลือก ได้แต่รอเฉยและกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมของตน กระนั้นพวกเขาก็หาได้ระลึกไม่ว่า ชะตากรรมมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถมีความคิดริเริ่มของตัวเองที่จะมารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าและด้วยการนั้นสัมฤทธิ์ในความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หยุดฝืนต้านชะตากรรม และใช้ชีวิตภายใต้การดูแลเอาใจใส่ การปกป้อง และการทรงนำของพระเจ้า กล่าวได้อีกอย่างว่า การยอมรับชะตากรรมนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกับการนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมหาได้หมายความไม่ ว่าคนเรายอมรับ ระลึกรู้ และรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตะกรรมเป็นแค่การระลึกรู้ความจริงของมันและการสำแดงอันผิวเผินของมัน นี่แตกต่างจากการรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปกครองชะตากรรมของมนุษยชาติอย่างไร จากการระลึกรู้ว่าพระผู้สร้างคือแหล่งกำเนิดแห่งอำนาจครอบครองเหนือชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง และแน่นอนว่ายังห่างไกลอย่างมากจากการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการสำหรับชะตากรรมของมนุษยชาติของพระผู้สร้าง หากบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น—ต่อให้พวกเขารู้สึกเกี่ยวกับมันอย่างลึกซึ้ง—แต่ด้วยการนั้นก็ใช่จะสามารถรู้จักและระลึกรู้ในอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติ ใช่จะนบนอบต่อมันและยอมรับมัน เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งอยู่ไปโดยสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า พวกเขาจะยังคงไม่สามารถมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างในความหมายที่จริงแท้ที่สุดของคำ ๆ นี้ และไม่สามารถชื่นชมการมาถึงของพระผู้สร้างได้ บุคคลหนึ่งผู้ซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์ในอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะกระตือรือร้นเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ในสภาวะนิ่งเฉยรอเป็นฝ่ายรับหรือรู้สึกอับจนหนทาง ในขณะที่บุคคลดังกล่าวจะยอมรับว่าทุกสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม พวกเขาควรมีคำนิยามที่แม่นยำของคำว่าชีวิตและชะตากรรม นั่นคือ ทุกชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง เมื่อคนเรามองย้อนกลับไปบนถนนที่คนเราได้เดินมา เมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางของคนเรา คนเรามองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้ากำลังทรงนำอยู่บนเส้นทางของคนเรา กำลังวางแผนเส้นทางนั้น การจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระเจ้า การวางแผนอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางคนเรามาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัว การที่สามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง การที่สามารถรับความรอดของพระองค์—ช่างเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ ! หากคนเรามีท่าทีในแง่ลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้เพื่อพวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีในเชิงนบนอบ หากคนเรามีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงการเดินทางของคนเรา เมื่อถึงคราวที่มนุษย์เริ่มที่จะเข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า คนเราจะมีความต้องการอย่างจริงจังตั้งใจมากขึ้นที่จะนบนอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ จะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความมั่นใจที่จะยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของคนเราและหยุดทำการกบฏต่อต้านพระเจ้า ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า เมื่อคนเราจงใจคลำทางมะงุมมะงาหราไปข้างหน้า พยุงสังขารเซซังไปในม่านหมอก การเดินทางนั้นยากเกินไป รวดร้าวหัวใจเกินไป ดังนั้นเมื่อคนเราระลึกได้ในอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนที่ฉลาดเลือกที่จะรู้จักและยอมรับมัน อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามที่จะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของเขาเอง เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถระลึกได้อย่างชัดเจนถึงอธิปไตยของพระเจ้า ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า น่าเวทนา ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีการดำเนินชีวิตของคนเราและการไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของคนเราไม่ได้นำพาอะไรมาให้คนเราเลยนอกจากความหัวใจสลายอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา จนกระทั่งคนเราไม่สามารถทนมองย้อนกลับหลังไปในอดีตของคนเราได้ มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และแสวงหาชีวิตมนุษย์จริงเท่านั้นที่คนเราจะค่อย ๆ เริ่มหลุดพ้นจากความทุกข์ทนและความหัวใจสลายทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป

4. มีเพียงผู้ซึ่งนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง

เนื่องเพราะผู้คนไม่ระลึกได้ถึงการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญกับชะตากรรมอย่างเยาะเย้ยท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏเสมอ และพวกเขาต้องการที่จะปลดเปลื้องจากสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าและสิ่งต่าง ๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้ โดยหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อม ณ ปัจจุบันและแก้ไขดัดแปลงชะตากรรมของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีวันสามารถทำสำเร็จ และถูกขัดขวางในทุกการขยับตัว การดิ้นรนนี้ที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของคนเรานำมาซึ่งความเจ็บปวดล้ำลึกชนิดที่กัดเซาะเข้าไปถึงกระดูกดำของคนเราในขณะที่คนเราใช้ชีวิตของพวกเขาทิ้งขว้างไปพลาง ๆ อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้ ? มันเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะบุคคลหนึ่งเกิดมาอย่างโชคร้าย ? เห็นได้ชัดว่า ไม่ถูกทั้งสองอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว มันเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเดิน วิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนอาจไม่ระลึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเจ้ารู้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนการไว้เพื่อเจ้า และได้ทรงตัดสินใจเพื่อเจ้านั้นคือผลประโยชน์และการปกป้องอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าเริ่มเบาบางลง และความเป็นอยู่ของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นกลายมาเป็นผ่อนคลาย อิสระ และเสรี โดยการตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ หากกล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถมาเริ่มทำความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อคุณค่าในทางปฏิบัติและความหมายของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้จะเป็นในระดับความคิดเห็นส่วนตัว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อน และต้องการถูกปลดปล่อยจากความเจ็บปวดของพวกเขา ในแง่ความเป็นจริงพวกเขาไม่สามารถระลึกได้ถึงและนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะรู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกได้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์แล้วไซร้ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกขับเคลื่อนและล่ามติดอยู่กับแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้น อยู่ในมือของคนเราเอง” มันจะยากที่พวกเขาจะสลัดความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระ กลายมาเป็นผู้คนผู้ซึ่งนมัสการพระเจ้า แต่มีหนทางหนึ่งซึ่งเรียบง่ายยิ่งนักที่จะทำให้คนเราเป็นอิสระจากสภาวะนี้ซึ่งเป็นการอำลาวิถีชีวิตเดิมของคนเรา เพื่อที่จะกล่าวคำอำลาต่อเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของพวกเขา เพื่อที่จะสรุปและวิเคราะห์ลีลาชีวิตก่อนหน้านี้ มุมมองของชีวิต กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำไปตามความชอบ ความอยากได้อยากมี และอุดมคติต่าง ๆ ของคนเรา และจากนั้นก็เปรียบเทียบสิ่งเหล่านั้นกับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และดูว่ามีสิ่งใดในสิ่งเหล่านั้นที่สอดคล้องเข้ากันได้กับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้า ดูว่ามีสิ่งใดบ้างในสิ่งเหล่านั้นที่มอบคุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต นำทางคนเราไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับความจริง และอำนวยให้คนเรามีชีวิตอยู่กับสภาวะความเป็นมนุษย์และรูปสัณฐานของความเป็นมนุษย์ เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำ ๆ และทำการจำแนกอย่างระมัดระวังในเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต และหนทางการดำเนินชีวิตนับหมื่นแสนของพวกเขา เจ้าจะไม่พบแม้สักหนึ่งอย่างที่สอดคล้องกับพระเจตนาดั้งเดิมของพระผู้สร้างที่พระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือหลุมที่มนุษยชาติร่วงหล่นลงไป และเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าระลึกได้ในเรื่องนี้ กิจของเจ้าก็คือวางมุมมองเก่าของชีวิตลง อยู่ให้ห่างจากกับดักอันหลากหลาย ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับชีวิตของเจ้าและทำการจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า มันเป็นการพยายามเพียงเพื่อที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้า ที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการเลือกของปัจเจกบุคคล และเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้า นี่ฟังดูง่าย แต่มันเป็นสิ่งซึ่งลำบากที่จะทำ ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่เต็มใจ พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้น จึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือที่จะสัมฤทธิ์ซึ่งความสุขโดยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ที่จะมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดขึ้นไปเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาแสวงหาชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและโชควาสนา หรือดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมของตัวเขาเองผ่านม่านหมอก แต่อยู่ตรงที่หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่า พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้ว เขายังคงไม่สามารถปรับปรุงพฤติกรรมตนเองให้ดีขึ้น ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่ยังคงใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของเขา เขาเลือกที่จะดิ้นพราดตูมตามอยู่ในโคลนต่อไป แข่งขันชิงดีกับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ฝืนต้านไปจนกว่าจะจบสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่มีความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่กระทำไปแม้เพียงเสี้ยวกระผีก เพียงเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลรินเท่านั้น ที่ในที่สุดเขาตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับ ที่คือความโศกเศร้าอันแท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เราพูดเลยว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นมีสติปัญญา และพวกที่เลือกดิ้นรนและหลบหนีนั้นช่างโง่เขลาปัญญาเอาเสียจริง

