พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

สิทธิอำนาจของพระเจ้า (1)

การสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังของเรานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง  หลังจากที่ได้รับฟังการสามัคคีธรรมเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าได้รับความเข้าใจและความรู้ระดับใด?  พวกเจ้าสามารถบอกเป็นตัวเลขได้หรือไม่?  การสามัคคีธรรมเหล่านี้ให้ความเข้าใจเรื่องพระเจ้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นแก่พวกเจ้าหรือไม่?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าความเข้าใจนี้เป็นความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้านี้เป็นความรู้เกี่ยวกับเนื้อแท้ทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้า และเป็นทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น?  ไม่ ไม่ได้อย่างแน่นอน!  นั่นเป็นเพราะการสามัคคีธรรมเหล่านี้เพียงแค่จัดเตรียมความเข้าใจในส่วนของพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นเท่านั้น—ไม่ใช่ทั้งหมดในเรื่องนี้ที่เป็นความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน  การสามัคคีธรรมเหล่านี้ได้ทำให้พวกเจ้าสามารถเข้าใจส่วนหนึ่งของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในอดีต พวกเจ้าได้เห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น ตลอดจนวิธีเข้าหาและการคิดที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงทำไปแล้วโดยผ่านทางการสามัคคีธรรมเหล่านี้  แต่นี่เป็นเพียงแค่ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่ได้พูดไปตามตัวอักษรเท่านั้น และในหัวใจของพวกเจ้านั้น พวกเจ้ายังคงไม่แน่ใจเกี่ยวกับว่าในความเข้าใจนี้มีมากเท่าใดที่เป็นจริง  สิ่งใดที่กำหนดพิจารณาเป็นหลักว่ามีความเป็นจริงบ้างหรือไม่ต่อการเข้าใจสิ่งต่างๆ เช่นนั้นของผู้คน?  มันถูกกำหนดพิจารณาโดยการที่ว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงกับพระวจนะและพระอุปนิสัยของพระเจ้าไปมากเท่าใดแล้วในระหว่างการรับประสบการณ์จริงของพวกเขา และพวกเขาสามารถมองเห็นและรู้จักไปได้มากเท่าใดแล้วในระหว่างการรับประสบการณ์จริงเหล่านี้  มีผู้ใดบ้างที่กล่าวคำพูดดังเช่นคำพูดเหล่านี้ นั่นคือ “การสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังนี้เปิดโอกาสให้พวกเราได้เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำ พระดำริของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ และพื้นฐานของการกระทำของพระองค์ ตลอดจนหลักธรรมทั้งหลายในการกระทำของพระองค์ และดังนั้น พวกเราจึงได้มาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และได้รู้จักความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า”?  มันถูกต้องหรือไม่ที่จะกล่าวเช่นนี้?  เห็นได้ชัดว่า มันไม่ถูกต้อง  เหตุใดเราจึงกล่าวว่ามันไม่ถูกต้องที่จะกล่าวเช่นนี้?  พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นถูกแสดงออกมาในสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงกระทำและพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสไป  มนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นได้โดยผ่านทางพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำและพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสไป แต่นี่เป็นเพียงการกล่าวว่าพระราชกิจและพระวจนะทั้งหลายนั้นทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจได้แต่เพียงส่วนหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระเจ้า และส่วนหนึ่งของสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นเท่านั้น  หากมนุษย์ปรารถนาที่จะได้รับความเข้าใจที่ลุ่มลึกมากขึ้นและยิ่งใหญ่มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็ต้องได้รับประสบการณ์กับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าให้มากขึ้น  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเพียงได้รับความเข้าใจส่วนหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อกำลังรับประสบการณ์กับพระวจนะหรือพระราชกิจของพระเจ้าบางส่วน แต่ความเข้าใจส่วนนี้เป็นตัวแทนของพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้ากระนั้นหรือ?  ความเข้าใจส่วนนี้เป็นตัวแทนเนื้อแท้ของพระเจ้ากระนั้นหรือ?  แน่นอนว่านั่นเป็นตัวแทนของพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระเจ้า ไม่มีข้อสงสัยในการนั้น  ไม่ว่าเวลาใดหรือสถานที่ใด หรือพระเจ้าจะทรงพระราชกิจของพระองค์ในลักษณะใด หรือพระองค์จะทรงปรากฏต่อมนุษย์ในรูปสัณฐานใด หรือพระองค์จะทรงแสดงน้ำพระทัยของพระองค์ในหนทางใด ทั้งหมดที่พระองค์ทรงเผยและทรงแสดงนั้นเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง เนื้อแท้ของพระเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  พระเจ้าทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และในพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระองค์ การนี้เป็นจริงอย่างแน่แท้  กระนั้นก็ตาม วันนี้ ผู้คนเพียงแค่มีความเข้าใจส่วนหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ และโดยผ่านทางสิ่งที่พวกเขาได้ยินเมื่อพวกเขาฟังการเทศนาเท่านั้น และดังนั้นจึงเป็นการเข้าใจถึงระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง การเข้าใจนี้สามารถเพียงพูดได้ว่าเป็นความรู้ทางทฤษฎีเท่านั้น  ในมุมมองของสภาวะจริงของเจ้าแล้ว เจ้าสามารถยืนยันความถูกต้องของความเข้าใจหรือความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่เจ้าได้ยิน ได้เห็น หรือได้รู้และได้เข้าใจมาในหัวใจของเจ้าวันนี้ก็เฉพาะเมื่อพวกเจ้าแต่ละคนก้าวผ่านการนี้ในประสบการณ์จริงของพวกเจ้าและมารู้จักสิ่งนั้นทีละนิดทีละน้อยเท่านั้น  หากเราไม่ได้สามัคคีธรรมพระวจนะเหล่านี้กับพวกเจ้า พวกเจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ทั้งหลายของพวกเจ้าเพียงอย่างเดียวได้หรือ?  ในการทำเช่นนั้น เราเกรงว่าคงจะเป็นการยากอย่างยิ่ง  นั่นเป็นเพราะผู้คนต้องมีพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้รู้ว่าจะได้รับประสบการณ์อย่างไรเสียก่อน  ไม่ว่าผู้คนจะกินพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใดก็ตาม นี่คือจำนวนเดียวกันกับที่พวกเขาสามารถได้รับประสบการณ์ได้อย่างแท้จริง  พระวจนะของพระเจ้านำทางไปสู่เส้นทางข้างหน้า และนำมนุษย์ไปในประสบการณ์ของเขา  กล่าวสั้นๆ คือ สำหรับบรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ที่แท้จริงอยู่บ้าง การสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังมานี้จะช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์การทำความเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น  แต่สำหรับพวกที่ไม่มีประสบการณ์ที่แท้จริงเลย หรือผู้ที่เพิ่งได้เริ่มต้นประสบการณ์ของพวกเขาเท่านั้น หรือเพิ่งได้เริ่มต้นสัมผัสกับความเป็นจริงเท่านั้น การนี้คือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่

เนื้อหาหลักของการสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังนั้นเกี่ยวกับเรื่อง “พระอุปนิสัยของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง”  พวกเจ้าได้เห็นสิ่งใดบ้างในส่วนที่เป็นกุญแจสำคัญและศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้พูดถึงไป?  ตลอดการสามัคคีธรรมเหล่านี้ พวกเจ้าสามารถระลึกได้หรือไม่ว่าพระองค์ผู้ซึ่งได้ทรงพระราชกิจ พระองค์ผู้ซึ่งได้ทรงเผยพระอุปนิสัยเหล่านี้นั้นคือพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง ผู้ซึ่งทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง?  หากคำตอบของพวกเจ้าคือได้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดที่นำทางพวกเจ้ามาถึงบทสรุปเช่นนั้น?  ในการมาถึงบทสรุปนี้ พวกเจ้าได้พิจารณากี่แง่มุม?  ผู้ใดสามารถบอกเราได้บ้าง?  เรารู้ว่าการสามัคคีธรรมไม่กี่ครั้งล่าสุดนั้นส่งผลกระทบต่อพวกเจ้าอย่างลึกซึ้ง และจัดเตรียมการเริ่มต้นใหม่ขึ้นในหัวใจของพวกเจ้าสำหรับความรู้ของพวกเจ้าในเรื่องพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม  แต่ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว พวกเจ้าได้ก้าวกระโดดอย่างใหญ่หลวงในการทำความเข้าใจของพวกเจ้าเรื่องพระเจ้า แต่คำจำกัดความของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ของพระเจ้ายังไม่ได้ก้าวหน้าเกินไปกว่าพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งยุคธรรมบัญญัติ องค์พระเยซูเจ้าแห่งยุคพระคุณ และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคแห่งราชอาณาจักร  กล่าวคือ ถึงแม้ว่าการสามัคคีธรรมเหล่านี้ที่เกี่ยวกับ “พระอุปนิสัยของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง” จะได้ให้ความเข้าใจบางอย่างแก่พวกเจ้าในเรื่องของพระวจนะทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้เคยตรัสไว้ และพระราชกิจที่ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้เคยทรงกระทำไว้ และสิ่งทรงเป็นและสิ่งทรงครองที่ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้เคยทรงเผยไว้ แต่พวกเจ้าก็ไม่มีความสามารถที่จะจัดเตรียมคำจำกัดความที่แท้จริงและการกำหนดทิศทางที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับคำว่า “พระเจ้า”  อีกทั้งพวกเจ้าก็ไม่มีการกำหนดทิศทางและความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง กล่าวคือ เกี่ยวกับสถานะของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งและตลอดทั่วทั้งจักรวาล  นั่นก็เป็นเพราะว่า ในการสามัคคีธรรมครั้งก่อนๆ นี้เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองและพระอุปนิสัยของพระเจ้า เนื้อหาทั้งหมดนั้นมีพื้นฐานอยู่บนการแสดงออกและการเปิดเผยทั้งหลายของพระเจ้าดังที่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์  กระนั้นก็เป็นการยากสำหรับมนุษย์ที่จะค้นพบสิ่งทรงเป็นและสิ่งทรงครองที่พระเจ้าได้ทรงเผยและได้ทรงแสดงไว้ในระหว่างการบริหารจัดการและความรอดของมวลมนุษย์ของพระองค์ หรือนอกเหนือจากนั้น  ดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะเข้าใจสิ่งทรงมีและสิ่งทรงครองของพระเจ้าที่เผยอยู่ในพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปแล้วในอดีต แต่คำจำกัดความของพวกเจ้าในเรื่องพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ายังคงอยู่ในหนทางที่ห่างไกลจาก “พระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง” และนั่นแตกต่างจากคำจำกัดความในเรื่อง “พระผู้สร้าง”  การสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกในหนทางเดียวกันว่า มนุษย์จะสามารถรู้ถึงพระดำริของพระเจ้าได้อย่างไร?  หากใครสักคนจะรู้จริงๆ เช่นนั้นแล้ว บุคคลนั้นก็คงจะต้องเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด เพราะมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงรู้พระดำริของพระองค์เอง และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงรู้พื้นฐานและวิธีการเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงกระทำ  ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลและมีตรรกะในการที่พวกเจ้าจะระลึกพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าได้ในหนทางเช่นนั้น แต่ผู้ใดจะสามารถบอกจากพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระเจ้าได้ว่านี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองจริงๆ และไม่ใช่งานของมนุษย์ งานซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำแทนของพระเจ้าได้?  ผู้ใดสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยขององค์หนึ่งเดียว ผู้ซึ่งทรงมีเนื้อแท้และฤทธานุภาพของพระเจ้า?  กล่าวคือ พวกเจ้าระลึกได้โดยผ่านทางพระลักษณะเฉพาะหรือเนื้อแท้ใดว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์ ผู้ซึ่งทรงมีพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า และเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง?  พวกเจ้าเคยคิดเกี่ยวกับการนั้นหรือไม่?  หากพวกเจ้าไม่เคย เช่นนั้นแล้ว นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงหนึ่ง นั่นคือ การสามัคคีธรรมหลายครั้งหลังมานี้เพียงแค่ได้ให้ความเข้าใจบางอย่างแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ และเกี่ยวกับวิธีการ การสำแดง และการเปิดเผยของพระเจ้าในระหว่างพระราชกิจนั้น  ถึงแม้ว่าการเข้าใจเช่นนั้นจะทำให้พวกเจ้าแต่ละคนระลึกได้โดยไม่สงสัยเลยว่า องค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งได้ทรงดำเนินพระราชกิจในสองช่วงระยะเหล่านี้คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ซึ่งพวกเจ้าเชื่อและติดตามพระองค์ องค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งพวกเจ้าต้องติดตามพระองค์อยู่เสมอ แต่พวกเจ้าก็ยังคงไม่สามารถระลึกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งทรงดำรงอยู่มาตั้งแต่การทรงสร้างโลกและผู้ซึ่งจะยังคงดำรงอยู่ไปจนตราบชั่วกัลปาวสาน อีกทั้งพวกเจ้าไม่สามารถที่จะระลึกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงนำและทรงถือครองอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์ทั้งปวง  พวกเจ้าไม่เคยคิดเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นพระยาห์เวห์หรือองค์พระเยซูเจ้าก็ตาม พวกเจ้าสามารถระลึกได้โดยผ่านทางแง่มุมใดของเนื้อแท้และการสำแดงว่าพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งพวกเจ้าต้องติดตามพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงบัญชามวลมนุษย์และทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง ผู้ซึ่งทรงถือครองอธิปไตยเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นโลกและสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน?  พวกเจ้าระลึกได้โดยผ่านทางช่องทางใดว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งพวกเจ้าเชื่อและติดตามพระองค์นั้นคือพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งทรงถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง?  พวกเจ้าเชื่อมโยงพระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อกับพระเจ้าผู้ซึ่งทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์โดยผ่านทางช่องทางใด?  สิ่งใดที่ทำให้พวกเจ้าระลึกได้ว่าพระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อนั้นทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง ผู้ซึ่งทรงสถิตในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก และท่ามกลางสรรพสิ่ง?  นี่คือปัญหาที่เราจะไขในตอนต่อไป

ปัญหาทั้งหลายที่พวกเจ้าไม่เคยคิดถึงหรือไม่สามารถคิดถึงนั้นอาจจะเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อการรู้จักพระเจ้า และอาจจะเป็นปัญหาที่อาจทำให้ค้นพบความจริงที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งลึกได้ก็เป็นได้  เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเจ้า จนถึงระดับที่พวกเจ้าจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับพวกมันและตัดสินใจเลือก หากพวกเจ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่เนื่องจากความโง่เขลาหรือความไม่รู้เท่าทันของพวกเจ้า หรือเนื่องจากประสบการณ์ทั้งหลายของพวกเจ้านั้นผิวเผินเกินไป และพวกเจ้าขาดพร่องความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกมันก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นขวากหนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า  และดังนั้น เรารู้สึกว่าจำเป็นอย่างสูงที่จะต้องสามัคคีธรรมกับพวกเจ้าเกี่ยวกับหัวเรื่องนี้  บัดนี้พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าปัญหาของพวกเจ้าคืออะไร?  พวกเจ้าเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาที่เราพูดถึงหรือไม่?  ปัญหาเหล่านี้คือปัญหาที่พวกเจ้าจะเผชิญหน้าใช่หรือไม่?  พวกมันเป็นปัญหาที่พวกเจ้าไม่เข้าใจใช่หรือไม่?  พวกมันเป็นปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเจ้าใช่หรือไม่?  ปัญหาเหล่านี้สำคัญต่อพวกเจ้าใช่หรือไม่?  พวกมันเป็นปัญหาจริงๆ กระนั้นหรือ?  เรื่องนี้เป็นบ่อเกิดความสับสนยิ่งใหญ่แก่พวกเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ซึ่งพวกเจ้าเชื่อในพระองค์ และแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่ได้เอาจริงเอาจังกับพระองค์เลย  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า และดังนั้น ฉันจึงติดตามพระองค์ เพราะพระวจนะของพระองค์คือการแสดงออกของพระเจ้า  นั่นก็พอแล้ว  จำเป็นต้องมีข้อพิสูจน์อะไรมากกว่านี้อีก?  แน่นอนแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้า?  แน่นอนแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเราไม่ควรที่จะต้องทดสอบพระเจ้า?  แน่นอนแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงเนื้อแท้ของพระเจ้าและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง?”  ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดในหนทางนี้หรือไม่ก็ตาม เราไม่ตั้งคำถามเช่นนั้นออกไปเพื่อทำให้พวกเจ้างุนงงสับสนเกี่ยวกับพระเจ้า หรือเพื่อทำให้พวกเจ้าทดสอบพระองค์ นับประสาอะไรที่จะตั้งคำถามเพื่อให้พวกเจ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของพระเจ้า  ตรงกันข้าม เราทำเช่นนั้นเพื่อส่งเสริมให้พวกเจ้าเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระเจ้า และเกิดความมั่นใจและความเชื่อมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานะของพระเจ้า เพื่อที่พระเจ้าอาจจะกลายเป็นองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นในหัวใจของพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระเจ้า และเพื่อที่สถานะดั้งเดิมของพระเจ้า—ในฐานะพระผู้สร้าง ผู้ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง—อาจจะได้ฟื้นคืนมาในหัวใจของสิ่งที่ทรงสร้างทุกสิ่ง  นี่ยังเป็นประเด็นหลักที่เรากำลังจะสามัคคีธรรมถึงด้วยเช่นกัน

บัดนี้ พวกเรามาเริ่มอ่านคัมภีร์ต่อไปนี้จากพระคัมภีร์กันเถิด

1. พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง

ปฐมกาล 1:3-5 พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก

ปฐมกาล 1:6-7 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน” พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:9-11 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:14-15 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:20-21  พระเจ้าตรัสว่า “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน” พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ปฐมกาล 1:24-25 พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ในวันแรก กลางวันและกลางคืนของมวลมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า

พวกเรามาดูบทตอนแรกกันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง’  ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก” (ปฐมกาล 1:3-5)  บทตอนนี้พรรณนาถึงการกระทำครั้งแรกของพระเจ้าในปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง และวันแรกที่พระเจ้าได้ทรงผ่านซึ่งมีเวลาเย็นและเวลาเช้า  แต่มันเป็นวันที่เหนือธรรมดา กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตระเตรียมความสว่างให้แก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ได้ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด  ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตรัส และพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่เคียงข้างกัน  สิทธิอำนาจของพระองค์ได้เริ่มแสดงออกไปท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระองค์ได้แผ่กระจายท่ามกลางทุกสรรพสิ่งอันเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์  จากวันนี้เป็นต้นไป ทุกสรรพสิ่งได้เป็นรูปร่างและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกมันได้เริ่มต้นทำหน้าที่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะที่ว่า “จงเกิดความสว่าง” ดังนั้นความสว่างก็มีขึ้น  พระเจ้ามิได้ทรงเริ่มต้นโครงการใดๆ ของพระราชกิจ ความสว่างได้ปรากฏขึ้นอันเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์  นี่คือความสว่างที่พระเจ้าทรงเรียกว่ากลางวัน และซึ่งมนุษย์ยังคงพึ่งพาอาศัยเพื่อการดำรงอยู่ของเขาในวันนี้  ด้วยพระบัญชาของพระเจ้า เนื้อแท้และคุณค่าของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป และมันไม่เคยอันตรธานหายไป  การดำรงอยู่ของมันแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า และกล่าวประกาศถึงการดำรงอยู่ของพระผู้สร้าง  มันยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงพระอัตลักษณ์และสถานะของพระผู้สร้าง  มันไม่ใช่สิ่งที่มิอาจจับต้องได้หรือสิ่งลวงตา หากแต่เป็นความสว่างจริงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้  จากเวลานั้นเป็นต้นไป ในโลกว่างเปล่าใบนี้ซึ่ง “แผ่นดินก็ร้างและว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ” ก็ได้มีสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งแรกก่อกำเนิดขึ้น  สิ่งนี้มาจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และได้ปรากฏขึ้นในกิจการแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและถ้อยดำรัสของพระเจ้า  ไม่นานหลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ความสว่างและความมืดแยกออกจากกัน…ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนและครบบริบูรณ์เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า…พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนี้ว่า “กลางวัน” และความมืดนั้นพระองค์ทรงเรียกว่า “กลางคืน”  ณ เวลานั้น เวลาเย็นแรกและเวลาเช้าแรกได้ก่อกำเนิดขึ้นในโลกที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้น และพระเจ้าได้ตรัสว่า นี่คือวันแรก  วันนั้นคือวันแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และเป็นปฐมกาลแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และเป็นครั้งแรกที่สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้รับการแสดงออกไปในโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นใบนี้

มนุษย์สามารถมองเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า ตลอดจนฤทธานุภาพของพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้  เพราะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น ดังนั้นจึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจเช่นนั้น เพราะพระเจ้าทรงสิทธิอำนาจเช่นนั้น จึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น  มนุษย์คนใดหรือวัตถุใดสามารถมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนี้ได้หรือไม่?  มีคำตอบในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่?  นอกจากพระเจ้าแล้ว มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดที่มีสิทธิอำนาจเช่นนั้นหรือไม่?  พวกเจ้าเคยเห็นตัวอย่างของสิ่งเช่นนั้นในหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ใดหรือไม่?  มีบันทึกใดๆ ว่าใครบางคนได้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งบ้างหรือไม่?  ไม่ปรากฏว่ามีในหนังสือหรือบันทึกอื่นใด แน่นอนว่าเหล่านี้คือพระวจนะเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเกี่ยวกับการทรงสร้างโลกอันสง่างามของพระเจ้า ซึ่งถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ พระวจนะเหล่านี้ตรัสเพื่อสิทธิอำนาจและพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นถูกครองโดยพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้น!  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนี้ไม่สามารถถูกครองหรือแทนที่ได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ!  นี่คือหนึ่งในพระลักษณะเฉพาะของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองใช่หรือไม่?  พวกเจ้าเคยเป็นประจักษ์พยานถึงมันหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าใจข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจที่เป็นเอกลักษณ์ และฤทธานุภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ทรงถือครองพระอัตลักษณ์และสถานะสูงสุด  จากการสามัคคีธรรมข้างต้นนี้ พวกเจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อนั้นทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง?

ในวันที่สอง สิทธิอำนาจของพระเจ้าจัดการเตรียมการน้ำ และสร้างภาคพื้น และพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดปรากฏขึ้น

พวกเรามาอ่านบทตอนที่สองจากพระคัมภีร์กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน’ พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:6-7))  มีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”  ในคัมภีร์นี้กล่าวว่า “พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น”  อะไรคือผลลัพธ์หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสและได้ทำการนี้?  คำตอบอยู่ในท่อนสุดท้ายของบทตอนนี้ ความว่า “ก็เป็นดังนั้น”

สองประโยคสั้นๆ นี้บันทึกเหตุการณ์ที่สง่างาม และพรรณนาฉากที่น่าอัศจรรย์—หน้าที่การงานที่น่าเกรงขามซึ่งพระเจ้าได้ทรงควบคุมน้ำ และได้ทรงสร้างพื้นที่ซึ่งมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้…

ในภาพนี้ น้ำและภาคพื้นปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระเจ้าโดยทันที และพวกมันได้แยกออกโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และได้แยกออกเป็น “ข้างบน” และ “ข้างใต้” ในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดแต่งตั้ง  กล่าวคือ ภาคพื้นที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นไม่เพียงครอบคลุมน้ำที่อยู่ข้างใต้เท่านั้น แต่ยังพยุงน้ำเบื้องบนด้วยเช่นกัน…ในการนี้ ช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะเพียงแต่จ้องมอง อึ้งตะลึงงัน และอ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใสในมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์และความตระการตาของฉากซึ่งพระผู้สร้างได้ทรงเคลื่อนและทรงบัญชาน้ำ และได้ทรงสร้างภาคพื้น  พระเจ้าได้ทรงสัมฤทธิ์ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่มิใช่มหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหรอกหรือ?  ขอให้พวกเราใช้คัมภีร์มาอธิบายกิจการทั้งหลายของพระเจ้ากันเถิด กล่าวคือ  พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะของพระองค์ และเนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจึงมีภาคพื้นขึ้นในระหว่างน้ำ  ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่น่าเกรงขามหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นในพื้นที่นี้เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในความสำนึกรับรู้ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการแทนที่ชนิดที่ความว่างเปล่ากลายเป็นบางสิ่งบางอย่าง  มันเกิดมาจากพระดำริของพระผู้สร้าง และได้กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างจากความว่างเปล่าเนื่องจากพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไป และยิ่งไปกว่านั้น จากจุดนี้เป็นต้นไปมันจะดำรงอยู่และยืนหยัดมั่นคงเพื่อประโยชน์ของพระผู้สร้าง และจะแปรผัน เปลี่ยนแปลง และเริ่มใหม่ตามพระดำริของพระผู้สร้าง  บทตอนนี้พรรณนาถึงกิจการที่สองของพระผู้สร้างในการทรงสร้างโลกทั้งใบของพระองค์  มันเป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง เป็นการบุกเบิกหน้าที่การงานอีกอย่างหนึ่งโดยพระผู้สร้าง  วันนี้คือวันที่สองที่พระผู้สร้างได้ทรงผ่านไปนับตั้งแต่การวางรากฐานของโลก และมันเป็นวันที่น่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งสำหรับพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงดำเนินไปท่ามกลางความสว่าง พระองค์ได้ทรงนำมาซึ่งภาคพื้น พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการและทรงควบคุมน้ำ และกิจการทั้งหลายของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และฤทธานุภาพของพระองค์ถูกนำไปทรงพระราชกิจในวันใหม่…

เคยมีภาคพื้นในระหว่างน้ำก่อนที่พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  และเป็นอย่างไรเล่าหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ”  สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าตั้งพระทัยไว้ได้ปรากฏขึ้น มีภาคพื้นระหว่างน้ำ และน้ำถูกแยกออกเพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “แยกน้ำออกจากกัน” ด้วยวิธีนี้ วัตถุใหม่สองสิ่ง สองสิ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่งอันเป็นผลมาจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ตามพระวจนะของพระเจ้า  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการปรากฏของสิ่งใหม่สองสิ่งนี้?  พวกเจ้ารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของพระผู้สร้างหรือไม่?  พวกเจ้ารู้สึกถึงพลังที่เป็นเอกลักษณ์และเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างหรือไม่?  ความยิ่งใหญ่ของพลังและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิทธิอำนาจนี้เป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง และพระลักษณะเฉพาะที่ทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง

บทตอนนี้ได้ให้ความสำนึกรับรู้ที่ลุ่มลึกถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าแก่พวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งหรือไม่?  แท้จริงแล้ว เท่านี้ยังไม่เพียงพอเลย สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างแผ่ออกไปไกลเกินกว่านี้  ความทรงเอกลักษณ์ของพระองค์มิใช่เป็นเพียงเพราะพระองค์ทรงครองเนื้อแท้ที่ไม่เหมือนเนื้อแท้ของสิ่งทรงสร้างใดเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา ไร้ขีดจำกัด เป็นสุดยอดของทุกสิ่ง และยืนหยัดเหนือทุกสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นสามารถสร้างชีวิต ก่อกำเนิดการอัศจรรย์ และสร้างทุกเวลานาทีที่น่าตื่นตาตื่นใจและเหนือธรรมดาอีกด้วย  ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงสามารถควบคุมชีวิตที่พระองค์ทรงสร้างและถือครองอธิปไตยเหนือการอัศจรรย์ทั้งหลายและทุกเวลานาทีที่พระองค์ทรงสร้าง

ในวันที่สาม พระวจนะของพระเจ้าให้กำเนิดแผ่นดินโลกและทะเล และสิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยชีวิต

ต่อไป พวกเรามาอ่านประโยคแรกของปฐมกาล 1:9-10 กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’”  ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าเพียงแค่ตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”?  และได้มีสิ่งใดในพื้นที่นี้นอกเหนือจากความสว่างและภาคพื้น?  ในคัมภีร์เหล่านี้มีใจความว่า “พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  กล่าวคือ บัดนี้มีแผ่นดินและทะเลในพื้นที่นี้ และแผ่นดินกับทะเลนั้นถูกแยกออกจากกัน  การปรากฏของสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากพระบัญชาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าว่า “และก็เป็นดังนั้น”  คัมภีร์นี้พรรณนาหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเร่งรีบขณะที่พระองค์กำลังทรงกระทำการนี้?  มันพรรณนาหรือไม่ว่าพระองค์ทรงใช้แรงกำลังทางกาย?  ดังนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้อย่างไร?  พระองค์ได้ทรงทำให้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะเพื่อสัมฤทธิ์การทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้อย่างชัดเจนอยู่ในตัว

ในบทตอนสามบทข้างต้น พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุบัติการณ์ของสามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่  สามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้บังเกิดและถูกทำให้เป็นขึ้นมาโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่เหตุการณ์เหล่านี้ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระเจ้าทีละเหตุการณ์  ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเห็นได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าตรัส แล้วมันจะสำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงบัญชา แล้วมันจะยืนหยัดมั่นคง” นั้นมิใช่ไร้แก่นสาร  เนื้อแท้ของพระเจ้านี้เป็นการยืนยันถึงชั่วขณะที่พระดำริของพระองค์เกิดขึ้น และเมื่อพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เพื่อตรัส เนื้อแท้ของพระองค์ก็ถูกสะท้อนออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

พวกเรามาต่อกันที่ประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน’ และก็เป็นดังนั้น”  ในขณะที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้เป็นขึ้นมาตามพระดำริของพระเจ้า และในทันใดนั้น ความหลากหลายของรูปแบบชีวิตเล็กๆ ที่ละเอียดอ่อนก็โผล่ศีรษะของพวกมันอย่างไม่มั่นคงผ่านดินขึ้นมา และพวกมันโบกมือทักทายกันอย่างกระตือรือร้น พยักหน้าและยิ้มให้กับโลก ก่อนที่พวกมันจะได้สะบัดเศษดินออกจากตัวของพวกมันเสียอีก  พวกมันขอบคุณพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกมัน และประกาศต่อโลกว่าพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง และว่าพวกมันต่างจะอุทิศชีวิตของพวกมันเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ขณะที่พระวจนะทั้งหลายของพระเจ้าถูกตรัสไป แผ่นดินได้กลายเป็นเขียวชอุ่ม ธัญพืชทุกชนิดที่มนุษย์สามารถชื่นชมก็ได้ผุดและแทรกผ่านพื้นดินออกมา และภูเขาและทุ่งราบทั้งหลายได้กลายเป็นแออัดอย่างหนาแน่นด้วยต้นไม้และผืนป่า…โลกที่ไม่เกิดผลใบนี้ ซึ่งยังไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้ถูกปกคลุมด้วยความดาษดื่นของหญ้า ธัญพืช และต้นไม้ และท่วมท้นด้วยพฤกษชาติ…กลิ่นหอมของหญ้าและความหอมระเหยของดินได้แพร่กระจายผ่านอากาศ และทิวแถวของต้นไม้ได้เริ่มหายใจควบคู่ไปกับการหมุนเวียนของอากาศ และได้เริ่มกระบวนการของการเจริญเติบโต  ในขณะเดียวกัน เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าและการติดตามพระดำริของพระเจ้า ต้นไม้ทั้งหมดได้เริ่มต้นวัฏจักรชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดซึ่งพวกมันเติบโต ผลิดอก ออกผล และเพิ่มทวีคูณ  พวกมันได้เริ่มยึดติดกับครรลองชีวิตตามลำดับของพวกมันและได้เริ่มปฏิบัติบทบาทตามลำดับของพวกมันอย่างเข้มงวดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง…พวกมันทั้งหมดได้ถือกำเนิดและดำรงชีวิตเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง  พวกมันจะได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงอันไม่หยุดหย่อนของพระผู้สร้าง และจะรอดชีวิตอย่างเหนียวแน่นในทุกมุมของแผ่นดินอยู่เสมอเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพวกมันจะแสดงออกไปให้เห็นถึงพลังชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน…

ชีวิตของพระผู้สร้างนั้นเหนือธรรมดา พระดำริของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และดังนั้น เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกเปล่งออกไป ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ “และก็เป็นดังนั้น”  เห็นได้ชัดว่า พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องทรงพระราชกิจด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงกระทำการ พระองค์เพียงทรงใช้พระดำริของพระองค์เพื่อบัญชาและพระวจนะของพระองค์เพื่อสั่งการ และในหนทางนี้สิ่งทั้งหลายก็สัมฤทธิผล  ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงรวมน้ำเข้าด้วยกันในที่แห่งหนึ่ง และให้แผ่นดินแห้งปรากฏขึ้น หลังจากนั้นพระเจ้าได้ทรงทำให้ต้นหญ้าผลิออกมาจากแผ่นดิน และมีธัญพืชที่มีเมล็ดงอกขึ้นมา และต้นไม้ออกผล และพระเจ้าได้ทรงจำแนกพวกมันแต่ละอย่างไปตามชนิด และได้ทรงทำให้แต่ละชนิดมีเมล็ดของมันเอง  ทั้งหมดนี้เป็นจริงขึ้นได้ตามพระดำริของพระเจ้าและพระบัญชาแห่งพระวจนะของพระเจ้า และแต่ละชนิดนั้นได้ปรากฏขึ้นในโลกใหม่ใบนี้ ตามลำดับ

เมื่อครั้งที่พระเจ้ายังมิได้เริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงมีภาพของสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์ผลอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์อยู่แล้ว และเมื่อพระเจ้าทรงเตรียมที่จะสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งยังเป็นเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อตรัสถึงเนื้อหาของภาพนี้ด้วยนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มเกิดขึ้นในทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าจะได้ทรงกระทำอย่างไร หรือพระองค์ได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ไปอย่างไร แต่ทั้งหมดนั้นได้สัมฤทธิ์ผลไปทีละขั้นตอนตามแผนของพระเจ้าและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้เกิดขึ้นระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเนื่องจากพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละขั้นตอน  ความเปลี่ยนแปลงและอุบัติการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ได้แสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และความเหนือธรรมดาและความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของชีวิตของพระผู้สร้าง  พระดำริของพระองค์ไม่ใช่แนวคิดที่เรียบง่าย หรือภาพว่างเปล่า แต่เป็นสิทธิอำนาจที่มีพละกำลังและพลังงานที่เหนือธรรมดา และสิ่งเหล่านั้นคือฤทธานุภาพที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ฟื้นตัว เริ่มต้นใหม่ และพินาศไป  เพราะการนี้ ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่เนื่องจากพระดำริของพระองค์ และในขณะเดียวกันก็สัมฤทธิ์ผลเนื่องจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์…

ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะได้ปรากฏขึ้น แผนซึ่งครบบริบูรณ์ได้ก่อรูปร่างขึ้นในพระดำริของพระเจ้านานมาแล้ว และโลกใหม่ก็ได้สัมฤทธิ์ผลขึ้นเมื่อนานมาแล้ว  ถึงแม้ว่าในวันที่สามได้ปรากฏมีต้นไม้ทุกชนิดบนแผ่นดิน แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงมีเหตุผลที่จะหยุดชะงักขั้นตอนทั้งหลายแห่งการทรงสร้างโลกใบนี้ของพระองค์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์ต่อไป จะสัมฤทธิ์การทรงสร้างสิ่งใหม่ๆ ทุกสิ่งต่อไป  พระองค์จะตรัส จะทรงออกพระบัญชาของพระองค์ และจะทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์และแสดงออกไปให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงวางแผนที่จะตระเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทั้งมวลและมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยไว้ว่าจะสร้าง…

ในวันที่สี่ ฤดูกาล วัน และปีของมวลมนุษย์มีขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