หัวเลี้ยวหัวต่อที่หก : ความตาย

ภายหลังความวุ่นวายมากมายเหลือเกิน ความคับข้องขุ่นมัวและความผิดหวังหลายครั้งครา ภายหลังความชื่นบานและความเศร้าโศก และการขึ้น ๆ ลง ๆ มากมายยิ่งนัก ภายหลังหลายต่อหลายปีที่ไม่สามารถลืมเลือน ภายหลังการได้จับตามองฤดูกาลผันเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า คนเราก็ได้ผ่านเครื่องหมายสำคัญต่าง ๆ ของชีวิตโดยปราศจากการสังเกต และในชั่วพริบตา คนเราก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในช่วงปีโพล้เพล้ของคนเราเสียแล้ว เครื่องหมายแสดงเวลาต่าง ๆ ถูกประทับไปทั่วร่างของคนเรา คนเราไม่สามารถยืนอกตึงหน้าตั้งได้อีกต่อไป เส้นผมของคนเราเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นสีขาว ในขณะที่ดวงตาซึ่งครั้งหนึ่งเคยสดใสและแจ่มชัดเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวและพร่าเลือน ผิวที่เคยเรียบเนียนและนุ่มนวลกลับกลายเป็นยับย่นและมีจุดด่างดำ การได้ยินของคนเราอ่อนแอลง ฟันของคนเราโยกคลอนและร่วงหล่น ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเรากลายเป็นเฉื่อยชา การเคลื่อนไหวของคนเราเชื่องช้า... ณ จุดนี้ คนเราได้แสดงการอำลาสุดท้ายต่อหลายปีแห่งความรุ่มร้อนของวัยเยาว์ของคนเรา และเข้าสู่สนธยาแห่งชีวิตคนเรา นั่นคือ วัยชรา อันดับต่อไป คนเราจะเผชิญหน้ากับความตาย หัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายในชีวิตมนุษย์

1. มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงกุมพลังแห่งชีวิตและความตายเหนือมนุษย์

หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตชะตาโดยชีวิตก่อนหน้าของคนเรา เช่นนั้นแล้วความตายก็ทำเครื่องหมายบทอวสานของชะตาลิขิต หากการเกิดของคนเราคือตอนเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็เป็นเครื่องหมายบทอวสานของภารกิจของคนเรา เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดของรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่งเอาไว้แล้ว มันจึงไม่จำเป็นต้องพูดว่า พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของคนเราไว้แล้วเช่นกัน พูดอีกอย่างว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีความตายของใครเลยที่มาถึงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และทั้งการเกิดและความตายนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตในปัจจุบันและชีวิตก่อนหน้าของคนเรา ทั้งรูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและความตายของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของบุคคล ชะตากรรมของบุคคล เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่ง มันเป็นความจริงเช่นกันที่ความตายของบุคคลจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายชุดพิเศษของมันเอง นี่คือเหตุผลสำหรับอายุขัยที่แปรปรวนของผู้คนและลักษณะกับเวลาแห่งความตายของพวกเขาที่แตกต่างกันไป ผู้คนบางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทว่าตายลงตั้งแต่อายุยังน้อย คนอื่น ๆ อ่อนแอและเจ็บออด ๆ แอด ๆ ทว่ามีชีวิตอยู่จนถึงวัยชรา และจากไปอย่างสงบ บ้างก็พินาศลงด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนคนอื่น ๆ ตายอย่างเป็นธรรมชาติ บ้างก็จบชีวิตของพวกเขาไกลบ้าน คนอื่น ๆ ปิดเปลือกตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักอยู่เคียงข้างพวกเขา ผู้คนบางคนตายกลางอากาศ คนอื่น ๆ ตายใต้พื้นโลก บ้างก็จมลงใต้น้ำ คนอื่น ๆ สูญหายไปในความวิบัติ บ้างก็ตายในเวลาเช้า คนอื่น ๆ ตายตอนกลางคืน...ทุกคนต้องการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถไปไกลเกินกว่าชะตาลิขิตของพวกเขาเองได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกพ้นอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ มนุษย์สามารถวางแผนได้ทุกประเภทสำหรับอนาคตของพวกเขา แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถวางแผนลักษณะและเวลาเกิดของพวกเขาและของการลาจากโลกนี้ของพวกเขา แม้ว่าผู้คนทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาของความตาย ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยอยู่ดี ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าเมื่อไรหรืออย่างไรที่พวกเขาจะพินาศลง ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าเมื่อไรมันจะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่มนุษยชาติที่กุมพลังอำนาจของชีวิตและความตายเอาไว้ ไม่ใช่ความเป็นอยู่บางอย่างในพิภพธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ซึ่งทรงมีสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลงานของกฎบางอย่างแห่งพิภพธรรมชาติ แต่เป็นผลสืบเนื่องของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

2. ผู้ซึ่งไม่รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างจะถูกหลอนโดยความหวาดกลัวต่อความตาย

เมื่อคนเราเข้าสู่วัยชรา ความท้าทายที่คนเราเผชิญหน้าไม่ใช่การจัดเตรียมเพื่อครอบครัวหรือการตั้งความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา แต่เป็นวิธีที่จะบอกลาชีวิตของคนเรา วิธีที่จะพบจุดจบของชีวิตคนเรา วิธีที่จะใส่เครื่องหมายจุดตรงท้ายประโยคแห่งชีวิตของคนเรา แม้ว่า โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าผู้คนให้ความใส่ใจเพียงน้อยนิดต่อความตาย ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกเลี่ยงการสำรวจค้นในหัวข้อนี้ได้ เพราะไม่มีใครเลยที่รู้ว่ามีอีกพิภพหนึ่งนอนรออยู่อีกฟากของความตายหรือไม่ พิภพที่มนุษย์มิอาจล่วงรู้หรือรู้สึกได้ พิภพที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นี่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะเผชิญกับความตายที่มาประจันหน้า หวาดกลัวที่จะเผชิญกับมันตามที่พวกเขาควรเผชิญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ และดังนั้นมันจึงเติมความหวาดหวั่นเกี่ยวกับความตายให้กับบุคคลทุกคน และเพิ่มม่านบังความล้ำลึกให้กับข้อเท็จจริงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ คลี่คลุมเงาถาวรลงบนหัวใจของทุกบุคคล