พระผู้สร้างได้ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำแผนของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง และในหนทางนี้พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกแห่งแผนของพระองค์แล้ว  ในระหว่างสามวันนี้ ไม่เห็นว่าพระเจ้าจะทรงติดพระราชกิจยุ่ง หรือทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์เอง ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกที่น่าอัศจรรย์ของแผนของพระองค์ และได้สัมฤทธิ์หน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่แห่งการแปลงรูปครั้งใหญ่ของโลก  โลกใบใหม่ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระองค์ และภาพสวยงามที่เคยถูกปิดผนึกไว้ภายในพระดำริของพระองค์ ในที่สุดก็ได้รับการเผยออกมาในพระวจนะของพระเจ้าทีละชิ้น  การปรากฏของสิ่งใหม่แต่ละสิ่งนั้นเหมือนการกำเนิดของทารกแรกเกิด และพระผู้สร้างได้ทรงรับเอาความยินดีในภาพที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในพระดำริของพระองค์ แต่เป็นภาพที่บัดนี้ได้รับการทำให้มีชีวิตขึ้นแล้ว  ณ เวลานี้ พระทัยของพระองค์ได้รับเศษเสี้ยวหนึ่งของความพึงพอพระทัย แต่แผนของพระองค์เพิ่งได้เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น  ในชั่วพริบตา วันใหม่ก็ได้มาถึง—และหน้าถัดไปในแผนของพระผู้สร้างเป็นเช่นไร?  พระองค์ได้ตรัสสิ่งใดไว้?  พระองค์ได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างไร?  ในขณะเดียวกัน สิ่งใหม่อันใดบ้างที่ได้มาสู่โลกใหม่ใบนี้?  เมื่อติดตามการทรงนำของพระผู้สร้าง สายตาอันจับจ้องของพวกเราก็ได้มองเห็นวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง วันซึ่งยังไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง  แน่นอนว่าสำหรับพระผู้สร้างนั้น มันคือวันที่น่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย และมันคืออีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมวลมนุษย์ในปัจจุบันนี้  แน่นอนว่ามันคือวันที่มีคุณค่าอันมิอาจประเมินได้  มันน่าอัศจรรย์อย่างไร มันสำคัญถึงเพียงนั้นอย่างไร และมันมีค่าอันมิอาจประเมินได้อย่างไร?  พวกเรามาฟังพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้กันก่อน…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:14-15)  นี่คือการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งที่ได้ถูกแสดงออกไปให้เห็นโดยสิ่งทรงสร้างทั้งหลายภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินแห้งและต้นไม้ทั้งหลายบนแผ่นดิน  สำหรับพระเจ้าแล้ว การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายเหมือนสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปแล้ว เพราะพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง  พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ดวงสว่างปรากฏขึ้นบนพื้นฟ้า และดวงสว่างเหล่านี้ไม่ได้เพียงส่องสว่างในท้องฟ้าและบนแผนดินโลกเท่านั้น แต่ยังได้ทำหน้าที่เป็นหมายกำหนดกลางวันและกลางคืน กำหนดฤดู วัน และปีอีกด้วย  ด้วยวิธีนี้เอง ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกกิจการที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาให้สัมฤทธิ์ผลก็ได้ลุล่วงไปตามความหมายของพระเจ้าและในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้

ดวงสว่างบนพื้นฟ้าคือวัตถุในท้องฟ้าที่สามารถแผ่ความสว่างได้ ดวงสว่างเหล่านั้นให้ความกระจ่างแก่ท้องฟ้าและแผ่นดินและทะเล  พวกมันวิวัฒน์ไปตามจังหวะและความถี่ที่พระเจ้าทรงบัญชา และให้ความสว่างแก่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันบนแผ่นดิน และด้วยวิธีนี้เอง วัฏจักรที่วิวัฒน์ไปของดวงสว่างทั้งหลายก็ทำกลางวันและกลางคืนก่อกำเนิดขึ้นในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแผ่นดิน และดวงสว่างเหล่านั้นมิใช่เป็นเพียงหมายกำหนดของกลางวันและกลางคืนเท่านั้น แต่พวกมันยังเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลองและวันพิเศษต่างๆ ของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกันโดยผ่านทางวัฏจักรที่แตกต่างกันเหล่านี้  พวกมันเป็นเครื่องประกอบและเครื่องเคียงที่เพียบพร้อมให้แก่สี่ฤดูกาล—คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว—ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มีขึ้น โดยพร้อมกันกับที่ดวงสว่างเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างปรองดองกันเป็นเครื่องหมายที่ปกติและถูกต้องแม่นยำสำหรับช่วงเวลา วัน และปีทางจันทรคติแก่มวลมนุษย์  ถึงแม้ว่ามีเพียงหลังจากเกิดการทำเกษตรกรรมแล้วเท่านั้น มวลมนุษย์จึงจะได้เริ่มเข้าใจและเผชิญกับการแบ่งช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่เกิดขึ้นโดยดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่มนุษย์เข้าใจในปัจจุบันนี้ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และดังนั้น วัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเช่นเดียวกัน  ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้นทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลางคืนและกลางวัน และนับวันเวลาได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างถูกต้องแม่นยำ และอย่างชัดเจน และติดตามรับรู้ระยะเวลาและปีทางจันทรคติได้อย่างชัดเจน  (วันที่มีดวงจันทร์เต็มดวงคือวันที่ครบหนึ่งเดือนบริบูรณ์ และจากการนี้มนุษย์ได้รู้ว่าความกระจ่างของดวงสว่างเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ วันที่มีดวงจันทร์ครึ่งดวงคือวันครบครึ่งเดือนบริบูรณ์ ซึ่งบอกกับมนุษย์ว่าระยะเวลาทางจันทรคติรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งจากระยะเวลานี้ทำให้สามารถอนุมานได้ว่าในระยะเวลาทางจันทรคติรอบหนึ่งนั้นมีกี่วันและกี่คืน มีระยะเวลาทางจันทรคติกี่รอบในหนึ่งฤดู และมีกี่ฤดูในหนึ่งปี และทั้งหมดนี้ได้รับการเผยออกมาด้วยความสม่ำเสมอที่ยิ่งใหญ่)  ดังนั้น มนุษย์สามารถติดตามรับรู้ระยะเวลา วัน และปีทางจันทรคติที่กำหนดเครื่องหมายด้วยการหมุนครบรอบของดวงสว่างได้อย่างง่ายดาย  จากจุดนี้เป็นต้นไป มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการสับเปลี่ยนอย่างเป็นระเบียบของกลางวันและกลางคืน และการหมุนเวียนของฤดูกาลที่ก่อเกิดขึ้นโดยการหมุนครบรอบของดวงสว่างทั้งหลายอย่างไม่รู้ตัว  นี่คือนัยสำคัญของการทรงสร้างดวงสว่างในวันที่สี่ของพระผู้สร้าง  ในทำนองเดียวกันนั้น จุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการกระทำนี้ของพระผู้สร้างยังคงมิอาจแยกกันได้จากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์  และดังนั้น ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นและคุณค่าที่พวกมันจะนำมาให้แก่มนุษย์ในไม่ช้านั้น คือไม้เด็ดอีกอย่างหนึ่งในการใช้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ในโลกใหม่ใบนี้ ที่ซึ่งมวลมนุษย์ยังไม่ได้มีการปรากฏขึ้น พระผู้สร้างได้ทรงตระเตรียมเวลาเย็น เวลาเช้า ภาคพื้น แผ่นดินและทะเล หญ้า ธัญพืช และต้นไม้ประเภทต่างๆ และความสว่าง ฤดู วัน และปีสำหรับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าจะทรงสร้างขึ้นในไม่ช้า  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้ถูกแสดงออกในสิ่งใหม่ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นแต่ละสิ่ง และพระวจนะของพระองค์และความสำเร็จเกิดขึ้นโดยพร้อมเพียงกัน โดยไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว และโดยไม่มีการเว้นช่วงแม้แต่นิดเดียว  การปรากฏและการกำเนิดของสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง กล่าวคือ  พระองค์ทรงดีงามเหมือนดังพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นยาวนานตลอดไป  ข้อเท็จจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มันเป็นเช่นไรในอดีต มันก็เป็นเช่นนั้นในวันนี้ และมันจะเป็นเช่นนั้นไปจนตลอดชั่วกัลปาวสาน  เมื่อเจ้ามองดูพระวจนะจากคัมภีร์เหล่านี้อีกครั้ง พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกมันสดใหม่หรือไม่?  พวกเจ้าได้เห็นเนื้อหาใหม่ และได้มีการค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่?  นั่นเป็นเพราะกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างได้กวนหัวใจของพวกเจ้า และได้ชี้นำทิศทางความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และได้เปิดประตูให้แก่ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระผู้สร้างแล้ว และกิจการทั้งหลายกับสิทธิอำนาจของพระองค์ก็ได้ประทานชีวิตให้กับพระวจนะเหล่านี้  ดังนั้น ในพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์จึงได้มองเห็นการแสดงออกที่จริงและแจ่มแจ้งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ได้เป็นประจักษ์พยานถึงมไหศวรรย์แห่งพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และได้เห็นความเหนือธรรมดาของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง

สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ดึงดูดความสนใจของมนุษย์ และช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะเพียงแต่จ้องตะลึงงันมองกิจการที่น่าตื่นตะลึงทั้งหลายที่เกิดจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  ฤทธานุภาพอันเป็นปรากฏการณ์ของพระองค์นำมาซึ่งความปีติยินดีครั้งแล้วครั้งเล่า และมนุษย์ถูกปล่อยให้ละลานตาและชื่นชมยินดี อ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใส ประหม่าและชื่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ตื้นตันใจอย่างมองเห็นได้และก่อเกิดเป็นความเคารพ ความนับถือ และความผูกพันขึ้นในตัวเขา  สิทธิอำนาจและกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และปฏิกิริยาการชำระให้สะอาดต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น และสิทธิอำนาจและกิจการเหล่านั้นทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์อิ่มเอิบ  ทุกๆ พระดำริของพระองค์ ทุกๆ ถ้อยดำรัสของพระองค์ และทุกๆ การเปิดเผยสิทธิอำนาจของพระองค์คือผลงานชิ้นเอกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และเป็นหน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดต่อการทำความเข้าใจและความรู้ที่ลึกซึ้งของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น  เมื่อพวกเรานับสิ่งที่ทรงสร้างทุกอย่างที่กำเนิดขึ้นจากพระวจนะของพระผู้สร้าง จิตวิญญาณของพวกเราจะถูกดึงเข้าหาการอัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกเราจะพบว่าพวกเราเองกำลังติดตามย่างพระบาทของพระผู้สร้างมาถึงวันต่อมา นั่นคือ วันที่ห้าแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า

พวกเรามาอ่านคัมภีร์กันต่อทีละบทตอนเถิด ขณะที่เรามองดูกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมากยิ่งขึ้น

ในวันที่ห้า ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลายจัดแสดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในหนทางต่างๆ

คัมภีร์ระบุว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:20-21)  คัมภีร์บอกกับพวกเราอย่างชัดเจนว่า ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ทั้งหลายในน้ำและนกในอากาศ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ได้ทรงสร้างปลาและนกนานาชนิด และได้ทรงแบ่งประเภทพวกมันแต่ละอย่างออกไปตามประเภท  ในหนทางนี้ แผ่นดินโลก ท้องฟ้า และน้ำอุดมขึ้นด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า…

ขณะที่พระวจนะของพระเจ้าถูกตรัสออกไป ชีวิตใหม่ก็ได้มามีชีวิตขึ้นทันทีท่ามกลางพระวจนะของพระผู้สร้าง โดยแต่ละชีวิตมีรูปร่างที่แตกต่างกัน  พวกมันได้มาสู่โลกนี้ โดยผลักดันหาตำแหน่ง กระโดดโลดเต้น หาความชื่นบานยินดี…ปลารูปร่างและขนาดต่างๆ ทั้งหมดแหวกว่ายไปในน้ำ หอยทุกประเภทเติบโตออกมาจากทราย สัตว์ที่ปรับขนาด มีเปลือก และไม่มีกระดูกสันหลังเติบโตออกมาอย่างรีบเร่งในรูปร่างที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สั้นหรือยาว  ดังนั้น สาหร่ายทะเลนานาประเภทก็ได้เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน โดยไหวตัวไปตามการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลนานาชนิด กระเพื่อม หยอกเย้าน้ำที่ไหลเอื่อย ราวกับจะพูดกับพวกมันว่า “ขยับขาสิ!  พาเพื่อนๆ ของเจ้ามา!  เพราะเจ้าจะไม่มีวันโดดเดี่ยวอีกแล้ว!”  จากชั่วขณะที่สิ่งสร้างที่มีชีวิตต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นปรากฏขึ้นในน้ำ ชีวิตใหม่แต่ละชนิดได้นำความคึกคักมาสู่ห้วงน้ำที่เคยสงบนิ่งมาเป็นเวลาแสนนาน และได้นำมาซึ่งศักราชใหม่… จากจุดนั้นเป็นต้นไป พวกมันได้อิงแอบซึ่งกันและกัน และได้รักษาการรวมกลุ่มซึ่งกันและกัน และไม่ได้ให้มีความห่างไกลระหว่างพวกมันเอง  น้ำได้ดำรงอยู่เพื่อสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในมัน บำรุงเลี้ยงแต่ละชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในอ้อมกอดของมัน และทุกชีวิตได้ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของน้ำเนื่องจากการบำรุงเลี้ยงของมัน  แต่ละฝ่ายได้มอบชีวิตให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง และในเวลาเดียวกัน ในหนทางเดียวกันนั้น แต่ละฝ่ายก็ได้เป็นพยานต่อความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และต่อฤทธานุภาพที่ไม่มีสิ่งใดเอาชนะได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

เมื่อทะเลไม่ได้นิ่งเงียบอีกต่อไปแล้ว ชีวิตก็ได้เริ่มเติมเต็มท้องฟ้าดังนั้นด้วยเช่นกัน  หมู่นกน้อยใหญ่บินขึ้นจากพื้นดินไปสู่ท้องฟ้าทีละตัว  พวกมันมีปีกและขนปกคลุมรูปร่างที่ผอมบางและสง่างามของพวกมัน ซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์ในทะเล  พวกมันกระพือปีก อวดแสดงอย่างภาคภูมิและถือตัวกับเสื้อคลุมขนนกที่งดงามของพวกมันและการทำหน้าที่และทักษะพิเศษของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานแก่พวกมัน  พวกมันโบยบินอย่างอิสระ และทะยานโฉบอย่างชำนาญระหว่างพื้นฟ้าและแผ่นดินโลก ทั่วทุ่งหญ้าและผืนป่า…พวกมันเป็นที่รักของห้วงอากาศ พวกมันเป็นที่รักของทุกสรรพสิ่ง  พวกมันจะกลายเป็นสายเชือกระหว่างพื้นฟ้าและแผ่นดินโลกในไม่ช้า และจะส่งผ่านสารทั้งหลายมาถึงทุกสรรพสิ่ง…พวกมันร้องเพลง บินถลาไปมาอย่างชื่นบาน พวกมันนำพาความยินดี เสียงหัวเราะ และความก้องกังวานมาสู่โลกที่ครั้งหนึ่งเคยว่างเปล่า…พวกมันใช้เสียงขับร้องที่ไพเราะสดใส ใช้ถ้อยคำที่อยู่ภายในหัวใจของพวกมันเพื่อสรรเสริญพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่ถูกประทานให้แก่พวกมัน  พวกมันเต้นรำอย่างยินดีปรีดาเพื่อแสดงความเพียบพร้อมและความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และจะอุทิศทั้งชีวิตของพวกมันเพื่อเป็นพยานต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางชีวิตพิเศษที่พระองค์ได้ประทานให้กับพวกมัน…

ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ในน้ำ หรือว่าในท้องฟ้าก็ตาม สิ่งมีชีวิตที่มากเหลือหลายนี้ได้ดำรงอยู่ในสัณฐานชีวิตที่แตกต่างกันโดยพระบัญชาของพระผู้สร้าง และพวกมันได้รวมกลุ่มกันตามลำดับสายพันธุ์ของพวกมันโดยพระบัญชาของพระผู้สร้าง—และธรรมบัญญัตินี้ กฎนี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยสรรพสิ่งที่ทรงสร้างใด  พวกมันไม่เคยกล้าไปไกลเกินเขตแดนที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน อีกทั้งพวกมันก็ไม่สามารถทำได้  พวกมันใช้ชีวิตและทวีจำนวนขึ้น ดังที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ และยึดมั่นกับครรลองชีวิตและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อพระบัญชาที่ไม่ได้ตรัสออกไปของพระองค์และประกาศิตจากสวรรค์และข้อบังคับที่พระองค์ทรงมอบให้พวกมัน ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันนี้  พวกมันสนทนากับพระผู้สร้างด้วยวิธีพิเศษของพวกมันเอง และได้มาซาบซึ้งกับความหมายของพระผู้สร้าง และเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์  ไม่มีสิ่งใดได้เคยล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และอธิปไตยและพระบัญชาของพระองค์เหนือพวกมันได้ถูกใช้อยู่ภายในพระดำริของพระองค์ ไม่มีพระวจนะใดได้ถูกประกาศออกไป เว้นแต่สิทธิอำนาจที่ทรงเอกลักษณ์ต่อพระผู้สร้างได้ควบคุมสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ในความเงียบที่ไม่มีการใช้ภาษา และซึ่งแตกต่างไปจากมวลมนุษย์  การใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ในวิธีพิเศษนี้ได้บังคับให้มนุษย์ได้รับความรู้ใหม่ และทำการแปลภาษาใหม่ เกี่ยวกับสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง  ในที่นี้ เราต้องบอกเจ้าว่าในวันใหม่นี้ การใช้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้สาธิตแสดงความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่ง

ต่อไป พวกเรามาดูประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้ในคัมภีร์กัน ความว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พวกเจ้าคิดว่าบทตอนนี้หมายความว่าอย่างไร?  อารมณ์ความรู้สึกของพระเจ้าบรรจุอยู่ภายในพระวจนะเหล่านี้  พระเจ้าทรงเฝ้ามองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างให้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากพระวจนะของพระองค์ และเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย  ณ เวลานี้ พระเจ้าพึงพอพระทัยกับสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำขึ้นด้วยพระวจนะของพระองค์ และกิจการต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสัมฤทธิ์ผลหรือไม่?  คำตอบก็คือว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในที่นี้?  ที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นั้นหมายแทนสิ่งใด?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด?  มันหมายความว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางแผนและได้ทรงแนะนำไว้สำเร็จลุล่วง ที่จะทำให้เป้าหมายที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำเร็จลุล่วง  เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำให้ภารกิจแต่ละอย่างครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระองค์ทรงรู้สึกเสียพระทัยหรือไม่?  คำตอบก็ยังคงเป็นว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่ทรงรู้สึกเสียพระทัย แต่ยังพึงพอพระทัยแทน  ที่ว่าพระองค์ไม่ทรงรู้สึกเสียพระทัยนั้นหมายความว่าอย่างไร?  มันหมายความว่าแผนของพระเจ้านั้นเพียบพร้อม ว่าฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณของพระองค์นั้นเพียบพร้อม และว่าเฉพาะโดยสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้นที่ความเพียบพร้อมเช่นนั้นจะสามารถสำเร็จลุล่วงได้  เมื่อมนุษย์ปฏิบัติภารกิจหนึ่ง เขาจะสามารถเห็นว่าดีเหมือนพระเจ้าได้หรือไม่?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำสามารถสำเร็จลุล่วงถึงความเพียบพร้อมได้หรือไม่?  มนุษย์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้ครบบริบูรณ์อย่างถาวรชั่วกัลปาวสานได้หรือไม่?  ดังเช่นที่มนุษย์กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเพียบพร้อม มีเพียงดีกว่าเท่านั้น” ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้  เมื่อพระเจ้าได้ทรงเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงกระทำและสัมฤทธิ์ผลไปนั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำนั้นถูกกำหนดโดยพระวจนะของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำก็ได้มีรูปร่างถาวร ถูกจำแนกไปตามชนิด และได้รับตำแหน่ง จุดประสงค์ และการทำหน้าที่อันคงที่อย่างถาวรตลอดชั่วกัลปาวสาน  ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของพวกมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และการเดินทางที่พวกมันต้องทำในระหว่างการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าก็ได้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้  นี่คือธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่ทุกสรรพสิ่ง

“พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พระวจนะที่เรียบง่ายไม่ได้รับความชื่นชมเหล่านี้ ซึ่งมักจะถูกละเลยไปนั้น เป็นพระวจนะที่มีธรรมบัญญัติจากสวรรค์และประกาศิตจากสวรรค์ที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้แก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง  พระวจนะเหล่านั้นเป็นรูปจำแลงอีกอย่างหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า รูปจำแลงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น และลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น  พระผู้สร้างไม่เพียงแค่ทรงสามารถได้รับทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะได้รับ และสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะสัมฤทธิ์ โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงสามารถควบคุมทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงสามารถปกครองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นระบบและเป็นปกติ  ทุกสรรพสิ่งยังได้แพร่หลาย ดำรงอยู่ และพินาศไปโดยพระวจนะของพระองค์ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น พวกมันได้ดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น!  ธรรมบัญญัตินี้ได้เริ่มต้นขึ้นในทันทีทันใดที่ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” และมันจะดำรงอยู่ ดำเนินต่อไป และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่มันจะถูกถอดถอนโดยพระผู้สร้าง!  สิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่ถูกสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการสร้างทุกสรรพสิ่งและบัญชาทุกสรรพสิ่งให้เป็นขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการปกครองและถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และประทานชีวิตและพละกำลังแก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ในความสามารถของพระองค์ในการทำให้ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์จะทรงสร้างในแผนของพระองค์ปรากฏและดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงทำขึ้นในรูปทรงที่เพียบพร้อม และโครงสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม และบทบาทที่เพียบพร้อมอย่างถาวรไปตลอดชั่วกัลปาวสาน  และเช่นเดียวกันนั้น มันยังได้สำแดงอยู่ในวิธีที่พระดำริของพระผู้สร้างไม่ตกอยู่ใต้ข้อจำกัดใด ไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ  พระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างก็จะคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของพระองค์ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  สิทธิอำนาจของพระองค์จะเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์อยู่เสมอ และสิทธิอำนาจของพระองค์จะดำรงอยู่เคียงข้างกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ตลอดไป

ในวันที่หก พระผู้สร้างตรัส และสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละประเภทในพระทัยของพระองค์ปรากฏตัวตามลำดับ

พระราชกิจแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้างได้ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นเวลาห้าวันโดยไม่อาจรู้สึกได้ ซึ่งทันทีภายหลังจากนั้นพระผู้สร้างก็ได้ทรงต้อนรับวันที่หกแห่งการสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์  วันนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเป็นวันที่เหนือธรรมดาอีกวันหนึ่ง  เช่นนั้นแล้ว แผนของพระผู้สร้างในค่ำคืนก่อนวันใหม่นี้คืออะไร?  พระองค์จะทรงก่อกำเนิด พระองค์จะทรงสร้างสิ่งทรงสร้างใหม่ๆ อันใดขึ้น?  จงฟัง นั่นก็คือพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง…

“พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:24-25)  สิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตประกอบด้วยอะไรบ้าง?  คัมภีร์ระบุว่า ปศุสัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าของแผ่นดินโลกตามประเภทของมัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในวันนี้ไม่ใช่มีแค่เพียงสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกประเภทบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่พวกมันยังถูกจำแนกออกไปตามประเภทด้วย และในทำนองเดียวกันนั้น “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”

ดังเช่นในระหว่างห้าวันก่อนหน้านั้น พระผู้สร้างได้ตรัสด้วยพระกระแสเสียงเดียวกันและได้ทรงสั่งให้มีนกจากสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตที่พระองค์ได้ทรงพึงปรารถนา และให้พวกมันปรากฏขึ้นบนแผ่นดินโลก แต่ละอย่างตามประเภทของพวกมัน  เมื่อประผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ไม่มีพระวจนะใดของพระองค์ที่ตรัสไปโดยเปล่าประโยชน์ และดังนั้น ในวันที่หก สิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละอย่างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างก็ได้ปรากฏขึ้นในเวลาที่กำหนด  ดังเช่นที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้ว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน” แผ่นดินโลกก็เต็มไปด้วยชีวิตทันที และบนแผ่นดินก็พลันบังเกิดลมหายใจของสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกประเภท…ในถิ่นธุรกันดารเขียวชอุ่ม วัวอ้วนพีที่กำลังแกว่งหางไปมาปรากฏขึ้นตัวแล้วตัวเล่า แกะที่ส่งเสียงร้องรวมตัวกันเป็นฝูง และม้าที่ร้องอย่างม้าก็เริ่มวิ่งควบ…ในชั่วพริบตา ทุ่งหญ้าเงียบสงบอันกว้างใหญ่ไพศาลก็เกิดมีชีวิตขึ้นในทันทีทันใด…การปรากฏปศุสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้คือภาพที่สวยงามบนทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ และนำมาซึ่งพละกำลังที่ไร้ขอบเขต…พวกมันจะเป็นมิตรสหายของทุ่งหญ้า และเป็นนายของทุ่งหญ้า แต่ละฝ่ายจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น พวกมันจะกลายเป็นผู้พิทักษ์และผู้รักษาดินแดนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และซึ่งจะจัดเตรียมสิ่งที่พวกมันทั้งหมดจำเป็นต้องการให้แก่พวกมัน เป็นแหล่งกำเนิดการบำรุงเลี้ยงชั่วนิรันดร์ให้แก่การดำรงอยู่ของพวกมัน…

ในวันเดียวกันกับที่ปศุสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นขึ้นมาด้วยพระวจนะของพระผู้สร้างนั้น แมลงมากมายเหลือคณาก็ได้ปรากฏขึ้น ตัวแล้วตัวเล่า  ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง แต่พลังชีวิตของพวกมันก็ยังคงเป็นการสร้างที่มหัศจรรย์ของพระผู้สร้าง และพวกมันมิได้มาถึงช้าเกินไป…บางตัวกระพือปีกเล็กๆ ของพวกมัน ในขณะที่อีกบางตัวคืบคลานอย่างช้าๆ บางตัวกระโดดและกระเด้ง อีกบางตัวเดินตุปัดตุเป๋ บางตัวกระโจนไปข้างหน้า ในขณะที่อีกบางตัวถอยกรูดอย่างรวดเร็ว บางตัวขยับไปด้านข้าง อีกบางตัวก็กระโดดสูงๆ ต่ำๆ…ทั้งหมดนั้นยุ่งอยู่กับการพยายามหาบ้านให้ตัวพวกมันเอง กล่าวคือ  บางตัวดั้นด้นไปในพงหญ้า บางตัวเริ่มที่จะขุดรูบนพื้น บางตัวบินขึ้นไปบนต้นไม้ ซ่อนตัวในผืนป่า…ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่พวกมันก็ไม่เต็มใจที่จะสู้ทนความทรมานจากท้องที่ว่างเปล่า และหลังจากหาบ้านให้ตัวเองได้แล้ว พวกมันก็เร่งรีบแสวงหาอาหารเพื่อเลี้ยงตัวเอง  บางตัวปีนป่ายไปบนต้นหญ้าเพื่อกินยอดอ่อนของมัน บางตัวงับฝุ่นดินเต็มปากแล้วกลืนลงท้องไป กินด้วยความเอร็ดอร่อยและความยินดีอย่างมาก (สำหรับพวกมันแล้ว แม้แต่ฝุ่นดินก็เป็นอาหารเลี้ยงที่มีรสชาติแล้ว) บางตัวซ่อนอยู่ในป่า แต่พวกมันไม่ได้หยุดพัก เพราะน้ำค้างที่อยู่ในใบหญ้าสีเขียวเข้มเป็นมันได้จัดเตรียมเป็นอาหารมื้ออร่อย…หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกแมลงยังคงไม่หยุดกิจกรรมของพวกมัน ถึงแม้ว่าจะมีวุฒิภาวะแค่เล็กน้อย แต่พวกมันมีกำลังมหาศาลและความมีชีวิตชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด และดังนั้น พวกมันจึงคล่องแคล่วมากที่สุดและขยันขันแข็งมากที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง  พวกมันไม่เคยขี้เกียจ และไม่เคยหมกมุ่นอยู่ในการหยุดพัก  ทันทีที่ความอยากอาหารของพวกมันได้อิ่มเอมแล้ว พวกมันยังคงดิ้นรนทำงานหนักเพื่อประโยชน์ของอนาคตของพวกมัน โดยทำงานยุ่งและรีบเร่งเพื่อวันพรุ่งนี้ของพวกมัน เพื่อการอยู่รอดของพวกมัน…พวกมันฮัมเพลงในท่วงทำนองและจังหวะต่างๆ อย่างแผ่วเบาเพื่อกระตุ้นและเร่งเร้าตัวพวกมันเองต่อไป  พวกมันยังได้เพิ่มความชื่นบานให้กับต้นหญ้า ต้นไม้ และผืนดินทุกนิ้ว ทำให้แต่ละวันและแต่ละปีมีเอกลักษณ์…พวกมันส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนแผ่นดินด้วยภาษาของพวกมันเองและด้วยวิธีของพวกมันเอง  พวกมันได้ทำเครื่องหมายกับทุกสรรพสิ่ง บนที่ซึ่งพวกมันได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ โดยใช้ครรลองชีวิตแบบพิเศษของพวกมันเอง…พวกมันมีช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกับดิน ต้นหญ้า และผืนป่า และพวกมันนำเรี่ยวแรงและพละกำลังมาให้แก่ดิน ต้นหญ้า และผืนป่า  พวกมันได้นำการแนะนำและคำทักทายจากพระผู้สร้างมาให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง…

สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้ากวาดมองไปทั่วทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และ ณ ชั่วขณะนี้เอง พระเนตรของพระองค์ก็หยุดชะงักอยู่ที่ผืนป่าและภูเขา พระหทัยของพระองค์ก็เปลี่ยนไป  เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกดำรัสออกไป ก็ได้ปรากฏสรรพสิ่งที่ทรงสร้างชนิดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับชนิดใดที่เคยมาก่อนหน้านั้นในผืนป่าอันหนาทึบ กล่าวคือ  พวกมันคือสัตว์ป่าที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสไป  เกินกำหนดมานานแล้วที่พวกมันส่ายศีรษะและสะบัดหาง แต่ละตัวมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกมันเอง  บางตัวมีหนังหุ้มเป็นขนยาว บางตัวหุ้มเกราะ บางตัวแยกเขี้ยว บางตัวแสยะยิ้ม บางตัวคอยาว บางตัวหางสั้น บางตัวตาเบิกโพลง บางตัวมีตาถมึงทึง บางตัวก้มกินหญ้า บางตัวมีเลือดติดรอบปาก บางตัวกระเด้งไปบนขาสองข้าง บางตัวก้าวเดินบนกีบเท้าสี่ข้าง บางตัวมองไปไกลบนยอดไม้ บางตัวนอนรออยู่ในป่า บางตัวค้นหาถ้ำเพื่อหยุดพัก บางตัววิ่งกระโดดโลดเต้นบนที่ราบ บางตัวตระเวนไปทั่วป่า…บางตัวส่งเสียงคำราม บางตัวส่งเสียงหอน บางตัวเห่า บางตัวส่งเสียงร้อง…บางตัวมีเสียงสูง บางตัวมีเสียงทุ้ม บางตัวมีเสียงเต็มคอ บางตัวมีเสียงใสและไพเราะ…บางตัวหน้าบูดบึ้ง บางตัวสวยงาม บางตัวน่าขยะแขยง บางตัวน่าชม บางตัวกลัว บางตัวไร้เดียงสาอย่างมีเสน่ห์…พวกมันแต่ละตัวออกมาทีละตัว  จงดูว่าพวกมันสูงและมีกำลังเพียงใด มีจิตวิญญาณอิสระ ไม่แยแสอย่างนิ่งเฉยต่อกันและกัน ไม่มัวแต่จะสละสายตาชำเลืองมองกัน…พวกมันปรากฏขึ้นในป่าและบนภูเขา โดยแต่ละตัวมีชีวิตแบบเฉพาะที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน และมีความดุร้ายของพวกมันเอง และความโหดร้าย  เย่อหยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ยโสโอหังอย่างเต็มที่—ผู้ใดได้ทำให้พวกมันเป็นนายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า?  จากชั่วขณะที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตการปรากฏของพวกมัน พวกมันก็ “อ้างสิทธิ์” กับป่าและกับภูเขา เพราะพระผู้สร้างได้ทรงประทับตราอาณาเขตของพวกมันและได้ทรงกำหนดวงเขตการดำรงอยู่ของพวกมันไว้แล้ว  เฉพาะพวกมันเท่านั้นที่เป็นเจ้าเป็นนายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า และนั่นคือเหตุผลที่พวกมันป่าเถื่อนยิ่งนัก เย่อหยิ่งยิ่งนัก  พวกมันถูกเรียกว่า “สัตว์ป่า” ก็เพียงเพราะในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงนั้น พวกมันเป็นบรรดาสิ่งที่ป่าเถื่อน ดุร้าย และไม่เชื่องอย่างแท้จริง  พวกมันไม่สามารถทำให้เชื่องได้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถถูกเลี้ยงได้ และไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปรองดองกับมวลมนุษย์และทำงานหนักแทนมวลมนุษย์ได้  เป็นเพราะพวกมันไม่สามารถถูกเลี้ยงได้ ไม่สามารถทำงานให้มวลมนุษย์ได้ พวกมันจึงต้องใช้ชีวิตในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถเข้าหาพวกมันได้  ในทางกลับกัน เป็นเพราะพวกมันใช้ชีวิตอยู่ในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถเข้าหาพวกมันได้ พวกมันจึงสามารถทำความรับผิดชอบที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันให้สำเร็จลุล่วงได้ นั่นก็คือ การพิทักษ์ภูเขาและผืนป่า  ความป่าเถื่อนของพวกมันปกป้องคุ้มครองภูเขาและพิทักษ์ผืนป่า และเป็นเครื่องป้องกันและหลักประกันที่ดีที่สุดของการดำรงอยู่และการแพร่พันธุ์ของพวกมัน  ในเวลาเดียวกันนั้น ความป่าเถื่อนของพวกมันได้รับประกันและคงไว้ซึ่งความสมดุลท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง  การมาถึงของพวกมันได้นำการสนับสนุนและสิ่งยึดเหนี่ยวมาให้แก่ภูเขาและผืนป่า การมาถึงของพวกมันได้ฉีดเรี่ยวแรงและพละกำลังให้แก่ภูเขาและผืนป่าที่นิ่งและว่างเปล่า  จากจุดนี้เป็นต้นไป ภูเขาและผืนป่ากลายเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และพวกมันจะไม่มีวันสูญเสียบ้านของพวกมันไป เพราะภูเขาและผืนป่าได้ปรากฏและดำรงอยู่เพื่อพวกมันนั่นเอง สัตว์ป่าจะทำหน้าที่ของพวกมันให้สำเร็จลุล่วง และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันสามารถทำได้เพื่อพิทักษ์สิ่งเหล่านั้น  ดังนั้น สัตว์ป่าก็จะปฏิบัติตามการแนะนำของพระผู้สร้างอย่างเข้มงวด ที่ให้ยึดมั่นกับดินแดนของพวกมัน และใช้ธรรมชาติอย่างสัตว์ป่าของพวกมันต่อไปเพื่อคงไว้ซึ่งสมดุลของทุกสรรพสิ่งที่พระผู้สร้างได้ทรงสถาปนาขึ้น และแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง!

ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทุกสรรพสิ่งล้วนเพียบพร้อม

ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น รวมทั้งพวกที่สามารถเคลื่อนที่ได้และพวกที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่นนกและปลา เช่นต้นไม้และดอกไม้ และรวมทั้งปศุสัตว์ แมลง และสัตว์ป่าที่ถูกทำขึ้นในวันที่หก—พวกมันล้วนดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วสิ่งเหล่านี้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนของพระองค์ ล้วนได้บรรลุจุดสูงสุดของความเพียบพร้อมและถึงมาตรฐานที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิผลแล้ว  พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำตามแผนของพระองค์ทีละขั้นตอน  สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างได้ปรากฏขึ้นตามลำดับ และการปรากฏของแต่ละชนิดเป็นภาพสะท้อนแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เป็นการตกผลึกแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  เนื่องจากการตกผลึกเหล่านี้ จึงช่วยไม่ได้ที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงจะมีแต่สำนึกขอบคุณสำหรับพระคุณและการจัดเตรียมของพระผู้สร้าง  ขณะที่กิจการที่มหัศจรรย์ทั้งหลายของพระเจ้าได้สำแดงตัวเองออกมา โลกใบนี้ก็ได้เพิ่มพูนไปด้วยสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นทีละชิ้นๆ และมันได้เปลี่ยนแปลงจากความสับสนวุ่นวายและความมืดไปเป็นความชัดเจนและความสว่างไสว จากความเงียบงันอย่างกับความตายไปเป็นความมีชีวิตชีวาและพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง จากขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็ก จากขนาดเล็กถึงขนาดจิ๋ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และได้มีความจำเป็นและคุณค่าภายในตัวที่เป็นเอกลักษณ์ต่อการดำรงอยู่ของสิ่งที่ทรงสร้างแต่ละสิ่ง  ไม่ว่าจะมีความแตกต่างอย่างไรในรูปทรงและโครงสร้างของพวกมัน พวกมันก็มีแต่ต้องได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้สร้างเพื่อให้ดำรงอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บางครั้งผู้คนจะมองเห็นแมลง ตัวที่น่าเกลียดอย่างมาก และพวกเขาจะพูดว่า “พวกมันช่างน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน ไม่มีทางที่สิ่งน่าเกลียดเช่นนั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า—ไม่มีทางที่พระองค์จะทรงสร้างบางอย่างที่น่าเกลียดถึงเพียงนั้น”  เป็นทรรศนะที่โง่เขลาอะไรเช่นนี้!  พวกเขาควรจะกล่าวว่า “ถึงแม้แมลงตัวนี้จะน่าเกลียดยิ่งนัก แต่พระเจ้าก็ได้สร้างมันขึ้นมา และดังนั้น มันต้องมีจุดประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง”  ในพระดำริของพระเจ้านั้น พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะมอบสภาพปรากฏทุกอย่าง และการทำงานและการใช้ประโยชน์ทุกประเภท ให้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่พระองค์ได้สร้างขึ้น และดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นอันใดเลยที่เหมือนกันอย่างกับแกะ  จากองค์ประกอบภายในถึงภายนอกของพวกมัน จากนิสัยการใช้ชีวิตของพวกมันถึงตำแหน่งที่ตั้งที่พวกมันยึดครอง—แต่ละอย่างแตกต่างกัน  วัวมีสภาพปรากฏของวัว ลามีสภาพปรากฏของลา กวางมีสภาพปรากฏของกวาง และช้างก็มีสภาพปรากฏของช้าง  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งใดดูดีที่สุด และสิ่งใดน่าเกลียดที่สุด?  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งใดมีประโยชน์มากที่สุด และการดำรงอยู่ของสิ่งใดมีความจำเป็นน้อยที่สุด?  ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของช้าง แต่ไม่มีผู้ใดใช้ช้างเพื่อเพาะปลูกในทุ่งนา ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของสิงโตและเสือ เพราะสภาพปรากฏของพวกมันน่าประทับใจมากที่สุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง แต่เจ้าสามารถเก็บพวกมันไว้เป็นสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?  กล่าวสั้นๆ คือ เมื่อพูดถึงสิ่งต่างๆ มากมายเหลือคณานับแห่งการทรงสร้าง มนุษย์ควรยอมทำตามสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยอมทำตามระเบียบที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นี่คือท่าทีที่มีปัญญามากที่สุด  มีเพียงท่าทีแห่งการแสวงหา และการเชื่อฟังเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นการยอมรับที่แท้จริงและความแน่นอนแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  มันดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้น มีเหตุใดที่มนุษย์ต้องหาข้อผิดพลาด?

ด้วยเหตุนี้ ทุกสรรพสิ่งภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะต้องแสดงการประสานเสียงใหม่เพื่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง จะต้องเริ่มต้นการโหมโรงที่เจิดจรัสเพื่อพระราชกิจแห่งวันใหม่ของพระองค์ และ ณ ชั่วขณะนี้ พระผู้สร้างจะทรงเปิดหน้าใหม่ในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ด้วยเช่นกัน!  ตามธรรมบัญญัติที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้ความสดใหม่แตกหน่อในฤดูใบไม้ผลิ ให้มีการสุกงอมในฤดูร้อน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และการเก็บรักษาในฤดูหนาว ทุกสรรพสิ่งจะสะท้อนเสียงไปกับแผนการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง และพวกมันจะต้อนรับวันใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และครรลองชีวิตใหม่ของพวกมันเอง  พวกมันจะดำรงชีวิตต่อไปและสืบพันธุ์อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อต้อนรับแต่ละวันภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้

จากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการสร้างทุกสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ได้เริ่มแสดงออกและเผยออกไป เพราะพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง  ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันเพราะเหตุใด ทุกสรรพสิ่งก็ได้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงและดำรงอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง  ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะได้ปรากฏขึ้นในโลกนี้ พระผู้สร้างได้ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งให้แก่มวลมนุษย์ และได้ทรงใช้วิธีการที่มีเอกลักษณ์ของพระองค์เพื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมให้แก่มวลมนุษย์  ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำอยู่ในการตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ ผู้ซึ่งจะได้รับลมปราณของพระองค์ในไม่ช้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะถูกสร้างขึ้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้รับการแสดงออกไปในสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงที่แตกต่างไปจากมวลมนุษย์ ในสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่อย่างฟ้าสวรรค์ ดวงสว่าง ทะเล และแผ่นดิน และในพวกที่มีขนาดเล็กอย่างสัตว์และนก ตลอดจนแมลงและจุลินทรีย์ทุกประเภท รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  แต่ละสิ่งได้ถูกมอบชีวิตให้โดยพระวจนะของพระผู้สร้าง แต่ละสิ่งได้แพร่หลายเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง และแต่ละสิ่งได้ดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างเนื่องจากพระวจนะของพระองค์  ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับลมปราณของพระผู้สร้าง แต่พวกมันยังคงได้แสดงออกไปให้เห็นถึงพละกำลังแห่งชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันโดยผ่านทางรูปร่างและโครงสร้างที่แตกต่างกันของพวกมัน ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับความสามารถในการพูดที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่มวลมนุษย์ แต่พวกมันแต่ละสิ่งก็ได้รับหนทางหนึ่งในการแสดงชีวิตของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมัน และซึ่งแตกต่างไปจากภาษาของมนุษย์  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่มอบพละกำลังแห่งชีวิตแก่สิ่งที่เป็นวัตถุที่ดูเหมือนอยู่กับที่ เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันหายไปเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงมอบสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์และทวีจำนวนให้แก่สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งด้วย เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันอันตรธานไป และเพื่อที่พวกมันจะได้ส่งต่อธรรมบัญญัติและหลักธรรมแห่งการอยู่รอดที่พระผู้สร้างได้ทรงประสิทธิ์ประสาทให้พวกมันรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ลักษณะที่พระผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ได้ยึดติดอย่างเหนียวแน่นต่อทัศนคติแบบมหัพภาคหรือจุลภาค และไม่จำกัดอยู่กับรูปร่างใด พระองค์ทรงสามารถบัญชาการปฏิบัติงานของจักรวาลและครองอธิปไตยเหนือการมีชีวิตและความตายของทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถยักย้ายทุกสรรพสิ่งเพื่อให้พวกมันรับใช้พระองค์ พระองค์ทรงสามารถบริหารจัดการการทำงานทั้งหมดของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ และปกครองทุกสรรพสิ่งภายในสิ่งเหล่านั้น และเหนือยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกสรรพสิ่ง  นี่คือการสำแดงถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่นอกเหนือจากมวลมนุษย์  การสำแดงเช่นนั้นไม่ใช่เป็นไปในเวลาเพียงชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่มีวันยุติ ไม่หยุดพัก อีกทั้งมันไม่สามารถถูกปรับเปลี่ยนหรือทำลายได้บุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกเพิ่มหรือลดโดยบุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้—เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ได้ ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  จงดูบรรดาผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง  พวกเขาไม่มีฤทธานุภาพของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะมีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเหตุผลที่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็คือเพราะพวกเขาไม่มีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง  สิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้าง เช่น ผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างในนามของพระเจ้าได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีกำลังบางอย่างที่ไม่มนุษย์ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการที่จะสร้างทุกสรรพสิ่ง ในการบัญชาทุกสรรพสิ่ง และในการถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้ และในทำนองเดียวกันนั้น สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้  ในพระคัมภีร์ เจ้าเคยอ่านเรื่องผู้สื่อสารคนใดของพระเจ้าที่ได้สร้างทุกสรรพสิ่งหรือไม่?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่เคยส่งผู้สื่อสารหรือทูตสวรรค์ของพระองค์คนใดไปสร้างทุกสรรพสิ่ง?  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เช่นเดียวกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และดังนั้น ในหนทางเดียวกันนี้ พระผู้สร้างก็ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและองค์อธิปัตย์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ท่ามกลางพวกเขาแต่ละท่าน—ไม่ว่าพวกเขาจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือน้อยนิด—ก็ไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถก้าวล้ำสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น ท่ามกลางพวกเขาจึงไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้  พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระผู้สร้างได้  เหล่านี้คือความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!

เราสามารถยืนยันโดยผ่านทางการสามัคคีธรรมข้างต้นดังต่อไปนี้ได้หรือไม่ว่า มีเพียงพระผู้สร้างและผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งเท่านั้น ผู้ซึ่งทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์และฤทธานุภาพอันทรงเอกลักษณ์ ที่สามารถได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองได้?  ณ จุดนี้ พวกเจ้าอาจรู้สึกว่าคำถามเช่นนั้นลุ่มลึกเกินไป  ในชั่วขณะนี้ พวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ และไม่สามารถล่วงรู้แก่นแท้ภายใน และดังนั้นสำหรับตอนนี้พวกเจ้าจึงรู้สึกว่ามันยากที่จะตอบ  เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะทำการสามัคคีธรรมของเราต่อไป ต่อจากนี้ เราจะเปิดโอกาสให้พวกเจ้าเห็นกิจการจริงในหลายแง่มุมของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพที่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของแต่เพียงพระองค์เดียว และด้วยเหตุนี้ เราจึงจะเปิดโอกาสให้พวกเจ้าเข้าใจ ซาบซึ้ง และรู้จักอย่างแท้จริงกับความเป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า และสิ่งที่เป็นความหมายของสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า

2. พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์

ปฐมกาล 9:11-13  เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสัตว์มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างก็ได้รับการยืนยันและแสดงออกไปอีกครั้งในพันธสัญญาแห่งรุ้ง

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างแสดงออกให้เห็นและใช้อยู่เสมอท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงปกครองชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งเท่านั้น หากแต่พระองค์ยังทรงปกครองมวลมนุษย์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างพิเศษที่พระองค์ได้สร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และซึ่งมีโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างและดำรงอยู่ในรูปแบบชีวิตที่แตกต่าง  หลังจากทรงสร้างทุกสรรพสิ่งแล้ว พระผู้สร้างไม่ได้ทรงหยุดแสดงออกถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ สำหรับพระองค์แล้ว สิทธิอำนาจที่พระองค์ได้ทรงใช้ถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดนั้นได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเฉพาะเมื่อมวลมนุษย์ได้ถือกำเนิดจากพระหัตถ์ของพระองค์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น  พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะบริหารจัดการมวลมนุษย์ และปกครองมวลมนุษย์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและที่จะได้รับมวลมนุษย์ไว้อย่างแท้จริง ที่จะได้รับมวลมนุษย์ที่สามารถปกครองทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้มวลมนุษย์ดังกล่าวดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ และรู้จักและเชื่อฟังสิทธิอำนาจของพระองค์  ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าจึงได้ทรงเริ่มแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างเป็นทางการท่ามกลางมนุษย์โดยใช้พระวจนะของพระองค์ และได้ทรงเริ่มใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อทำให้พระวจนะทั้งหลายของพระองค์เป็นจริง  แน่นอนว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าถูกแสดงออกไปให้เห็นในที่ต่างๆ ทั้งหมดในระหว่างกระบวนการนี้ เราเพียงแค่หยิบยกเอาตัวอย่างพิเศษที่รู้จักกันดีบางตัวอย่างมาจากสิ่งที่พวกเจ้าอาจจะเข้าใจและรู้จักถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าและสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์

มีความคล้ายคลึงกันระหว่างบทตอนในปฐมกาล 9:11-13 กับบทตอนข้างต้นที่เกี่ยวกับบันทึกถึงการทรงสร้างโลกของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ยังมีความแตกต่างอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน  อะไรคือความคล้ายคลึงกันนั้น?  ความคล้ายคลึงกันมีอยู่ในการที่พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ และความแตกต่างอยู่ตรงที่บทตอนที่อ้างถึงในที่นี้เป็นตัวแทนการสนทนากับมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งในการนี้พระองค์ได้ทรงตั้งพันธสัญญาหนึ่งกับมนุษย์และได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในพันธสัญญานั้น  การใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าครั้งนี้สัมฤทธิ์ผลในระหว่างการสนทนากับมนุษย์ของพระองค์ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ก่อนหน้าที่จะมีการทรงสร้างมวลมนุษย์ พระวจนะของพระเจ้าเป็นคำแนะนำและพระบัญชา ซึ่งถูกประกาศแก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้าง  แต่บัดนี้ได้มีใครบางคนได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเป็นทั้งการสนทนากับมนุษย์และเป็นการเตือนสติและการเตือนสอนมนุษย์ด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นพระบัญญัติที่เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ถูกจัดส่งไปยังทุกสรรพสิ่ง

การกระทำใดของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในบทตอนนี้?  บทตอนนี้บันทึกถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์หลังจากการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมของพระองค์ บทตอนนี้บอกกับมนุษย์ว่า พระเจ้าจะไม่ทรงส่งการทำลายล้างเช่นนั้นมายังโลกอีก และว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างหมายสำคัญหนึ่งไว้ในตอนท้ายนี้  สิ่งใดคือหมายสำคัญนี้?  ในคัมภีร์มีการตรัสว่า “เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”  เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างได้ตรัสกับมวลมนุษย์  ขณะที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ รุ้งก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของมนุษย์ และมันคงอยู่ ณ ที่นั้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้  ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันปรากฏอย่างไร?  วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์มัน หรือหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุที่ตั้งของมันได้  นั่นก็เป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนมันได้  มันเป็นความต่อเนื่องของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว  พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อปฏิบัติตามพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และพระสัญญาของพระองค์ และดังนั้น การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญานี้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์และกฎที่จะคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง  ธรรมบัญญัติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างภายหลังจากการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญคือความต่อเนื่องและการขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  นี่คือกิจการอีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติโดยการใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ  พระองค์ได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นที่จะนำมา และในลักษณะที่มันจะสำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผล  ในหนทางนี้เรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ถูกตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงได้คงอยู่โดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงมาจนกระทั่งถึงวันนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถลบรุ้งนี้ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของมันได้ และมันมีอยู่เพียงเพราะพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอน  “พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงจะคงอยู่ตลอดกาล”  พระวจนะดังกล่าวสำแดงไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และมันเป็นหมายสำคัญและคุณลักษณะที่ชัดเจนของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  หมายสำคัญหรือคุณลักษณะเช่นนั้นไม่มีอยู่หรือมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ อีกทั้งมองไม่เห็นอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มันเป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และจำแนกพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ที่พระผู้สร้างเท่านั้นจะทรงมีออกจากอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นหมายสำคัญและพระลักษณะเฉพาะที่ไม่มีวันจะถูกก้าวล้ำโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ นอกเหนือจากพระเจ้าพระองค์เอง

การที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นการกระทำที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะใช้เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงหนึ่งกับมนุษย์และบอกให้มนุษย์รู้น้ำพระทัยของพระองค์  ในด้านนี้พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์  ดังนั้น การตั้งพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่?  แล้วมันยิ่งใหญ่อย่างไร?  นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ  มันไม่ใช่พันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และมันจะยังคงมีผลไปจนกระทั่งถึงวันพระผู้สร้างทรงเลิกล้มทุกสรรพสิ่ง  ผู้บริหารพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้บำรุงรักษามันก็ยังเป็นพระผู้สร้างอีกเช่นกัน  กล่าวสั้นๆ คือ ความครบบริบูรณ์ของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ตั้งขึ้นกับมวลมนุษย์นี้ได้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลตามการสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีกหรือนอกเหนือจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซาบซึ้ง เป็นประจักษ์พยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง?  เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่ทรงมีฤทธานุภาพในการตั้งพันธสัญญาเช่นนั้น  การปรากฏของรุ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นการประกาศต่อมวลมนุษย์และเรียกร้องให้เขาสนใจต่อพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์  ในการปรากฏอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่ถูกแสดงต่อมวลมนุษย์ไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง  การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้นสาธิตแสดงกิจการที่น่าเกรงขามและน่ามหัศจรรย์ของพระผู้สร้างในสถานที่ซ่อนเร้น และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันเลือนรางไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  นี่มิใช่การแสดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

3. พระพรของพระเจ้า

ปฐมกาล 17:4-6  นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า

ปฐมกาล 18:18-19  แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้รักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อพระยาห์เวห์จะประทานแก่อับราฮัม ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขา

ปฐมกาล 22:16-18  พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา

โยบ 42:12  และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว

ลักษณะและคุณลักษณะเฉพาะอันทรงเอกลักษณ์ของถ้อยดำรัสของพระผู้สร้างเป็นสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์และสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

มีมากมายที่ปรารถนาจะแสวงหาและได้รับพระพรของพระเจ้า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถได้รับพระพรเหล่านี้ได้ เพราะพระเจ้าทรงมีหลักธรรมของพระองค์เอง และทรงอวยพรให้มนุษย์ในวิธีของพระองค์เอง  พระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำต่อมนุษย์ และปริมาณพระคุณที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์ได้รับการจัดสรรไปตามความคิดและการกระทำของมนุษย์  ดังนั้น พระพรของพระเจ้าแสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?  ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งใดภายในพระพรเหล่านั้น?  ณ จุดนี้ พวกเรามาพักการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าจะทรงอวยพร และหลักธรรมในการอวยพรมนุษย์ของพระเจ้าเอาไว้ก่อน แล้วขอให้พวกเรามาดูการอวยพรของพระเจ้าแก่มนุษย์ที่มีวัตถุประสงค์ในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า จากมุมมองของการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าแทนกันเถิด

คัมภีร์สี่บทตอนข้างต้นล้วนเป็นบันทึกเกี่ยวกับการอวยพรมนุษย์ของพระเจ้า  คัมภีร์เหล่านั้นจัดเตรียมการพรรณนาที่ละเอียดเกี่ยวกับผู้รับพระพรของพระเจ้า เช่นอับราฮัมและโยบ ตลอดจนเกี่ยวกับเหตุผลว่าเหตุใดพระเจ้าจึงได้ประทานพระพรของพระองค์ และเกี่ยวกับว่าสิ่งใดที่บรรจุอยู่ภายในพระพรเหล่านี้  พระกระแสเสียงและลักษณะของถ้อยดำรัสของพระเจ้า และมุมมองและตำแหน่งที่พระองค์ได้ตรัส เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ซาบซึ้งว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งประทานพระพรและผู้รับพระพรดังกล่าวนั้นมีอัตลักษณ์ สถานะ และเนื้อแท้ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  พระกระแสเสียงและลักษณะของถ้อยดำรัสเหล่านี้ และตำแหน่งที่ถ้อยดำรัสเหล่านี้ถูกตรัสออกมา มีเอกลักษณ์เฉพาะของพระเจ้า ผู้ทรงครองพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง  พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจและมหิทธิฤทธิ์ ตลอดจนพระเกียรติของพระผู้สร้าง และพระบารมีที่ไม่ยอมทนความสงสัยจากมนุษย์คนใดเลย