เมื่อคนเรารู้สึกถึงความเสื่อมของร่างกายคนเรา เมื่อคนเราสำนึกรับรู้ว่า คนเรากำลังเคลื่อนเข้าใกล้ความตาย คนเรารู้สึกถึงความหวาดหวั่นอันคลุมเครืออย่างหนึ่ง ความเกรงกลัวอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถแสดงออกมาได้ ความเกรงกลัวต่อความตายทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิมและรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่จุดนี้เอง คนเราจึงถามตัวเองว่า มนุษย์ได้มาจากไหน ? มนุษย์กำลังจะไปไหน ? มนุษย์ตายไปพร้อมกับชีวิตของเขาที่วิ่งผ่านเขาไปอย่างเร่งรีบแบบนี้หรือ ? นี่คือจุดท้ายประโยคที่ทำเครื่องหมายแสดงจุดจบของชีวิตมนุษย์อย่างนั้นหรือ ? ในท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของชีวิตนั้นคืออะไร ? จะว่าไปแล้ว ชีวิตมีค่าอะไรหรือ ? มันเกี่ยวกับเรื่องความมีชื่อเสียง และโชควาสนาใช่หรือไม่ ? มันเกี่ยวกับการฟูมฟักเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งหรือไม่ ? ...ไม่ว่าคนเราจะครุ่นคิดตลอดมาเกี่ยวกับคำถามเฉพาะเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าคนเราจะเกรงกลัวความตายอย่างล้ำลึกแค่ไหน ในส่วนลึกของหัวใจของบุคคลทุกคนมีความพึงปรารถนาที่จะหยั่งคะเนความล้ำลึกต่าง ๆ ความรู้สึกหนึ่งของความไม่เข้าใจชีวิต และที่ปะปนมากับสิ่งเหล่านี้ก็คือความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจเกี่ยวกับโลก ความรู้สึกอิดออดที่จะจากไป บางทีอาจไม่มีใครเลยที่สามารถเสกสรรพรรณนาได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่มนุษย์เกรงกลัวนั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่เขาซาบซึ้งตรึงใจนั้นคืออะไรกันแน่ และอะไรที่เขารู้สึกอิดออดไม่อยากทิ้งไว้ข้างหลัง

ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนมีความกังวลมากมายเหลือเกิน ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้จึงมีมากมายหลายสิ่งที่พวกเขาไม่อาจปล่อยวางได้ ครั้นถึงเวลาที่พวกเขากำลังจะตาย บางผู้คนหงุดหงิดกระสับกระส่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องนั้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับลูก ๆ ของพวกเขา คนที่พวกเขารัก ความอุดมในโภคทรัพย์ของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาสามารถลบความทุกข์และความหวาดหวั่นที่ความตายนำมาให้ออกไปได้ด้วยการวิตกกังวลนี้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถหลีกหนีความอับจนหนทางและความรู้สึกเปลี่ยวดายที่เคียงคู่มากับความตายได้ด้วยการผดุงความใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประเภทนี้เอาไว้ ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์นั้นมีความเกรงกลัวอันคลุมเครือ ความเกรงกลัวการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักทั้งหลายของคนเรา เกรงกลัวที่จะไม่มีวันได้ทอดสายตามองไปยังผืนนภาที่เป็นสีฟ้าอีกแล้ว ที่จะไม่มีวันมองไปบนโลกทางวัตถุอีกแล้ว วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งคุ้นชินกับการมีผู้เป็นที่รักทั้งหลายอยู่เคียงข้าง กำลังอิดออดที่จะคลายมือที่เกาะกุมออกและจากไป คนเดียวตามลำพัง สู่พิภพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย

3. ชีวิตหนึ่งซึ่งใช้ไปกับการแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา ทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพพ่ายแพ้ยามเผชิญหน้ากับความตาย

เพราะอธิปไตยและการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งได้เริ่มต้นโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนั้น ได้รับบิดามารดาและครอบครัว ได้รับโอกาสที่จะกลายมาเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ โอกาสที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และได้เห็นโลก วิญญาณดวงนี้ยังได้รับโอกาสที่จะมีประสบการณ์ในอธิปไตยของพระผู้สร้าง ที่จะรู้จักกับความอัศจรรย์เลิศเลอแห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และยิ่งไปกว่านั้น ที่จะรู้จักและกลายมาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่หาได้คว้าโอกาสเหมาะซึ่งหายากและคงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามนี้เอาไว้จริง ๆ คนเราอ่อนระโหยกับการใช้คุณค่าของพลังงานทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งหมดของคนเรากับการชุลมุนวุ่นวายในเรื่องนั้น พยายามที่จะป้อนบำรุงครอบครัวของคนเรา และกลับไปกลับมาระหว่างความอุดมโภคทรัพย์กับสถานภาพ สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้คนหวงแหนราวสมบัติล้ำค่าก็คือครอบครัว เงินทอง และชื่อเสียง และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนทั้งหมดพร่ำบ่นเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังคงผลักปัญหาต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องตรวจสอบและทำความเข้าใจที่สุดไปไว้เบื้องหลังของจิตใจพวกเขา ปัญหาที่ว่า เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่ว่าพวกเขาอาจจะอยู่นานแค่ไหน พวกเขาก็แค่ใช้ทั้งชีวิตของพวกเขาหมดไปกับการสาละวนแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา จนกระทั่งเยาว์วัยของพวกเขาได้หนีลับไป และพวกเขาได้กลายมาเป็นสีเทาและยับย่น พวกเขาใช้ชีวิตในหนทางนี้จนกระทั่งพวกเขามองเห็นว่าชื่อเสียงและโชควาสนาไม่อาจหยุดการลื่นไถลของพวกเขาไปสู่ความชราได้ ว่าเงินทองไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจได้ ว่าไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งการเกิด การแก่ ความเจ็บ และความตาย ว่าไม่มีใครเลยที่จะหลีกหนีสิ่งที่ชะตากรรมได้เตรียมไว้ให้แล้ว มีเพียงเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีความอุดมโภคทรัพย์มหาศาลและมีสินทรัพย์มากล้นเกินคณา ต่อให้คนเรามีสิทธ์พิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่ตำแหน่งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ในยามที่ผู้คนมีบิดามารดา พวกเขาเชื่อว่าบิดามารดาคือทุกสิ่งทุกอย่าง ในยามที่ผู้คนมีทรัพย์สมบัติ พวกเขาคิดว่าเงินทองคือปัจจัยหลักของคนเรา ว่ามันคือวิถีทางที่คนเราใช้ในการดำเนินชีวิต ในยามที่ผู้คนมีสถานภาพ พวกเขาเกาะเกี่ยวมันไว้อย่างแน่นหนาและจะเสี่ยงชีวิตพวกเขาเพื่อมัน มีเพียงเมื่อผู้คนกำลังจะปลดวางจากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่า สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้ชีวิตไปในการไล่ตามเสาะหานั้น ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากหมู่เมฆที่ลอยผ่านไป ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเกาะกุมได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเอาไปด้วยได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถละเว้นพวกเขาจากความตาย ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถจัดเตรียมเพื่อร่วมทางหรือการปลอบประโลมให้กับดวงวิญญาณที่เปลี่ยวดายบนการเดินทางกลับของพวกเขา ที่น้อยที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ ไม่มีอะไรในสิ่งเหล่านี้เลยที่สามารถช่วยบุคคลหนึ่งให้รอดและทำให้พวกเขาสามารถอยู่เหนือความตายได้ ชื่อเสียงและโชควาสนาที่คนเราได้รับในโลกวัตถุให้ความพึงพอใจชั่วคราว ความยินดีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำนึกแห่งความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจแบบผิด ๆ พวกมันทำให้คนเราหลงทางในระหว่างการดำเนินไป และดังนั้นผู้คนจึงถูกเขมือบกลืนด้วยคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ในขณะที่พวกเขาดิ้นตูมตามอยู่ในทะเลแห่งมนุษย์ชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างกระหายในสันติสุข ความสุขสบาย และความสงบเยือกเย็นในหัวใจ ในยามที่ผู้คนยังต้องตอบคำถามต่าง ๆ ที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดที่จะต้องทำความเข้าใจ—พวกเขามาจากไหน เหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิต พวกเขากำลังจะไปไหน และอื่น ๆ –พวกเขาถูกยั่วใจด้วยชื่อเสียงและโชควาสนา ถูกพวกมันควบคุมและชักนำไปในทางที่ผิด และหลงทางไปอย่างย้อนคืน เวลาผ่านไปเร็วกับติดปีก หลายปีผ่านไปในชั่วพริบตา และก่อนที่คนเราตระหนักในสิ่งนี้ คนเราก็ได้บอกลาปีต่าง ๆ ที่ดีที่สุดของชีวิตคนเราไปแล้ว เมื่อถึงคราวที่คนเรากำลังจะไปจากโลกนี้ในเร็ววัน คนเราก็มาถึงจุดของความค่อย ๆ ตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กำลังลอยเคว้งคว้างหากออกไป ว่าคนเราไม่สามารถเกาะกุมสิ่งที่ครอบครองซึ่งเดิมทีเป็นของพวกเขาได้อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคนเราจึงรู้สึกอย่างแท้จริงว่า คนเราก็เหมือนเด็กทารกซึ่งกำลังร้องงอแงที่เพิ่งอุบัติเข้ามาสู่พิภพนี้โดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ณ จุดนี้เองที่คนเราจำใจต้องใคร่ครวญว่า อะไรที่คนเราได้ทำมาในชีวิต การมีชีวิตมีคุณค่าอย่างไร มันมีความหมายอะไร เหตุใดคนเราจึงมาสู่โลกนี้ และ ณ จุดนี้นี่เองที่คนเราต้องการรู้มากขึ้นทุกทีว่าชีวิตถัดไปมีอยู่จริงหรือไม่ ว่าสวรรค์มีจริงหรือไม่ ว่าการลงทัณฑ์อันสาสมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่...ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งต้องการความเข้าใจว่าชีวิตเป็นเรื่องกับอะไรมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายเข้าไปเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งดูเหมือนว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้น ความเกรงกลัวที่คนเรามีต่อความตายจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มีสองเหตุผลที่ความรู้สึกเหล่านั้นสำแดงออกมาในผู้คนในยามที่พวกเขาเข้าหาความตาย ประการแรกคือ พวกเขากำลังจะสูญเสียชื่อเสียงและความอุดมในโภคทรัพย์ที่ชีวิตพวกเขาเคยได้อาศัยพึ่งพิง กำลังจะทิ้งทั้งหมดที่ดวงตามองเห็นในโลกนี้ไว้ข้างหลัง ประการที่สองคือ พวกเขากำลังจะเผชิญหน้า คนเดียวตามลำพัง กับพิภพที่ไม่คุ้นเคย ดินแดนลึกล้ำที่ไม่เคยรู้จัก ที่ซึ่งพวกเขากลัวที่จะย่างเท้าลงไป ที่ซึ่งพวกเขาไม่มีผู้เป็นที่รักและไม่มีการค้ำจุนในวิถีทางใดเลย เพราะเหตุผลสองประการนี้ ทุกคนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายจึงรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ผ่านประสบการณ์กับความตื่นตระหนกและสำนึกแห่งความรู้สึกอับจนหนทางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย มีเพียงตอนที่ใครบางคนมาถึงจุดนี้จริง ๆ แล้วเท่านั้น ที่พวกเขาตระหนักว่า ตอนที่คนเราก้าวเท้าลงบนแผ่นดินโลก สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเข้าใจก็คือมนุษย์มาจากไหน เหตุใดผู้คนจึงมีชีวิต ใครลิขิตขีดเขียนชะตากรรมของมนุษย์ และใครจัดเตรียมและมีอธิปไตยเหนือการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความรู้นี้คือวิถีทางที่แท้จริงที่คนเราใช้ชีวิตอยู่ พื้นฐานที่จำเป็นโดยหลักสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์—ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะจัดเตรียมเพื่อครอบครัวของคนเรา หรือวิธีที่จะสัมฤทธิ์ในชื่อเสียงและความอุดมด้วยโภคทรัพย์ ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และไม่ใช่วิธีที่จะใช้ชีวิตที่มั่งคั่งมากกว่าเดิม ที่ยิ่งไม่ใช่ก็คือ การเรียนรู้วิธีที่จะมีความเก่งกาจยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับผู้อื่น แม้ว่าทักษะเพื่อความอยู่รอดอันหลากหลายที่ผู้คนใช้ชีวิตของพวกเขาหมดไปเพื่อการได้มานั้น สามารถเสนอความสุขสบายทางวัตถุได้อย่างล้นเหลือ พวกเขาก็ไม่เคยนำพาสันติสุขและการปลอบประโลมแท้จริงมาสู่หัวใจของคนเราเลย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทำให้ผู้คนหลงทิศทางอยู่เนืองนิตย์ มีความลำบากยากเย็นในการควบคุมตนเอง และพลาดทุกโอกาสเหมาะที่จะเรียนรู้ความหมายของชีวิต ทักษะเพื่อความอยู่รอดเหล่านี้สร้างคลื่นใต้น้ำแห่งความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างเหมาะสม ชีวิตของผู้คนกำลังถูกทำลายไปในหนทางนี้ พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างยุติธรรม ทรงมอบโอกาสเหมาะที่มีคุณค่าตลอดชีวิตแก่ทุกคน เพื่อที่จะได้รับประสบการณ์และรู้จักอธิปไตยของพระองค์ ทว่ามีเพียงเมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้ เมื่อตอนที่ความน่าสะพรึงกลัวของมันปรากฏขึ้นราง ๆ เท่านั้น ที่คนเราเริ่มมองเห็นความสว่าง—และแล้ว มันก็สายเกินไป !

ผู้คนใช้ชีวิตหมดไปกับการไล่ล่าเงินทองและชื่อเสียง พวกเขากอดรัดขอนไม้ลอยน้ำเหล่านี้ไว้แนบอก พลางคิดว่าพวกมันเป็นวิถีทางเดียวแห่งการค้ำจุนของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ตลอดไปได้ด้วยการมีสิ่งเหล่านี้ ได้รับการยกเว้นจากความตาย แต่ในยามที่พวกเขากำลังจะตายแล้วเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครว่า ว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากพวกเขาเพียงใด พวกเขาอ่อนแอแค่ไหนยามที่เผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาแตกกระจายได้ง่ายแค่ไหน พวกเขาเปลี่ยวดายและอับจนหนทางเพียงไร พวกเขาตระหนักว่า ชีวิตไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทองหรือชื่อเสียง ว่าไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งอาจอุดมด้วยโภคทรัพย์เพียงใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดไหน ทุกคนยากจนและไร้ยความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย พวกเขาตระหนักว่า เงินไม่สามารถซื้อชีวิตได้ ว่าชื่อเสียงไม่สามารถลบความตายได้ ว่าทั้งเงินทองและชื่อเสียงไม่สามารถยืดชีวิตคนเราได้แม้แต่นาที แม้แต่วินาที ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งโหยหาที่จะรักษาชีวิตไว้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งหวาดหวั่นที่จะเข้าหาความตายมากขึ้นเท่านั้น มีเพียงที่จุดนี้เท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างแท้จริงว่า ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นของพวกเขา ไม่ใช่พวกเขาที่จะเป็นผู้ควบคุม และตระหนักว่า คนเราไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องที่คนเราจะอยู่หรือตาย—ตระหนักว่า ทั้งหมดนี้วางอยู่นอกการควบคุมของคนเรา

4. จงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และเผชิญกับความตายอย่างสงบ