ก่อนอื่น พวกเรามาดูปฐมกาล 17:4-6 กันเถิด ความว่า “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า”  พระวจนะเหล่านี้คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับอับราฮัม ตลอดจนการอวยพรอับราฮัมของพระเจ้าว่า พระเจ้าจะทรงทำให้อับราฮัมเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย จะทรงทำให้เขามีพงศ์พันธุ์อย่างมากมาย และจะทรงทำให้เขาเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเขา  เจ้าเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าเห็นว่าสิทธิอำนาจเช่นนั้นเป็นอย่างไร?  เจ้ามองเห็นเนื้อแท้แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าในแง่มุมใด?  จากการอ่านพระวจนะเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ก็ไม่ยากเลยที่จะค้นพบว่าสิทธิอำนาจและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าได้ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนในการใช้ถ้อยคำของถ้อยดำรัสของพระเจ้า  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะ…เราให้เจ้าเป็น…เราจะทำให้เจ้า…”  วลีอย่างเช่น “เจ้าจะ” และ “เราจะ” ซึ่งการใช้ถ้อยคำของพระองค์มีการยืนยันถึงพระอัตลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ในแง่มุมหนึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสัตย์ซื่อของพระผู้สร้าง และในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นการใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระวจนะพิเศษที่ใช้โดยพระเจ้า ผู้ทรงครองพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง—ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคำศัพท์ทั่วไป  หากใครบางคนกล่าวว่าพวกเขาหวังจะให้อีกบุคคลหนึ่งมีพงศ์พันธุ์อย่างมากมาย จะให้ประชาชาติมาจากพวกเขา และจะให้กษัตริย์เกิดจากพวกเขา เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือความปรารถนาชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สัญญาหรือพร  ดังนั้น ผู้คนจึงไม่กล้าพูดว่า “เราจะทำให้เจ้าเป็นเช่นนั้นและเช่นนี้ เจ้าจะเป็นเช่นนั้นและเช่นนี้…” เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาไม่มีกำลังเช่นนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขา และถึงแม้ว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น คำพูดของพวกเขาก็คงจะไร้สาระว่างเปล่า ที่ถูกขับเคลื่อนโดยความอยากและความทะเยอทะยานของพวกเขา  มีใครบ้างที่กล้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นหากพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถทำความปรารถนาของพวกเขาให้สำเร็จลุล่วงได้?  ทุกคนปรารถนาดีต่อพงศ์พันธุ์ของตนเอง และหวังว่าพวกเขาจะเก่งและชื่นชมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  “มันจะเป็นโชคลาภที่ยิ่งใหญ่อันใดสำหรับการที่หนึ่งในพวกเขาจะกลายเป็นจักรพรรดิ!  หากคนเราจะได้เป็นเจ้าเมืองนั่นก็คงจะดีเช่นกัน—ตราบเท่าที่พวกเขาเป็นใครบางที่สำคัญ!”  ทั้งหมดเหล่านี้คือความปรารถนาของผู้คน แต่ผู้คนก็ทำได้เพียงแค่อวยพรให้แก่พงศ์พันธุ์ของพวกเขา และไม่สามารถทำให้สัญญาใดๆ ของพวกเขาลุล่วงหรือกลายเป็นจริงได้  ทุกคนรู้อย่างชัดเจนในหัวใจของพวกเขาว่าพวกเขาไม่มีกำลังที่จะสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขานั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา และดังนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถสั่งการชะตากรรมของคนอื่นได้อย่างไร?  เหตุผลที่พระเจ้าทรงสามารถตรัสพระวจนะเช่นพระวจนะเหล่านี้ได้นั้น ก็เป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจเช่นนั้น และทรงสามารถทำให้พระสัญญาทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ให้สำเร็จลุล่วงและให้เป็นจริงได้ และทรงสามารถทำให้พระพรทั้งหมดที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์กลายเป็นจริงได้  มนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และสำหรับการที่พระเจ้าจะทรงทำให้ใครสักคนมีพงศ์พันธุ์อย่างมากมายนั้นก็คงจะเป็นการละเล่นของเด็ก การจะทรงทำให้พงศ์พันธุ์ของใครสักคนเจริญรุ่งเรืองก็คงจะพึงประสงค์แต่เพียงพระวจนะหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น  พระองค์คงจะไม่มีวันทรงต้องให้พระองค์เองทรงพระราชกิจจนพระเสโทหลั่งเพื่อสิ่งหนึ่งเช่นนั้น หรือทรงยุ่งยากพระทัย หรือทรงทำพระองค์เองให้ลำบากกับมัน นี่คือฤทธานุภาพอย่างยิ่งของพระเจ้า สิทธิอำนาจอย่างยิ่งของพระเจ้า

หลังจากได้อ่านในปฐมบท 18:18 ที่มีความว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” แล้วนั้น พวกเจ้าสามารถรู้สึกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างได้หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้านั้นแน่นอน  พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนั้นไม่ใช่เนื่องจากความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์ หรือไม่ใช่ในการเป็นตัวแทนของความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์  แทนที่จะเป็นเช่น พระวจนะเหล่านั้นกลับเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจแห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้า และเป็นพระบัญญัติที่ทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง  มีการแสดงออกสองเรื่องที่พวกเจ้าควรให้ความสนใจในที่นี้  เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” นั้น มีองค์ประกอบใดของความกำกวมในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกังวลหรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกลัวหรือไม่?  เนื่องจากคำว่า “แน่ทีเดียว” และคำว่า “จะได้” ในถ้อยดำรัสของพระเจ้า องค์ประกอบเหล่านี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบเฉพาะของมนุษย์และมักจะแสดงออกอยู่ในตัวเขานั้นจึงไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ กับพระผู้สร้างเลย  คงจะไม่มีผู้ใดกล้าใช้ถ้อยคำเช่นนั้นเมื่ออวยพรให้ผู้อื่นได้ดี คงจะไม่มีผู้ใดกล้าอวยพรผู้อื่นด้วยความแน่นอนเช่นนั้นเมื่อจะให้พวกเขามีชนชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง หรือสัญญาว่าประชาชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา  ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าแน่นอนมากขึ้นเท่าใด พระวจนะเหล่านั้นก็ยิ่งพิสูจน์บางอย่างมากขึ้นเท่านั้น—แล้วบางอย่างนั้นคือสิ่งใด?  พระวจนะเหล่านั้นพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีสิทธิอำนาจเช่นนั้น ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จลุล่วงได้ และว่าความสำเร็จลุล่วงของพวกมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พระเจ้าทรงมีความแน่นอนในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีความลังเลยแม้แต่นิดเดียวในทั้งหมดที่พระองค์ทรงอวยพรอับราฮัม  ยิ่งไปกว่านั้น ความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้จะสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะของพระองค์ และไม่มีพลังอำนาจใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยน ขวางกั้น ลดคุณค่า หรือรบกวนการบรรลุเป้าหมายของมันได้ ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะได้เกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเพิกถอนหรือมีอิทธิพลเหนือการบรรลุเป้าหมายและความสำเร็จลุล่วงของพระวจนะของพระเจ้าได้  นี่คือมหิทธิฤทธิ์อย่างยิ่งของพระวจนะที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระผู้สร้าง และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่ไม่ยอมทนการปฏิเสธของมนุษย์!  เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้ายังรู้สึกสงสัยอยู่หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และมีฤทธานุภาพ พระบารมี และสิทธิอำนาจในพระวจนะของพระเจ้า  มหิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจเช่นนั้น และความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความสำเร็จลุล่วงของข้อเท็จจริงนั้น ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ และไม่สามารถเอาชนะได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถสนทนากับมวลมนุษย์ด้วยพระกระแสเสียงและท่วงทำนองเช่นนั้น และข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าพระสัญญาของพระองค์มิใช่ถ้อยคำที่ว่างเปล่า หรือคำอวดตัวที่ไร้ผล แต่เป็นการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเอาชนะได้โดยบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  

อะไรคือความแตกต่างระหว่างพระวจนะที่ตรัสโดยพระกับคำพูดที่มนุษย์พูด?  เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะเหล่านี้ที่ตรัสโดยพระเจ้า เจ้าสำนึกรับรู้ถึงมหิทธิฤทธิ์ของพระวจนะของพระเจ้าและสิทธิอำนาจของพระเจ้า  เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินผู้คนกล่าวคำพูดเช่นนั้น?  เจ้าคิดว่าพวกเขาโอหังและอวดตัวอย่างสุดขีด เป็นผู้คนที่กำลังทำการแสดงอวดตัวเองใช่หรือไม่?  ในเมื่อพวกเขาไม่มีกำลังนี้ พวกเขาไม่ได้ครองสิทธิอำนาจเช่นนั้น และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถโดยสิ้นเชิงในการสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น  การที่พวกเขาแน่ใจยิ่งนักกับคำสัญญาของพวกเขานั้นเพียงแค่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อข้อคิดเห็นของพวกเขา  หากใครบางคนกล่าวคำพูดเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคงจะโอหังและมั่นใจเกินไป และพวกเขาคงจะกำลังเผยตัวเองว่าเป็นตัวอย่างชั้นเลิศของอุปนิสัยของหัวหน้าทูตสวรรค์  พระวจนะเหล่านี้มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เจ้าสำนึกรับรู้ถึงองค์ประกอบของความโอหังในที่นี้หรือไม่?  เจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงเรื่องตลกหรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าคือสิทธิอำนาจ พระวจนะของพระเจ้าคือข้อเท็จจริง และก่อนที่พระวจนะเหล่านั้นจะถูกดำรัสมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขณะที่พระองค์กำลังตัดสินพระทัยว่าจะทำบางสิ่งบางอย่าง เมื่อนั้น สิ่งนั้นก็ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว  อาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสกับอับราฮัมคือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับอับราฮัม และคือพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม  พระสัญญานี้คือข้อเท็จจริงที่ตั้งไว้ ตลอดจนเป็นข้อเท็จจริงที่สำเร็จลุล่วง และข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็ค่อยๆ ลุล่วงในพระดำริของพระเจ้าตามแผนของพระเจ้า  ดังนั้น สำหรับการที่พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงมีพระอุปนิสัยที่โอหัง เพราะพระเจ้าทรงสามารถสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้  พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจนี้ และทรงมีความสามารถเต็มที่ในการสัมฤทธิ์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ และการสำเร็จลุล่วงของพระวจนะเหล่านั้นก็อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของพระองค์อย่างครบถ้วน  เมื่อพระวจนะเช่นพระวจนะเหล่านี้ถูกดำรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า พวกมันก็คือวิวรณ์และการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า เป็นวิวรณ์และการสำแดงที่เพียบพร้อมถึงเนื้อแท้และสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมและคู่ควรจะเป็นข้อพิสูจน์ของพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างมากไปกว่านั้นแล้ว  ลักษณะ พระกระแสเสียง และการใช้ถ้อยคำในถ้อยดำรัสเช่นนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างอย่างแม่นยำ และสอดคล้องอย่างเพียบพร้อมกับการแสดงออกถึงพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง ในพระวจนะเหล่านั้นไม่มีข้ออ้างใด ไม่มีความไม่บริสุทธิ์ใด พระวจนะเหล่านั้นเป็นการสาธิตแสดงถึงเนื้อแท้และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างเต็มที่และครบบริบูรณ์  สำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น พวกเขาไม่มีทั้งสิทธิอำนาจนี้หรือเนื้อแท้นี้ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีกำลังที่พระเจ้าทรงมอบให้  หากมนุษย์ทรยศพฤติกรรมเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วนั่นก็คงจะเป็นการระเบิดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาอย่างแน่นอนที่สุด และที่รากเหง้าของการนี้ก็คงจะเป็นผลกระทบที่ยุ่งเหยิงของความโอหังและความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนของมนุษย์ และคงจะไม่ใช่การเปิดโปงเจตนาที่มุ่งร้ายของใครอื่นนอกจากมารร้าย นั่นก็คือซาตาน ผู้ซึ่งปรารถนาที่จะหลอกลวงผู้คนและยั่วยุพวกเขาให้ทรยศพระเจ้า  พระเจ้าทรงพิจารณาเห็นอย่างไรกับสิ่งที่ถูกเผยโดยภาษาเช่นนั้น?  พระเจ้าคงจะตรัสว่าเจ้าปรารถนาที่จะแย่งชิงที่ของพระองค์ และว่าเจ้าปรารถนาที่จะปลอมแฝงและแทนที่พระองค์  เมื่อเจ้าเอาอย่างพระกระแสเสียงในถ้อยดำรัสของพระเจ้า เจตนาของเจ้าคือเพื่อที่จะเข้ามาแทนที่ของพระเจ้าในหัวใจของผู้คน เพื่อที่จะยึดครองมวลมนุษย์ที่เป็นของพระเจ้าโดยชอบธรรม นี่คือซาตานอย่างชัดแจ้งและจริงๆ เหล่านี้คือการกระทำของพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ตนนั้น ผู้ที่สวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!  มีผู้ใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่เคยเอาอย่างพระเจ้าในหนทางใดหนทางหนึ่งโดยการกล่าวคำพูดไม่กี่คำ ด้วยเจตนาที่จะหลอกลวงและชี้นำผู้คนในทางที่ผิด และทำให้พวกเขารู้สึกราวกับว่าคำพูดและการกระทำของบุคคลผู้นี้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ราวกับว่าเนื้อแท้และอัตลักษณ์ของบุคคลผู้นี้มีเอกลักษณ์ และแม้กระทั่งราวกับว่าน้ำเสียงในคำพูดของบุคคลผู้นี้เหมือนกันกับพระกระแสเสียงของพระเจ้า?  พวกเจ้าเคยทำบางสิ่งเยี่ยงนี้หรือไม่?  พวกเจ้าเคยเอาอย่างพระกระแสเสียงของพระเจ้าในวาทะของพวกเจ้า ด้วยท่าทางที่เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างมีวัตถุประสงค์ ด้วยสิ่งที่พวกเจ้าทึกทักเอาว่าเป็นกำลังและสิทธิอำนาจหรือไม่?  พวกเจ้าส่วนใหญ่มักจะกระทำ หรือวางแผนที่จะกระทำในหนทางเช่นนั้นหรือไม่?  บัดนี้ เมื่อพวกเจ้ามองเห็น ล่วงรู้ และรู้จักสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และย้อนกลับไปมองสิ่งที่พวกเจ้าเคยทำ และสิ่งที่พวกเจ้าเคยเผยตัวเอง พวกเจ้ารู้สึกป่วยหรือไม่?  พวกเจ้าระลึกถึงความเลวทรามและความไร้ยางอายของพวกเจ้าได้หรือไม่?  เมื่อได้ชำแหละอุปนิสัยและเนื้อแท้ของผู้คนเช่นนั้นแล้ว สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นทายาทที่ถูกสาปจากนรก?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าทุกคนที่ทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นกำลงนำความอัปยศมาสู่ตัวพวกเขาเอง?  พวกเจ้าระลึกถึงความร้ายแรงของธรรมชาติของมันได้หรือไม่?  แล้วมันร้ายแรงเพียงใดเล่า?  เจตนาของผู้คนที่กระทำการในหนทางนี้ก็คือเพื่อเอาอย่างพระเจ้า  พวกเขาต้องการที่จะเป็นพระเจ้า ที่จะทำให้ผู้คนนมัสการพวกเขาเหมือนเป็นพระเจ้า  พวกเขาต้องการที่จะลบล้างที่ของพระเจ้าในหัวใจของผู้คน และจำกัดพระเจ้าผู้ซึ่งทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ และพวกเขาทำการนี้เพื่อที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายในการควบคุมผู้คน ในการกลืนกินผู้คน และในการครอบครองพวกเขา  ทุกคนมีความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานใต้จิตสำนึกเยี่ยงนี้ และทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อแท้เยี่ยงซาตานที่เสื่อมทรามประเภทนี้ ในธรรมชาติเยี่ยงซาตานซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ในความเป็นศัตรูกับพระเจ้า ทรยศพระเจ้า และปรารถนาที่จะกลายเป็นพระเจ้า  หลังจากการสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้านี้ พวกเจ้ายังคงปรารถนาหรือใฝ่ฝันที่จะปลอมแฝงหรือเอาอย่างพระเจ้าอยู่หรือไม่?  พวกเจ้ายังคงอยากที่จะเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?  พวกเจ้ายังคงปรารถนาที่จะกลายเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่สามารถมีมนุษย์คนใดเอาอย่างได้ และพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าก็ไม่สามารถมีมนุษย์คนใดปลอมแฝงได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถเอาอย่างพระกระแสเสียงที่พระเจ้าตรัส แต่เจ้าก็ไม่สามารถเอาอย่างเนื้อแท้ของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถยืนในที่ของพระเจ้าและปลอมแฝงพระเจ้าได้ แต่เจ้าจะไม่มีวันสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะทำได้ และจะไม่มีวันสามารถปกครองและบัญชาทุกสรรพสิ่งได้  ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเป็นสิ่งที่ทรงสร้างเล็กๆ สิ่งหนึ่งตลอดไป และไม่ว่าทักษะและความสามารถของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด แต่ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเจ้าแล้วนั้น เจ้าอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถกล่าวคำพูดที่อวดกล้าบางคำ แต่นี่ก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง อีกทั้งไม่สามารถเป็นสิ่งแทนว่าเจ้ามีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าคือเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรียนรู้หรือเพิ่มเติมจากภายนอก แต่เป็นเนื้อแท้ภายในพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง  และดังนั้น สัมพันธภาพระหว่างพระผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างจึงไม่มีวันสามารถปรับเปลี่ยนได้เลย  ในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง มนุษย์ต้องรักษาตำแหน่งของเขาเอง และประพฤติตนอย่างมีจิตสำนึก  จงพิทักษ์รักษาสิ่งที่พระผู้สร้างทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าอย่างสำนึกในหน้าที่  จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งทั้งหลายที่นอกเหนือขอบเขตความสามารถของเจ้า หรือที่เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า  จงอย่าพยายามที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือเหนือสิ่งอื่นใด จงอย่าพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้า  นี่คือวิธีที่ผู้คนไม่ควรอยากที่จะเป็น  การพยายามที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นช่างไร้สาระ  การพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้ายิ่งเป็นที่น่าอดสูมากยิ่งกว่าเสียอีก มันน่ารังเกียจและน่าเหยียดหยาม  สิ่งที่น่ายกย่องและสิ่งที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างควรจะยึดมั่นไว้มากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ผู้คนทั้งหมดควรไล่ตามเสาะหา

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกจำกัดโดยเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ

พวกเรามาดูปฐมกาล 22:17-18 กันเถิด  นี่คืออีกบทตอนหนึ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสไว้ ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับอับราฮัมว่า “ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา”  พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงอวยพรอับราฮัมหลายครั้งว่าให้เชื้อสายของเขาทวีมากขึ้น แต่พวกเขาจะทวีขึ้นขนาดไหน?  ถึงขนาดที่ได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์ความว่า “ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล”  นี่เป็นการกล่าวว่า พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะประทานลูกหลานให้อับราฮัมเป็นจำนวนมากเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า และเยอะแยะเหมือนเม็ดทรายบนฝั่งทะเล  พระเจ้าตรัสไปโดยใช้อุปมาอุปมัย และจากอุปมาอุปมัยนี้ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นว่าพระเจ้าจะไม่ประทานลูกหลานให้แก่อับราฮัมเพียงหนึ่ง สอง หรือแม้แต่เพียงหลายพันคน แต่เป็นจำนวนที่นับไม่ถ้วน มากพอที่พวกเขาจะกลายเป็นประชาชาติจำนวนมากมาย เพราะพระเจ้าได้ทรงสัญญากับอับราฮัมไว้ว่าเขาจะได้เป็นบิดาแห่งประชาชาติมากมาย  บัดนี้ จำนวนนั้นตัดสินโดยมนุษย์ หรือว่ามันถูกตัดสินโดยพระเจ้า?  มนุษย์สามารถควบคุมจำนวนพงศ์พันธุ์ที่เขามีได้กระนั้นหรือ?  มันขึ้นอยู่กับเขากระนั้นหรือ?  มันไม่แม้กระทั่งจะขึ้นอยู่กับมนุษย์ในการที่เขาจะมีหลายคนหรือไม่ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะมีมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล”  ผู้ใดกันที่ไม่ปรารถนาจะให้เชื้อสายของพวกเขามีจำนวนมากมายเหมือนดวงดาว?  น่าเสียดายที่สิ่งทั้งหลายมักจะไม่ออกมาในหนทางที่เจ้าต้องการอยู่เสมอ  ไม่ว่ามนุษย์จะมีความชำนาญหรือความสามารถเพียงใด มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่มีผู้ใดสามารถยืนอยู่ภายนอกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ได้  พระองค์ทรงอนุญาตให้เจ้ามากเพียงใด ก็มากเพียงนั้นที่เจ้าจะมี กล่าวคือ  หากพระเจ้าทรงมอบให้เจ้าน้อยนิด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันมีมาก และหากพระเจ้าทรงมอบให้เจ้ามากมาย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไม่พอใจว่าเจ้ามีมากเพียงใด  นี่ไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ?  ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์!  มนุษย์นั้นถูกปกครองโดยพระเจ้า และไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น!

เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับอับราฮัม และมันจะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และมันยังเป็นพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำแก่อับราฮัมด้วยเช่นกัน  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถที่จะทำพระสัญญานี้ให้กลายเป็นจริงได้  ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือพิจารณาเห็นว่ามันเป็นอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงตามตัวอักษร ตามพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไป  พระวจนะของพระเจ้าจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และมันจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  ทุกสรรพสิ่งอาจหายไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดกาล  ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสรรพสิ่งหายไปนั้นคือวันที่พระวจนะของพระเจ้าจะลุล่วงโดยครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่งและกำลังชีวิตทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงรูปของทุกสรรพสิ่งจากมีชีวิตอยู่ให้ตายได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะง่ายดายยิ่งไปกว่าการทวีเชื้อสายของใครบางคนให้มากมาย  การนี้ฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับมนุษย์ เหมือนกับเทพนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงตัดสินและทรงสัญญาที่จะทำไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งไม่ใช่เทพนิยาย  ตรงกันข้าม มันเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าได้ทรงมองเห็นแล้ว และที่จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  พวกเจ้าซาบซึ้งกับการนี้หรือไม่?  ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมายหรือไม่?  พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด?  พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่?  พวกเขาแพร่กระจายไปทั่วทุกชาติและภูมิภาค ไปถึงทุกที่ในโลกหรือไม่?  ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางสิ่งใด?  มันสำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าได้ลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เนืองนิตย์มาเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปีหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป นี่คือพระอิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น  การนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในการสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมัน ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นฉับพลัน  ทั้งสองนั้นเป็นการแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าได้ทรงอวยพรให้อับราฮัมนั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเนื้อแท้อีกด้านหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์ให้มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่เป็นจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรบรรจงยิ่งขึ้น

ทันทีพระวจนะของพระเจ้าถูกดำรัสออกไป สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เข้ากำกับพระราชกิจนี้ และข้อเท็จจริงที่ให้สัญญาโดยพระโอษฐ์ของพระเจ้าก็ค่อยๆ เริ่มกลายเป็นความเป็นจริง  ผลลัพธ์ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเริ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง เหมือนกันอย่างยิ่งกับลักษณะที่ต้นหญ้ากลับเป็นสีเขียวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้ผลิบาน ตาอ่อนแตกจากต้นไม้ นกเริ่มร้องเพลง ห่านหวนกลับมา และท้องทุ่งก็คับคั่งไปด้วยผู้คน…ทุกสรรพสิ่งกลับฟื้นคืนสภาพเดิมด้วยการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ และนี่คือกิจการที่มหัศจรรย์ของพระผู้สร้าง  เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญาของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง ทุกสรรพสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะเริ่มต้นใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น  เมื่อข้อผูกพันหรือสัญญาหนึ่งถูกดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งจะทำหน้าที่เพื่อการทำให้ลุล่วงของมัน และถูกยักย้ายเพื่อประโยชน์ของการทำให้ลุล่วงของมัน สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการภายใต้อำนาจปกครองของพระผู้สร้าง โดยแสดงบทบาทตามลำดับของพวกมัน และปฏิบัติหน้าที่ตามลำดับของพวกมัน  นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  เจ้าเห็นสิ่งใดในการนี้?  เจ้ารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างไร?  สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีขอบเขตหรือไม่?  มีเวลาจำกัดหรือไม่?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีความสูงที่แน่นอน หรือมีความยาวที่แน่นอน?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีขนาดหรือความแข็งแรงที่แน่นอน?  สามารถวัดตามมิติทั้งหลายของมนุษย์ได้หรือไม่?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้กระพริบเปิดและปิด ไม่ได้มาและไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใดได้  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมากเพียงใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พระพรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องของมันจะเป็นพยานถึงสิทธิอำนาจอันไม่อาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นการปรากฏอีกครั้งของพลังชีวิตที่ไม่สามารถดับได้ของพระผู้สร้างครั้งแล้วครั้งเล่า  การแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์แต่ละครั้งคือการสาธิตแสดงที่เพียบพร้อมให้เห็นถึงพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ซึ่งสาธิตแสดงแก่ทุกสรรพสิ่ง และแก่มวลมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นวิจิตรบรรจงเกินเปรียบเทียบ และไร้ข้อตำหนิโดยสิ้นเชิง  สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นล้วนเป็นภาพสวยงามอย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ และสำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ภาษาของมวลมนุษย์ไม่สามารถสื่อถึงนัยสำคัญและคุณค่าของมันได้  เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาจะเป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าเสมือนหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด หรือพวกเขาทำสิ่งใด ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับพระสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม  ไม่สำคัญว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป สำหรับพระองค์แล้วมันเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งได้ถูกดำรัสไป  นี่เป็นการกล่าวว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์ทรงสามารถติดตามร่องรอย ควบคุม และทำให้พระสัญญาทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ให้ลุล่วงได้ และไม่ว่าพระสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าขอบเขตที่ความสำเร็จลุล่วงของมันสัมผัสเกี่ยวข้องจะกว้างเพียงใดก็ตาม—ยกตัวอย่างเช่น เวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—พระสัญญานี้ก็จะสำเร็จลุล่วงและลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมันจะไม่พึงประสงค์ให้พระองค์ต้องพยายามเลยแม้แต่นิดเดียว  การนี้พิสูจน์ถึงสิ่งใด?  มันพิสูจน์ให้เห็นว่าความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเพียงพอที่จะควบคุมจักรวาลทั้งหมด และมวลมนุษย์ทั้งหมด  พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความสว่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเพียงแต่บริหารจัดการความสว่างเท่านั้น หรือว่าพระองค์ทรงเพียงแต่บริหารจัดการน้ำเพราะพระองค์ได้ทรงสร้างน้ำขึ้นมาเท่านั้น และว่าสิ่งอื่นใดทุกสิ่งนั้นไม่ได้สัมพันธ์กับพระเจ้า  นี่จะไม่เป็นการเข้าใจผิดหรอกหรือ?  ถึงแม้ว่าการที่พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของมนุษย์ไปแล้วหลังจากผ่านไปหลายร้อยปี แต่สำหรับพระเจ้า พระสัญญานี้จะยังคงอยู่เหมือนเดิม  มันยังคงอยู่ในกระบวนการแห่งความสำเร็จลุล่วง และไม่เคยได้หยุดลง  มนุษย์ไม่เคยรู้หรือไม่เคยได้ยินว่าพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการอย่างไร และเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในระหว่างเวลานี้น่าอัศจรรย์มากเพียงใด แต่การแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่น่าอัศจรรย์ทุกชิ้น และการเผยถึงกิจการทั้งหลายของพระองค์ได้ถูกส่งต่อและเป็นที่ยกย่องท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งได้แสดงออกไปและได้พูดถึงกิจการที่มหัศจรรย์ทั้งหลายของพระผู้สร้าง และเรื่องราวที่บอกเล่ากันมากแต่ละเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งจะได้รับการประกาศโดยทุกสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้นตลอดไป  สิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระเจ้า แสดงให้ทุกสรรพสิ่งเห็นว่าพระเจ้านั้นทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งและตลอดเวลา  เมื่อเจ้าได้เป็นประจักษ์พยานถึงความแพร่หลายแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งและตลอดเวลา  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ถูกจำกัดโดยเวลา ภูมิประเทศ พื้นที่ หรือบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  ความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือจินตนาการของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถหยั่งลึกได้ มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และมนุษย์จะไม่มีวันรู้จักโดยครบบริบูรณ์

ผู้คนบางคนชอบที่จะอนุมานและจินตนาการ แต่จินตนาการของมนุษย์จะสามารถไปได้ไกลเพียงใด?  มันสามารถไปไกลเกินกว่าโลกนี้ได้หรือไม่?  มนุษย์สามารถทำการอนุมานและจินตนาการความถูกต้องและความแม่นยำของสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  การอนุมานและจิตนาการของมนุษย์สามารถเปิดโอกาสให้เขาสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกมันทำให้มนุษย์ซาบซึ้งและนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่?  ข้อเท็จจริงทั้งหลายพิสูจน์ให้เห็นว่าการอนุมานและจินตนาการของมนุษย์เป็นเพียงผลผลิตแห่งสติปัญญาของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้จัดเตรียมความช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ให้แก่ความรู้ของมนุษย์ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว  หลังจากได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ บางคนสามารถจินตนาการถึงดวงจันทร์ หรือจินตนาการว่าดวงดาวทั้งหลายเป็นอย่างไร  กระนั้นนี่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความเข้าใจใดๆ ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า  จินตนาการของมนุษย์ก็เป็นเพียงแค่จินตนาการ  จากข้อเท็จจริงของสิ่งเหล่านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จากการที่พวกมันเชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เขาไม่มีการจับความเข้าใจเลยโดยสิ้นเชิง  มันจะสำคัญอย่างใดถึงแม้ว่าเจ้าเคยได้ไปดวงจันทร์มาแล้ว?  การนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความเข้าใจหลากหลายมิติเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากระนั้นหรือ?  มันแสดงให้เห็นว่าเจ้าสามารถจินตนาการความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  ในเมื่อการอนุมานและจิตนาการของมนุษย์ไม่สามารถเปิดโอกาสให้เขารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ แล้วมนุษย์ควรทำเช่นไร?  ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคงจะเป็นการไม่อนุมานหรือจินตนาการ กล่าวคือ มนุษย์ต้องไม่พึ่งพาจินตนาการและอาศัยการอนุมานเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า  สิ่งที่เราปรารถนาจะกล่าวกับพวกเจ้า ณ ที่นี้คือสิ่งใด?  ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระเจ้า พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง และเนื้อแท้ของพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยการพึ่งพาจินตนาการ  ในเมื่อเจ้าไม่สามารถพึ่งพาจินตนาการในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ในหนทางใด?  หนทางในการทำการนี้ก็คือโดยผ่านทางการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านทางการสามัคคีธรรม และโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เจ้าจะมีประสบการณ์และการตรวจสอบยืนยันสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเข้าใจทีละน้อยและความรู้ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องนั้น  นี่คือหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีทางลัดใดๆ  การขอให้พวกเจ้าไม่จินตนาการไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการทำให้พวกเจ้านั่งรอการทำลายล้างอยู่เฉยๆ หรือการหยุดพวกเจ้าจากการทำสิ่งใดๆ  การไม่ใช้สมองของพวกเจ้าเพื่อคิดและจินตนาการหมายถึงการไม่ใช้ตรรกะเพื่ออนุมาน การไม่ใช้ความรู้เพื่อวิเคราะห์ และการไม่ใช้วิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐาน แต่กลับเป็นการซาบซึ้ง การตรวจสอบยืนยัน และการยืนยันว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นมีสิทธิอำนาจ การยืนยันว่าพระองค์ทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า และว่าฤทธานุภาพของพระองค์พิสูจน์ตลอดเวลาว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองที่แท้จริง โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านทางความจริง โดยผ่านทางทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญในชีวิตต่างหาก  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่ใครสักคนจะสามารถสัมฤทธิ์การทำความเข้าใจพระเจ้าได้  บางคนกล่าวว่าพวกเขาปรารถนาที่จะหาหนทางที่เรียบง่ายในการสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ แต่พวกเจ้าสามารถคิดถึงหนทางเช่นนั้นได้หรือไม่?  เราขอบอกเจ้าว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคิด กล่าวคือ  ไม่มีหนทางอื่นใดเลย!  หนทางเดียวเท่านั้นก็คือการรู้และตรวจสอบยืนยันอย่างมีสติและอย่างหนักแน่นว่าพระเจ้าทรงมีและทรงเป็นสิ่งใดโดยผ่านทางทุกพระวจนะที่พระองค์ทรงแสดงออกและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้จักพระเจ้า  เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้านั้นไม่ใช่ไร้แก่นสารและไม่ว่างเปล่า แต่เป็นจริง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการควบคุมและอำนาจครอบครองของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายกล่าวถึงการมีอยู่จริงของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ในทำนองเดียวกันนี้ การอวยพรโยบของพระยาห์เวห์ก็ได้ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือโยบ  พระเจ้าประทานสิ่งใดให้แก่โยบ?  “และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว” (โยบ 42:12)  จากมุมมองของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ที่ถูกมอบให้โยบคืออะไร?  พวกมันคือทรัพย์สินของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่?  ด้วยทรัพย์สินเหล่านี้ โยบจะไม่ร่ำรวยอย่างมากในระหว่างยุคนั้นหรอกหรือ?  เช่นนั้นแล้ว เขาได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาอย่างไร?  สิ่งใดคือสาเหตุแห่งความอุดมด้วยโภคทรัพย์ของเขา?  เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องอธิบายอยู่แล้วว่า—เป็นเพราะพระพรของพระเจ้า โยบจึงได้มาครอบครองทรัพย์สินเหล่านั้น  โยบมีทรรศนะกับทรัพย์สินเหล่านี้อย่างไร และเขาพิจารณามองพระพรของพระเจ้าว่าอย่างไรนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะหารือกัน ณ ที่นี้  เมื่อกล่าวถึงพระพรของพระเจ้า ผู้คนทั้งหมดล้วนโหยหาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้รับพรจากพระเจ้า แต่กระนั้นมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมเหนือทรัพย์สินมากมายที่เขาสามารถได้มาในระหว่างชั่วชีวิตของเขาได้ หรือการที่เขาจะสามารถได้รับพระพรจากพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม—นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้!  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และฤทธานุภาพที่จะประทานทรัพย์สินใดๆ ให้แก่มนุษย์ ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รับพรใดๆ แต่กระนั้นก็ยังมีหลักธรรมหนึ่งต่อพระพรของพระเจ้า  ผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงอวยพร?  พระองค์ทรงอวยพรผู้คนที่พระองค์ทรงชอบ แน่นอนอยู่แล้ว!  อับราฮัมและโยบได้รับการอวยพรจากพระเจ้าทั้งคู่ แต่ทว่าพรที่พวกเขาได้รับไม่ใช่แบบเดียวกัน  พระเจ้าทรงอวยพรให้อับราฮัมมีพงศ์พันธุ์จำนวนมากมายดังเม็ดทรายและดวงดาว  เมื่อพระองค์ทรงอวยพรอับราฮัมพระองค์ทรงทำให้พงศ์พันธุ์ของชายคนเดียวและชนชาติหนึ่งกลายเป็นมีอำนาจและเจริญรุ่งเรือง  ในการนี้ สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ปกครองมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งหายใจด้วยลมปราณของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น มวลมนุษย์นี้ได้แพร่หลายและมีอยู่ด้วยความเร็วที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ และภายในวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอยู่รอด อัตราการขยายตัว และอายุขัยของชนชาตินี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และหลักธรรมของทั้งหมดนี้มีพื้นฐานโดยรวมอยู่บนพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม  กล่าวคือ ไม่ว่ารูปการแวดล้อมจะเป็นอย่างไร พระสัญญาของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคและจะกลายเป็นจริงภายใต้การจัดเตรียมของสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ในพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำกับอับราฮัมนั้น ไม่ว่าโลกจะสับสนวุ่นวายเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ไม่ว่ามวลมนุษย์จะสู้ทนมหันตภัยใด พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมจะไม่เผชิญหน้ากับความเสี่ยงของความย่อยยับ และชาติของพวกเขาจะไม่สูญสิ้นไป  อย่างไรก็ตาม การอวยพรโยบของพระเจ้าได้ทำให้เขาร่ำรวยอย่างสุดขีด  สิ่งที่พระเจ้าได้มอบให้เขาคือสัตว์ที่มีลมหายใจมีชีวิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งรายละเอียดเฉพาะต่างๆ—คือจำนวนของพวกมัน ความเร็วในการขยายพันธุ์ อัตราการรอดชีวิต ปริมาณไขมันในร่างกายของพวกมัน และอื่นๆ—ยังได้ถูกควบคุมโดยพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีความสามารถในการพูด แต่พวกมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน และหลักธรรมเบื้องหลังการจัดการเตรียมการสำหรับพวกมันของพระเจ้าได้ทำขึ้นบนพื้นฐานของพระพรที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับโยบ  ในพระพรที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่อับราฮัมและโยบนั้น ถึงแม้ว่าสิ่งที่ได้ถูกสัญญาจะแตกต่างกัน แต่สิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นคืออย่างเดียวกัน  ทุกรายละเอียดของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าถูกแสดงออกอยู่ในพระสัญญาและพระพรที่แตกต่างกันของพระองค์ที่ทรงให้แก่อับราฮัมและโยบ และแสดงให้มวลมนุษย์เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์มาก  รายละเอียดเหล่านี้บอกกับมวลมนุษย์อีกครั้งหนึ่งว่าหากเขาปรารถนาที่จะรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าและโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น