ณ ชั่วขณะที่บุคคลหนึ่งเกิดมา วิญญาณเปลี่ยวดายดวงหนึ่งเริ่มต้นประสบการณ์ของตัวเองบนแผ่นดินโลก ประสบการณ์ของมันเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่พระผู้สร้างได้ทรงจัดการเตรียมการเพื่อมัน คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า สำหรับบุคคลนั้น—ดวงวิญญาณนั้น—นี่คือโอกาสเหมาะอันยอดเยี่ยมที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง มารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และได้รับประการณ์กับมันแบบเป็นส่วนตัว ผู้คนใช้ชีวิตของตัวเองภายใต้กฎต่าง ๆ ของชะตากรรมที่วางไว้สำหรับพวกเขาโดยพระผู้สร้าง และสำหรับบุคคลใดก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผลพร้อมด้วยมโนธรรมนั้น การเริ่มพยายามทำความเข้าใจกับอธิปไตยของพระผู้สร้างและการมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นหาใช่สิ่งที่ยากเกินกว่าจะทำไม่ เมื่อชีวิตพวกเขาผ่านพ้นไปกว่าหลายสิบปี เพราะฉะนั้น มันควรจะง่ายสำหรับทุกคนที่จะระลึกได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตกว่าหลายสิบปีของพวกเขาเองว่า ชะตากรรมของมนุษย์ทั้งหมดได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และมันควรง่ายที่จะจับความเข้าใจหรือที่จะสรุปว่าการมีชีวิตหมายถึงอะไร ขณะที่คนเราอ้าแขนรับบทเรียนชีวิตเหล่านี้ คนเราจะค่อย ๆ มาเข้าใจว่าชีวิตมาจากไหน มาจับความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจจำเป็นต้องมีอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะนำทางคนเราไปบนเส้นทางชีวิตที่แท้จริง และอะไรคือภารกิจและเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ที่ควรจะเป็น คนเราจะค่อย ๆ ระลึกได้ว่า หากคนเราไม่นมัสการพระผู้สร้าง หากคนเราไม่มาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วครั้งถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความตาย—คราที่ดวงวิญญาณกำลังเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างอีกครั้ง—หัวใจของคนเราจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความวุ่นวายสับสนอย่างไร้ขีดจำกัด หากบุคคลหนึ่งได้อยู่ ในโลกมาหลายสิบปีแล้ว ทว่ายังไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์มาจากไหน ทั้งยังไม่ระลึกได้ว่าชะตากรรมวางอยู่ในฝ่ามือของใคร เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ ในหลายสิบปีแห่งประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา บุคคลหนึ่งซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างคือบุคคลที่มีความซาบซึ้งที่ถูกต้องต่อความหมายและค่าของชีวิต บุคคลเช่นนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิต พร้อมด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และที่เหนือล้ำไปกว่านั้นก็คือ สามารถที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บุคคลเช่นนั้นเข้าใจความหมายแห่งการทรงสร้างมวลมนุษย์ของพระเจ้า เข้าใจว่ามนุษย์ควรนมัสการพระผู้สร้าง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ครอบครองนั้นมาจากพระผู้สร้างและจะคืนกลับไปสู่พระองค์ในสักวันหนึ่งไม่ไกลนักในอนาคต บุคคลประเภทนี้เข้าใจว่าพระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมการกำเนิดของมนุษย์และทรงมีอธิปไตยเหนือความตายของมนุษย์ และว่าทั้งชีวิตและความตายได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ดังนั้น เมื่อคนเราจับความเข้าใจได้ในสิ่งเหล่านี้ คนเราจะสามารถที่จะเผชิญความตายได้อย่างสงบไปเองเป็นธรรมดา ที่จะวางสิ่งครอบครองทางโลกทั้งหมดของคนเราลงอย่างสงบ ยอมรับและน้อมรับทุกสิ่งที่ตามมาอย่างมีความสุข และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายซึ่งถูกจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้างอย่างที่มันเป็น แทนที่จะหวาดหวั่นต่อมันอย่างมืดบอดและดิ้นรนขัดขืนมัน หากคนเรามองชีวิตเหมือนเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รับประสบการณ์อธิปไตยของพระผู้สร้างและที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตคนเราเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่จะได้ทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่า คนเราจะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิต แน่นอนว่าจะใช้ชีวิตที่ได้รับพระพรและได้รับการทรงนำโดยพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และแน่นอนว่าจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความรักและการยอมรับจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน และมีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมีท่าทีที่สงบต่อความตาย และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตด้วยความชื่นบาน บุคคลหนึ่งคนซึ่งมีท่าทีประเภทนี้อย่างเห็นได้ชัดต่อความตายก็คือโยบ โยบอยู่ในตำแหน่งที่ยอมรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข และได้นำการเดินทางแห่งชีวิตของเขาไปสู่บทสรุปที่ราบรื่น และทำภารกิจในชีวิตของเขาจนเสร็จสมบูรณ์ เขาได้กลับคืนไปอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง

5. กิจที่ทำและสิ่งรับมาในชีวิตของโยบอำนวยให้เขาเผชิญความตายโดยสงบ

ในพระคัมภีร์ ได้เขียนเกี่ยวกับโยบไว้ว่า “และโยบก็สิ้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมทีเดียว” (โยบ 42.17) นี่หมายความว่า เมื่อโยบตายจากไป เขาไม่มีความเสียใจและไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย แต่ไปจากพิภพนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่ทุกคนรู้กัน โยบเป็นชายผู้หนึ่งซึ่งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในขณะที่เขายังมีชีวิต ความประพฤติของเขาได้รับการชมเชยจากพระเจ้าและได้รับการรำลึกเป็นอนุสรณ์โดยผู้อื่น และชีวิตของเขาอาจกล่าวได้ว่าได้มีคุณค่าและนัยสำคัญที่เกินล้ำเหนือกว่าผู้อื่นทั้งปวง โยบชื่นชมพระพรของพระเจ้า และได้รับการเรียกขานว่าชอบธรรมจากพระองค์บนแผ่นดินโลก และเขาได้ถูกพระเจ้าทดสอบและได้ถูกซาตานทดสอบเช่นกัน เขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าและคู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานจากพระองค์ว่าบุคคลผู้ชอบธรรม ในหลายสิบปีหลังจากที่เขาถูกทดสอบโดยพระเจ้า เขาใช้ชีวิตที่ยิ่งมีค่ากว่า เปี่ยมความหมายกว่า เป็นหลักเป็นฐานกว่า และเปี่ยมสันติสุขกว่าก่อนหน้านั้น เนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขา พระเจ้าจึงได้ทรงปรากฏแก่เขาและตรัสกับเขาโดยตรง ดังนั้น ในหลายปีต่อมาหลังจากที่เขาถูกทดสอบ โยบได้เข้าใจและได้ซาบซึ้งในคุณค่าของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้บรรลุความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และได้รับความรู้ที่เที่ยงตรงและแน่ชัดเกี่ยวกับวิธีที่พระผู้สร้างทรงประทานและทรงนำพระพรของพระองค์คืนไป หนังสือของโยบบันทึกว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าถึงกับทรงประทานพระพรให้กับโยบมากมายกว่าที่พระองค์เคยทำมาก่อน ทรงถึงกับวางโยบในตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างและเผชิญกับความตายอย่างสงบ ดังนั้น เมื่อเขาได้ชราลงและได้เผชิญความตาย แน่นอนว่าโยบย่อมจะไม่ได้มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาเลย เขาไม่มีความห่วงกังวล ไม่มีอะไรต้องเสียใจ และแน่นอนว่า ไม่ได้เกรงกลัวความตาย เนื่องเพราะเขาได้ใช้ชีวิตทั้งหมดของชีวิตเขาไปกับการเดินบนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เขาไม่ได้มีเหตุผลที่จะต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับจุดจบของตัวเขาเอง มีผู้คนกี่คนเล่าในวันนี้ที่จะสามารถปฏิบัติในทุกทางเหมือนกับที่โยบได้ทำตอนที่เขาได้เผชิญหน้ากับความตายของตัวเขาเอง ? เหตุใดจึงไม่มีใครเลยที่สามารถรักษาบุคลิกลักษณะภายนอกที่เรียบง่ายแบบนั้น ? มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นก็คือ โยบได้ใช้ชีวิตของเขาในการไล่ตามเสาะหาความเชื่อ ความระลึกรู้ และการนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง และด้วยความเชื่อ การระลึกรู้ และการนบนอบนี้เองที่เขาได้ใช้ก้าวผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต ได้ใช้ชีวิตในช่วงหลายปีสุดท้าย และได้ต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ไม่ว่าสิ่งที่โยบได้รับประสบการณ์จะเป็นอะไร กิจต่าง ๆ ที่เขาเสาะแสวงทำไปเองและเป้าหมายในชีวิตของเขานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นความสุข เขาไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะพระพรต่าง ๆ หรือการชมเชยที่พระผู้สร้างทรงประทานแก่เขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น เพราะกิจที่เขาเสาะแสวงทำไปเองและเป้าหมายชีวิตของเขา เพราะการเติบโตของความรู้และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่เขาได้บรรลุโดยผ่านทางความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และยิ่งไปกว่านั้น เพราะประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ในฐานะผู้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง อยู่ภายใต้กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และเพราะประสบการณ์และความทรงจำอันบอบบางทว่าไม่อาจลืมเลือนได้เกี่ยวกับมนุษย์ และการดำรงอยู่ร่วมกัน การได้ใกล้ชิดสนิทสนม และความเข้าใจในกันและกันกับพระเจ้า โยบได้มีความสุขเพราะความสุขสบายและความชื่นบานที่มาจากการได้รู้จักน้ำพระทัยแห่งพระผู้สร้าง และเพราะความเคารพซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์ ดีงาม และสัตย์ซื่อ โยบได้สามารถเผชิญความตายโดยปราศจากความทุกข์ใด ๆ ก็เพราะเขาได้รู้ว่า ในการตายลงไป เขาจะได้กลับไปเคียงข้างพระผู้สร้าง กิจต่าง ๆ ที่เขาได้เสาะแสวงทำไปเองและสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้รับมาในชีวิตนั่นเองที่ได้อำนวยให้เขาเผชิญกับความตายอย่างสงบ อำนวยให้เขาเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในการที่พระผู้สร้างจะทรงนำชีวิตของเขาคืนไปอย่างสงบ และยิ่งไปกว่านั้น อำนวยให้เขาได้ยืนอย่างไร้มลทินและไร้กังวลเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ทุกวันนี้ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ความสุขประเภทนี้ที่โยบได้ครอบครองหรือไม่ ? พวกเจ้ามีเงื่อนไขที่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรือไม่ ? เพราะทุกวันนี้ผู้คนมีเงื่อนไขเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขดังเช่นที่โยบได้มี ? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์จากการเกรงกลัวความตายได้ ? ในตอนที่กำลังเผชิญกับความตาย ผู้คนบางคนปัสสาวะราดออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนอื่น ๆ ก็สั่นเทิ้ม เป็นลมหมดสติ สะบัดปัดป้องพัลวันต่อฟ้าและต่อมนุษย์ไม่ต่างกัน บางคนถึงกับร่ำไห้คร่ำครวญ เหล่านี้ไม่มีทางเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อความตายคืบใกล้เข้ามา โดยหลักแล้ว ผู้คนประพฤติไปในทางที่น่าตะขิดตะขวงเหล่านี้ก็เพราะลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเกรงกลัวความตาย เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ที่ชัดเจนและความซาบซึ้งรู้คุณค่าอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ยิ่งน้อยนักที่จะนบนอบต่อสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้นก็เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากการที่จะจัดการเตรียมการและปกครองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวพวกเขาเอง ที่จะควบคุมชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ชีวิตและความตายของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาไม่เคยสามารถที่จะหลีกหนีความเกรงกลัวที่มีต่อความตายได้

6. โดยการยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่คนเราจะคืนกลับไปเคียงข้างพระองค์ได้

เมื่อคนเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า และเกี่ยวกับการเตรียมการของพระองค์ ความรู้ของคนเราเกี่ยวกับชะตากรรมและเกี่ยวกับความตายก็ย่อมจะไม่ปะติดปะต่อกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นวางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้า ไม่ระลึกได้ว่า มนุษย์ไม่สามารถปลดเปลื้อง หรือหลีกหนีอธิปไตยดังกล่าวไปได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเผชิญกับความตาย จึงมีคำสั่งเสีย ความห่วงกังวล ความเสียใจของพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาหนักอึ้งไปด้วยปมในใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกอิดออดไม่เต็มใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกสับสนมากมายเหลือเกิน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกรงกลัวความตาย สำหรับบุคคลใดก็ตามที่ได้ถือกำเนิดมาในพิภพนี้ การเกิดเป็นสิ่งจำเป็น และความตายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถผงาดขึ้นไปอยู่เหนือครรลองของสิ่งต่าง ๆ หากคนเราปรารถนาที่จะจากพิภพนี้ไปอย่างไร้ความเจ็บปวด หากคนเราต้องการที่จะสามารถเผชิญหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตโดยปราศจากความฝืนใจหรือความห่วงกังวล หนทางเดียวก็คือจากไปอย่างไม่มีความรู้สึกเสียใจ และหนทางเดียวที่จะจากไปโดยปราศจากความรู้สึกเสียใจเลยก็คือ การรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า รู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และนบนอบต่อพระองค์ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถอยู่ห่างไกลจากความขัดแย้งบาดหมางของมนุษย์ จากความชั่ว จากพันธนาการของซาตาน และเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถใช้ชีวิตเหมือนชีวิตของโยบ ได้รับการทรงนำ ได้รับพระพรจากพระผู้สร้างได้ ชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นอิสระและมีเสรีภาพ ชีวิตหนึ่งซึ่งมีค่าและความหมาย ชีวิตหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์และจริงใจเปิดเผย เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถน้อมรับต่อการทดสอบ การตัดขาดของพระผู้สร้าง การจัดวางเรียบเรียง และการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้เหมือนกับโยบ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราสามารถนมัสการพระผู้สร้างด้วยชีวิตทั้งหมดของคนเรา และได้รับคำชมเชยของพระองค์ ดังที่โยบได้ทำ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ มองเห็นพระองค์ทรงปรากฏ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่และตายลงอย่างเป็นสุข ปราศจากความเจ็บปวด ปราศจากความห่วงกังวล ปราศจากความรู้สึกเสียใจเหมือนกับโยบ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่ในความสว่างเหมือนกับโยบ และผ่านทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในความสว่าง เสร็จสิ้นการเดินทางของคนเราในความสว่างอย่างราบรื่น เสร็จสิ้นภารกิจของคนเราอย่างประสบความสำเร็จ—ได้รับประสบการณ์ เรียนรู้ และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—และตายจากไปในความสว่าง และยืนเคียงข้างพระผู้สร้างตลอดกาลหลังจากนั้น ในฐานะของมนุษย์ที่ถูกสร้างซึ่งได้รับการชมเชยจากพระองค์

จงอย่าพลาดโอกาสเหมาะที่จะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหกที่พรรณนาไปข้างต้นนั้นเป็นระยะที่มีความสำคัญยิ่งยวดซึ่งถูกวางไว้โดยพระผู้สร้าง ซึ่งบุคคลปกติทุกคนต้องผ่านในชีวิตของพวกเขา จากมุมมองของมนุษย์ ทุกหัวเลี้ยวหัวต่อเหล่านี้เป็นจริง ไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงอ้อมไปได้ และหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง ดังนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว แต่ละหัวเลี้ยวหัวต่อเหล่านี้เป็นจุดตรวจสำคัญ และตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดเผชิญหน้ากับคำถามจริงจังที่ว่า จะผ่านแต่ละจุดตรวจเหล่านั้นไปอย่างประสบความสำเร็จได้อย่างไร

หลายทศวรรษที่ก่อขึ้นเป็นชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวและไม่สั้น ช่วงเวลายี่สิบปีเศษระหว่างการเกิดและการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปในพริบตา และแม้ว่า ณ จุดนี้ของชีวิต บุคคลหนึ่งได้ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว ผู้คนในกลุ่มอายุนี้แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ เมื่อพวกเขาเริ่มได้รับประสบการณ์มากขึ้น พวกเขาค่อย ๆ ก้าวไปสู่วัยกลางคน ผู้คนในวัยสามสิบกว่าและสี่สิบกว่าได้รับประสบการณ์ขั้นหัดบินของชีวิตและชะตากรรม แต่แนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้นั้นก็ยังคงคลุมเครืออยู่มาก กระทั่งถึงวัยสี่สิบแล้วนั่นเองที่ผู้คนบางคนเริ่มเข้าใจมวลมนุษย์และจักรวาล ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และจับความเข้าใจได้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ชะตากรรมมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนบางคนแม้ได้เป็นผู้ติดตามพระเจ้ามานานแล้วและตอนนี้อยู่ในวัยกลางคน ก็ยังคงไม่สามารถมีความรู้และนิยามที่แม่นยำเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการนบนอบที่แท้จริง ผู้คนบางคนไม่ใส่ใจในสิ่งใดเลยนอกจากการพยายามที่จะได้รับพระพร และแม้ว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่มาหลายปี พวกเขาก็ไม่รู้หรือเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์เลยแม้แต่น้อย และไม่เคยแม้แต่จะย่างก้าวที่เล็กที่สุดเข้าสู่บทเรียนในทางปฏิบัติแห่งการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างถ้วนทั่วจริง ๆ และชีวิตของพวกเขานั้นถูกใช้ชีวิตไปอย่างเปล่าประโยชน์

หากช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ถูกแบ่งออกตามระดับประสบการณ์ชีวิตของผู้คนและความรู้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ พวกเขาจะสามารถถูกแบ่งอย่างคร่าว ๆ ได้ออกเป็นสามระยะ ระยะแรกคือวัยเยาว์ ซึ่งเป็นปีต่าง ๆ ระหว่างการเกิดและวัยกลางคน หรือจากการเกิดกระทั่งถึงวัยสามสิบปี ระยะที่สองคือการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ จากวัยกลางคนสู่วัยชรา หรือจากอายุสามสิบปีถึงหกสิบปี และระยะที่สามคือช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของคนเรา ซึ่งรั้งท้ายด้วยการเริ่มต้นของวัยชรา เริ่มจากอายุหกสิบปี ไปจนกระทั่งคนเราไปจากพิภพนี้ พูดอีกอย่างได้ว่า จากการเกิดสู่วัยกลางคน ความรู้ของผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวกับชะตากรรมและชีวิตนั้นถูกจำกัดอยู่กับการลอกเลียนแนวคิดของผู้อื่น และแทบไม่มีสาระที่เป็นจริงใช้การได้เลย ในระหว่างช่วงเวลานี้ ทรรศนะของคนเราที่มีต่อชีวิตและวิธีที่คนเราสร้างหนทางของคนเราในโลกนั้นค่อนข้างผิวเผินและไร้เดียงสา นี่คือช่วงเวลาอ่อนวัยของคนเรา เพียงหลังจากที่คนเราได้ลิ้มรสความชื่นบานและความโศกเศร้าทั้งมวลของชีวิตแล้วเท่านั้นที่คนเราได้รับความเข้าใจที่แท้จริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชะตากรรม และ—โดยจิตใต้สำนึก ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา—ค่อย ๆ มาซาบซึ้งรู้คุณค่าของความมิอาจหวนกลับได้ของชะตากรรม และตระหนักอย่างช้า ๆ ว่า อธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นมีอยู่จริง นี่คือช่วงเวลาแห่งการเจริญไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของคนเรา บุคคลหนึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยของพวกเขาเมื่อพวกเขาหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งบาดหมาง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับรู้สถานการณ์ทั่วไปของชีวิตตัวเอง นบนอบต่อน้ำพระทัยแห่งฟ้า สรุปรวมผลสำเร็จและความผิดพลาดต่าง ๆ ในชีวิตของตนเอง และรอการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อชีวิตของพวกเขา เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ซึ่งแตกต่างกันและสิ่งซึ่งมีสิทธิ์ถือครองที่ผู้คนได้รับมาในระหว่างสามช่วงเวลานี้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ช่องหน้าต่างแห่งโอกาสเหมาะของคนเราในการที่จะรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก หากคนเรามีชีวิตอยู่ถึงหกสิบปี คนเรามีเพียงสามสิบปีโดยประมาณที่จะรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเราต้องการช่วงเวลาที่ยาวกว่านั้น นั่นเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อชีวิตคนเรายืนยาวเพียงพอ ต่อเมื่อคนเราสามารถมีชีวิตอยู่เป็นศตวรรษเท่านั้น เราจึงพูดเลยว่า ตามกฎการดำรงอยู่ของมนุษย์ตามปกตินั้น แม้เป็นการดำเนินไปที่ยาวนานมาก นับจากตอนที่คนเราเผชิญหน้ากับหัวข้อของการทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงเวลาที่คนเราสามารถระลึกได้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยนั้น และจากตรงนั้นจนถึงจุดที่คนเราสามารถนบนอบต่ออธิปไตย หากคนเรานับปีดูจริง ๆ แล้ว ไม่เกินสามสิบหรือสี่สิบปีเลยที่ในระหว่างนั้นคนเรามีโอกาสที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ผู้คนหลงลืมตัวไปกับความอยากได้อยากมีของตัวเองและความทะเยอทะยานของพวกเขาในการที่จะได้รับพระพร ดังนั้นพวกเขาจึงมิอาจหยั่งรู้เลยว่า แก่นสารของชีวิตมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนและไม่จับความเข้าใจในความสำคัญของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนเช่นนั้นไม่หวงแหนโอกาสอันล้ำค่านี้ที่จะเข้าสู่พิภพมนุษย์เพื่อเรียนรู้ชีวิตมนุษย์และอธิปไตยของพระผู้สร้าง และพวกเขาหาได้ตระหนักไม่ว่ามันล้ำค่าอย่างไรสำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในการได้รับการทรงนำจากพระผู้สร้างด้วยพระองค์เอง เราจึงพูดเลยว่า บรรดาผู้คนซึ่งต้องการให้พระราชกิจของพระเจ้าจบลงโดยเร็ว ผู้ซึ่งปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมจุดจบของมนุษย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็นภาคบุคคลจริงของพระองค์ในทันที และได้รับพระพรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้—พวกเขามีความผิดในข้อหาที่เลวร้ายที่สุดแห่งการไม่เชื่อฟัง และพวกเขาช่างโง่เขลาอย่างถึงที่สุด ในขณะที่คนฉลาดในหมูมนุษย์ บรรดาผู้ที่มีความเฉียบแหลมทางจิตใจ คือผู้ที่พึงปรารถนาที่จะคว้าโอกาสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ในช่วงเวลาเวลาที่ถูกจำกัดของพวกเขา ในการทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง สองความอยากที่แตกต่างกันนี้เผยให้เห็นสองทรรศนะและการไล่ตามเสาะหาที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล บรรดาผู้ที่แสวงหาพระพรนั้นมีความเห็นแก่ตัวและต่ำช้า และแสดงให้เห็นการไร้ความคำนึงต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่เคยพยายามทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระเจ้า ไม่เคยพึงปรารถนาที่จะนบนอบต่อมัน แต่แค่ต้องการมีชีวิตตามที่พวกเขาพอใจ พวกเขาเป็นพวกคนเสื่อมที่หลงระเริง และผู้คนในหมวดหมู่นี้เองที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่พยายามทำความรู้จักพระเจ้าสามารถที่จะวางความอยากของตัวเองลง มีความเต็มใจที่จะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพวกเขาพยายามที่จะเป็นผู้คนประเภทที่มีความนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเป็นผู้ที่ทำให้พระเจ้าทรงสมพระทัยในสิ่งที่พระองค์ทรงพึงปรารถนา ผู้คนดังกล่าวมีชีวิตอยู่ในความสว่าง และในท่ามกลางพระพรของพระเจ้า และแน่นอนเลยว่าพวกเขาจะได้รับการชมเชยจากพระเจ้า ไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทางเลือกของมนุษย์นั้นไม่มีประโยชน์ และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะใช้เวลานานเท่าใด มันจะเป็นการดีกับผู้คนเสียกว่าที่จะวางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์ หากเจ้าไม่วางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าแล้วไซร้ อะไรเล่าที่เจ้าสามารถทำได้ ? พระเจ้าจะทรงได้ผลลัพธ์เป็นการทนทุกข์กับความสูญเสียใดอย่างนั้นหรือ ? หากเจ้าไม่วางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า แต่กลับพยายามวางตัวเองเป็นผู้กำกับแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังสร้างทางเลือกที่โง่เง่า และท้ายที่สุดเจ้าก็จะเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย ต่อเมื่อผู้คนให้ความร่วมมือกับพระเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อผู้คนรีบเร่งที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และทำความเข้าใจกับทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความหวัง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้ถูกใช้ตลอดไปอย่างไร้ประโยชน์ และพวกเขาจึงจะบรรลุในความรอด

ไม่มีใครเลยสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์

หลังจากการได้ฟังทุกสิ่งที่เราเพิ่งได้พูดไป แนวคิดของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรมได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ? เจ้าเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ว่าอย่างไร ? พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ และไม่สำคัญว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองของชีวิตคนเรา ไม่สำคัญว่าเส้นทางคดเคี้ยวกี่สายที่คนเราเดินไป ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา นี่คือความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะซึ่งสิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและปกครองจักรวาล ความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้นี้ การควบคุมและปกครองในรูปแบบนี้นี้เองที่รับผิดชอบต่อกฎต่าง ๆ ที่ลิขิตขีดเขียนชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ที่อำนวยให้มนุษย์มาจุติใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ที่ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเจ้าได้เป็นพยานข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะเพียงอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้ารู้จักความเป็นจริงเกี่ยวกับความจริงดีเท่าใด เจ้าได้รับประสบการณ์จากพระวจนะของพระเจ้าไปมากแล้วเท่าใด เจ้ารู้จักเนื้อแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเท่าใด—เหล่านี้ทั้งหมดเป็นตัวแทนความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบต่อพวกมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ ? ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบต่อมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ ? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงลิขิตขีดเขียนและทรงจัดการเตรียมชะตากรรมของมนุษย์ทุกคนและทุกสรรพสิ่งไปตามพระดำริของพระองค์และความปรารถนาของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลลัพธ์ให้สิ่งนี้เปลี่ยนไป มันเป็นอิสระจากความเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขตัดแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของห้วงเวลา อวกาศ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระองค์ ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบต่อมันได้หรือไม่—ไม่มีข้อพิจารณาใดเหล่านี้ที่ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์ได้แม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่ามนุษย์มีท่าทีอะไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า มันก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีจริงอยู่ดี สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ทรงได้ทรงทำเสมอ ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล !

ท่าทีและการปฏิบัติอันเหมาะสมสำหรับผู้ซึ่งปรารถนาจะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ตอนนี้มนุษย์รู้และคำนึงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ด้วยท่าทีอะไร ? นี่คือปัญหาที่แท้จริงปัญหาหนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าทุกบุคคล ในเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์อย่างไร ? เมื่อเจ้าถูกประจันหน้าด้วยปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และรับประสบการณ์กับมันอย่างไร ท่าทีอะไรที่เจ้าควรนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นจริงถึงเจตนาของเจ้าที่จะนบนอบ ความอยากที่จะนบนอบ และความเป็นจริงของการนบนอบของเจ้าต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ? ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ “การรอคอย” หมายถึงการรอคอยเวลาของพระเจ้า การรอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการเพื่อเจ้า การรอคอยน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองต่อเจ้า “การแสวงหา” หมายถึง การสังเกตและการทำความเข้าใจพระเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระดำริของพระเจ้าที่มีต่อเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงวางโครงร่างเอาไว้ การทำความเข้าใจความจริงโดยผ่านทางสิ่งเหล่านั้น การเข้าใจสิ่งที่พวกมนุษย์ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงและหนทางต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องยึดถือไว้ การทำความเข้าใจในผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ในมนุษย์และความสำเร็จลุล่วงอะไรที่พระองค์ทรงตั้งใจบรรลุในพวกเขา “การนบนอบ” แน่นอนว่าย่อมอ้างอิงถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ การยอมรับในอธิปไตยของพระองค์ และโดยผ่านการยอมรับนี้ มารู้ว่าผู้ทรงสร้างทรงลิขิตขีดเขียนชะตากรรมมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงจัดหาให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร พระองค์ทรงพระราชกิจกับความจริงในมนุษย์อย่างไร ทุกสรรพสิ่งภายใต้การจัดการเตรียมการและอธิปไตยของพระเจ้าเป็นไปโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติต่าง ๆ และหากเจ้าตั้งปณิธานว่าจะยอมให้พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและลิขิตขีดเขียนทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเจ้า เจ้าควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหา และเจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบ นี่คือท่าทีที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าต้องนำมาใช้ คุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าต้องมี เพื่อที่จะมีท่าทีเช่นนั้น เพื่อที่จะมีคุณสมบัติเช่นนั้น เจ้าต้องทำงานหนักขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงได้

การยอมรับพระเจ้าเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของเจ้าคือก้าวแรกในการบรรลุความรอด

ความจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์ และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความเป็นจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล ต่อหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา ดังนั้น มันจึงเป็นการคุ้มค่าต่อการใช้พลังงานทั้งชีวิตในการเรียนรู้และทำความเข้าใจพวกมัน เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรง ๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อย ๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าจะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรแสดงออกมาเพื่อชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ ? ดังนั้น ไม่สำคัญว่า เจ้าได้เดินมาไกลแค่ไหนแล้วในชีวิต ไม่สำคัญว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่สำคัญว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายผู้ทรงพระเอกลักษณ์ของเจ้า การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้ที่เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และบรรลุถึงความจริง เช่นนั้นคือชีวิตแห่งการทำความรู้จักพระเจ้า เป็นหลักสูตรพื้นฐานของการศึกษาของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้ หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้ ! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปได้น้อยเข้าไปใหญ่ ! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์เจ้านายแต่ผู้เดียวของชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะลิขิตขีดเขียนชีวิตของเขาเอง เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะก้าวออกจากมัน ไม่สำคัญว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราไม่สามารถมีอิทธิพลต่อ—นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลง—ชะตากรรมของผู้อื่น มีเพียงพระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ทรงลิขิตขีดเขียนทุกสรรพสิ่งสำหรับมนุษย์ เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้นมีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าถือครองอธิปไตยไม่เพียงเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่ยังเหนือสิ่งที่ไม่ได้ทรงสร้างที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว เหนือห้วงจักรวาล นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ที่ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากหนึ่งในพวกเจ้ายังคงไม่พึงพอใจกับสิ่งต่าง ๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยวิถีทางแห่งความพยายามของมนุษย์ และผลที่ได้คือแยกตัวเจ้าเองออกมาให้โดดเด่นกว่ามิตรสหายและได้รับชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่าง ๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพของตัวเอง ! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่า ตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่าง ๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องรับผิดอย่างสาสมกับการกระทำนี้ แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความรุนแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ต่อไป และซาบซึ้งรู้คุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้า ๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริง โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยิ่งไม่เคยเลยที่จะระลึกได้ถึงและยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าจะเป็นเป้าของความเกลียดและการปฏิเสธของพระเจ้า โดยเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้ทำไป แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ซึ่งสามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อย ๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจะกลายเป็นได้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ทรงสร้างอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นจะได้รับการช่วยให้รอดแล้วอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าแล้ว เพราะพวกเขาได้ยอมรับมันแล้ว ความซาบซึ้งที่พวกเขามีต่อข้อเท็จจริงในเรื่องของอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ ความนบนอบของพวกเขาต่อมันนั้นเป็นจริงและแม่นยำ เมื่อเขาเผชิญความตาย พวกเขาจะมีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อความตายเหมือนกับโยบ และนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการในทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า โดยไม่มีทางเลือกของปัจเจกบุคคล ไม่มีความอยากของปัจเจกบุคคล มีเพียงบุคคลดังกล่าวเท่านั้นที่จะสามารถหวนคืนไปเคียงข้างพระผู้สร้างในฐานะมนุษย์แท้ที่ถูกสร้างขึ้นมาคนหนึ่ง

17 ธันวาคม ค.ศ. 2013

ก่อนหน้า:พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน

ถัดไป:พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3