สิทธิอำนาจแห่งอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นข้อเท็จจริงหนึ่ง นั่นคือ สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้มีตัวตนอยู่ในพระวจนะที่ว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น และ จงเกิดภาคพื้น และภาคพื้นก็เกิดขึ้น และ จงเกิดแผ่นดิน และแผ่นดินก็เกิดขึ้น” เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระองค์ยังมีตัวตนอยู่ในวิธีที่พระองค์ได้ทรงทำให้ความสว่างนั้นดำเนินต่อไป ได้ทรงป้องกันไม่ให้ภาคพื้นนั้นสูญหายไป และได้ทรงรักษาแผ่นดินให้แยกจากน้ำตลอดไป รวมถึงในรายละเอียดทั้งหลายเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ได้ทรงปกครองและได้ทรงบริหารจัดการเหนือสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ได้แก่ ความสว่าง ภาคพื้น และแผ่นดิน  สิ่งใดอีกที่พวกเจ้ามองเห็นในการอวยพรมวลมนุษย์ของพระเจ้า?  เห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงอวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว ย่างพระบาทของพระเจ้ามิได้ยุติลง เพราะพระองค์เพิ่งจะได้ทรงเริ่มต้นใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้น และพระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้ทุกๆ พระวจนะของพระองค์เป็นความเป็นจริง และจะทำให้ทุกๆ รายละเอียดของสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไปกลายเป็นจริง และดังนั้น ในหลายๆ ปีที่จะมาถึงนั้น พระองค์ได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยไว้ต่อไป  เนื่องจากพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ สำหรับมนุษย์จึงอาจดูเหมือนว่าพระเจ้าเพียงแค่ทรงต้องตรัสไปเท่านั้นโดยไม่ต้องยกนิ้ว เรื่องราวและสิ่งทั้งหมดนั้นก็จะสำเร็จลุล่วงไป  การจินตนาการเช่นนั้นช่างไร้สาระน่าขันยิ่งนัก!  หากเจ้าเพียงแค่ใช้ทรรศนะด้านเดียวเกี่ยวกับการตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ของพระเจ้าโดยใช้พระวจนะ และเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่างโดยการใช้พระวจนะ และเจ้าก็ไม่มีความสามารถในการมองเห็นหมายสำคัญและข้อเท็จจริงทั้งหลายที่ว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าถืออำนาจครอบครองเหนือการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจของเจ้าในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไร้แก่นสารและไร้สาระน่าขันยิ่งนัก!  หากมนุษย์จินตนาการว่าพระเจ้าต้องเป็นดังนั้น เช่นนั้นแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า ความรู้ของมนุษย์ในเรื่องพระเจ้าขับเคลื่อนไปถึงด่านสุดท้ายแล้ว และไปถึงทางตันแล้ว เพราะพระเจ้าที่มนุษย์จินตนาการนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องจักรที่ออกคำสั่ง ไม่ใช่พระเจ้าผู้ซึ่งทรงครองสิทธิอำนาจ  เจ้ามองเห็นสิ่งใดบ้างโดยผ่านทางตัวอย่างของอับราฮัมและโยบ?  เจ้าได้เห็นด้านจริงของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าหรือไม่?  หลังจากพระเจ้าได้อวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงพำนักในที่ซึ่งพระองค์ทรงสถิต อีกทั้งพระองค์มิได้ทรงตั้งผู้สื่อสารของพระองค์ให้ทำงานในขณะที่รอดูว่าบทอวสานจะเป็นเช่นใด  ในทางตรงกันข้าม ทันทีที่พระเจ้าได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งก็ได้เริ่มปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระเจ้าได้ตั้งพระทัยที่จะทำ ภายใต้การทรงนำของสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมีการตระเตรียมผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเป้าหมายทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงพึงประสงค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีพระวจนะได้ถูกดำรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ก็ได้เริ่มมีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าไปทั่วทั้งแผ่นดิน และพระองค์ได้ทรงกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะทำให้พระสัญญาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้กับอับราฮัมและโยบนั้นสำเร็จลุล่วงและลุล่วง ในขณะที่ทรงทำการวางแผนและการตระเตรียมทั้งหมดที่เหมาะสมให้แก่ทุกอย่างที่พึงประสงค์สำหรับทุกขั้นตอนและแต่ละช่วงระยะสำคัญที่พระองค์ได้ทรงวางแผนที่จะดำเนินการ  ในระหว่างเวลานี้ พระเจ้าไม่เพียงแต่ได้ทรงยักย้ายผู้สื่อสารของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้ทรงยักย้ายทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้สร้างขึ้นด้วย  กล่าวคือ ภายในวงเขตที่มีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่เพียงประกอบด้วยบรรดาผู้สื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีทุกสรรพสิ่งในการทรงสร้างซึ่งได้ถูกยักย้ายเพื่อปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง เหล่านี้คือลักษณะเฉพาะในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  ในการจินตนาการของพวกเจ้านั้น บางคนอาจจะมีการเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าดังต่อไปนี้ นั่นคือ  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และดังนั้น พระเจ้าเพียงแค่ต้องทรงคงอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม หรือในสถานที่ที่คงที่แห่งหนึ่ง และไม่ต้องทรงพระราชกิจเฉพาะใดๆ เลย และความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระเจ้าก็ครบบริบูรณ์อยู่ภายในพระดำริของพระองค์  บางคนอาจยังเชื่ออีกด้วยว่า ถึงแม้พระเจ้าจะได้ทรงอวยพรให้อับราฮัม แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ต้องทรงทำสิ่งใด และเพียงพอแล้วที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?  เห็นได้ชัดว่าไม่!  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็เที่ยงแท้และจริง มิใช่ว่างเปล่า  ความแน่แท้และความเป็นจริงของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าค่อยๆ เผยและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ ในการควบคุมเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และในกระบวนการที่พระองค์ทรงนำและทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์  ทุกวิธีการ ทุกมุมมอง และทุกรายละเอียดเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนการเข้าใจทุกสรรพสิ่งของพระองค์—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ใช่พระวจนะที่ว่างเปล่า  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ถูกแสดงออกไปและถูกเผยเป็นเนืองนิตย์ และอยู่ในทุกสรรพสิ่ง  การสำแดงและการเปิดเผยเหล่านี้กล่าวถึงการมีอยู่จริงของสิทธิอำนาจของพระเจ้า เพราะพระองค์กำลังทรงใช้สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และเพื่อบัญชาทุกสรรพสิ่ง และเพื่อปกครองทุกสรรพสิ่งในทุกชั่วขณะ ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ทั้งโดยบรรดาทูตสวรรค์หรือโดยผู้สื่อสารทั้งหลายของพระเจ้า  พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าพระองค์จะประทานพระพรใดให้แก่อับราฮัมและโยบ—มันเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าจะได้ไปเยือนอับราฮัมและโยบโดยตนเอง แต่การกระทำของพวกเขาก็มีพื้นฐานอยู่บนพระบัญชาของพระเจ้า และการกระทำของพวกเขาก็เป็นไปภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และในทำนองเดียวกัน บรรดาผู้สื่อสารก็อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเห็นว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าไปเยือนอับราฮัม และไม่ได้เป็นประจักษ์พยานว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดโดยพระองค์เองในบันทึกของพระคัมภีร์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีเพียงองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจเท่านั้นที่เป็นพระเจ้าพระองค์เอง และการนี้ไม่ยอมทนการสงสัยใดๆ จากมนุษย์คนใด!  ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้เห็นว่าบรรดาทูตสวรรค์และผู้สื่อสารทั้งหลายมีกำลังอันยิ่งใหญ่และได้แสดงการอัศจรรย์ทั้งหลาย หรือเห็นว่าพวกเขาได้ทำสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงบัญชา แต่การกระทำของพวกเขาก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์เท่านั้น และไม่ใช่การแสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าแต่อย่างใด—เพราะไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะมีหรือครอบครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในการสร้างทุกสรรพสิ่งและปกครองทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะสามารถใช้หรือแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้

พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในคัมภีร์สามส่วนนี้?  พวกเจ้ามองเห็นว่ามีหลักธรรมหนึ่งในการที่พระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์หรือไม่?  ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงใช้รุ้งเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์—พระองค์ทรงวางรุ้งไว้ในหมู่เมฆเพื่อบอกกับมนุษย์ว่าพระองค์จะไม่มีวันทรงใช้น้ำท่วมมาทำลายโลกอีก  รุ้งที่ผู้คนเห็นอยู่ในวันนี้ยังคงเป็นแบบเดียวกับที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าหรือไม่?  ธรรมชาติและความหมายของมันได้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันยังไม่เปลี่ยนไป  พระเจ้าได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อดำเนินการกระทำนี้ และพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์ก็ดำเนินต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงวันนี้ และเวลาที่พันธสัญญานี้จะถูกปรับเปลี่ยนก็ย่อมจะเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้าอย่างแน่นอน  หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “ตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ” พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติตามพันธสัญญานี้อยู่เสมอ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  เจ้าเห็นสิ่งใดในการนี้?  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ พระองค์ก็ทรงเข้มงวดและมีหลักธรรมอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงเป็นจริงตามพระวจนะของพระองค์  ความเข้มงวดของพระองค์และหลักธรรมในการกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้างและความไม่สามารถเหนือกว่าได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงครองสิทธิอำนาจสูงสุด และทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีฤทธานุภาพในการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทรงทำลายหรือหยุดชะงักแผนของพระองค์เอง และแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ มันก็จะสอดคล้องอย่างเข้มงวดกับหลักธรรมของพระองค์เอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกตรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างแม่นยำ และปฏิบัติตามขั้นตอนและวัตถุประสงค์ของแผนของพระองค์  ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงปกครองนั้นก็เชื่อฟังหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน และไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ได้รับการยกเว้นจากการจัดการเตรียมการของสิทธิอำนาจของพระองค์ อีกทั้งพวกเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ด้วย  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น บรรดาผู้ที่ได้รับพรจะได้รับโชควาสนาที่สิทธิอำนาจของพระองค์ทำให้เกิดขึ้น และพวกที่ถูกสาปแช่งก็ได้รับการลงโทษของพวกเขาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ที่จะได้รับการยกเว้นจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกปรับเปลี่ยนโดยการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยใดๆ และในทำนองเดียวกันนี้ หลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ไม่ปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผลใดๆ  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกอาจก้าวผ่านกลียุคที่ยิ่งใหญ่ แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสรรพสิ่งอาจมลายหายไป แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่มีวันสูญหาย  นี่คือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้าง และนี่คือความทรงเอกลักษณ์ยิ่งของพระผู้สร้าง!

พระวจนะต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดไปได้ในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความหมายของพระวจนะเหล่านี้จะมีอยู่ในการสามัคคีธรรมต่อไป  พวกเรามาอ่านคัมภีร์กันต่อไปเถิด

4. พระบัญชาของพระเจ้าต่อซาตาน

โยบ 2:6  และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น”

ซาตานไม่เคยกล้าล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเนื่องจากการนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นระเบียบ

นี่คือบทตัดตอนจากหนังสือโยบ และ “เขา” ในพระวจนะเหล่านี้อ้างอิงถึงโยบ  ถึงแม้จะกระชับ แต่ประโยคนี้ขยายความในหลายประเด็น  มันพรรณนาถึงการโต้ตอบเฉพาะระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ และบอกกับเราว่าเป้าหมายของพระวจนะของพระเจ้าคือซาตาน  มันยังบันทึกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้อย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย  พระวจนะของพระเจ้าคือพระบัญชาและคำสั่งต่อซาตาน  รายละเอียดเฉพาะของคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับการไว้ชีวิตโยบและที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงขีดเส้นไว้ในการที่ซาตานจะปฏิบัติต่อโยบ—นั่นคือซาตานต้องไว้ชีวิตโยบ  สิ่งแรกที่พวกเราเรียนรู้จากประโยคนี้ก็คือว่า พระวจนะเหล่านี้คือพระวจนะที่พระเจ้าตรัสต่อซาตาน  ตามตัวบทเดิมของหนังสือโยบนั้นบอกให้พวกเรารู้ถึงภูมิหลังของพระวจนะดังกล่าว นั่นคือ ซาตานปรารถนาที่จะกล่าวหาโยบ และดังนั้นมันจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าก่อนที่มันจะสามารถทดลองเขาได้  เมื่อทรงเห็นชอบต่อข้อเรียกร้องที่จะทดลองโยบของซาตานแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงวางเงื่อนไขดังต่อไปนี้แก่ซาตาน กล่าวคือ “โยบอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น” พระวจนะเหล่านี้มีธรรมชาติอย่างไร?  พระวจนะเหล่านี้เป็นพระบัญชา เป็นคำสั่งอย่างชัดเจน  เมื่อได้เข้าใจธรรมชาติของพระวจนะเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่า เจ้าก็ควรจะจับความเข้าใจด้วยว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งได้ทรงออกคำสั่งนี้คือพระเจ้า และว่าผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้ และเชื่อฟังคำสั่งนี้ก็คือซาตาน  ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกล่าวว่าในคำสั่งนี้ สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานนั้นเป็นที่ชัดเจนต่อทุกคนที่อ่านพระวจนะเหล่านี้  แน่นอนว่า นี่ยังเป็นสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณอีกด้วย และความแตกต่างระหว่างพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ากับซาตาน ที่จัดเตรียมไว้ในบันทึกเกี่ยวกับการโต้ตอบระหว่างพระเจ้ากับซาตานในคัมภีร์นี้ และเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ากับซาตานที่มนุษย์ในปัจจุบันสามารถเรียนรู้ได้ในบันทึกที่เป็นตัวบทและตัวอย่างเฉพาะนี้  ณ จุดนี้ เราต้องกล่าวว่าบันทึกพระวจนะเหล่านี้เป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในความรู้ของมวลมนุษย์เกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า และมันจัดเตรียมข้อมูลที่สำคัญให้แก่ความรู้ของมวลมนุษย์ในเรื่องพระเจ้า  มนุษย์สามารถเข้าใจแง่มุมเฉพาะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแง่มุมในด้านสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางการแลกเปลี่ยนระหว่างพระผู้สร้างกับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ  พระวจนะเหล่านี้คืออีกหนึ่งคำพยานต่อสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

จากภายนอกนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงร่วมในการสนทนากับซาตาน  ในแง่ของเนื้อแท้นั้น ท่าทีที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสกับซาตาน และตำแหน่งที่พระองค์ทรงยืนนั้นสูงกว่าซาตาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงมีพระบัญชาแก่ซาตานด้วยพระกระแสเสียงที่เป็นคำสั่ง และกำลังทรงบอกกับซาตานว่ามันควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด ว่าโยบนั้นอยู่ในมือของมันแล้ว และว่ามันมีอิสระในการจะปฏิบัติต่อโยบอย่างไรก็ตามที่มันปรารถนา—แต่ว่ามันต้องไม่เอาชีวิตของโยบ  ตัวบทย่อยก็คือว่า ถึงแม้โยบจะถูกวางไว้ในมือของซาตาน แต่ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ซาตาน ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชีวิตของโยบไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เว้นแต่พระเจ้าทรงอนุมัติ  ท่าทีของพระเจ้าได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในพระบัญชาต่อซาตานนี้ และพระบัญชานี้ยังสำแดงและเผยว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสนทนากับซาตานจากตำแหน่งใด  ในการนี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงถือครองสถานะของพระเจ้าผู้ทรงสร้างความสว่าง และอากาศ และทุกสรรพสิ่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย สถานะของพระเจ้าผู้ทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังทรงถือครองสถานะของพระเจ้าผู้ทรงบัญชามวลมนุษย์ และทรงบัญชาแดนคนตาย และพระเจ้าผู้ทรงควบคุมชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงด้วย  ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น ผู้ใดอีกหรือนอกจากพระเจ้าที่จะกล้าออกคำสั่งเช่นนั้นแก่ซาตาน?  และเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่ซาตานโดยพระองค์เอง?  เพราะชีวิตของมนุษย์ รวมถึงชีวิตของโยบนั้นถูกควบคุมโดยพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานทำอันตรายหรือเอาชีวิตของโยบ และแม้กระทั่งเมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองโยบ พระเจ้าก็ยังคงไม่ทรงลืมที่จะออกคำสั่งดังกล่าวเป็นพิเศษ และได้ทรงบัญชาซาตานอีกครั้งว่าจงอย่าเอาชีวิตของโยบ  ซาตานไม่เคยกล้าที่จะล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาเฉพาะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าที่จะเยาะเย้ยท้าทายพระบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างอิสระ  เช่นนั้นเองคือขีดจำกัดทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าที่จะข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น  การนี้มิใช่พระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  การนี้มิใช่คำพยานต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากในเรื่องวิธีประพฤติตนต่อพระเจ้า และวิธีมีทรรศนะต่อพระเจ้า และดังนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และมีความซึ้งคุณค่าที่ลึกซึ้งในพระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  มันไม่กล้าที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเลย อีกทั้งไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้นในหนทางใดเลย หรือที่จะทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันไม่กล้าที่จะท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วร้ายและโอหังโดยธรรมชาติ แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้มัน  เป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่มันปฏิบัติตามเขตคั่นเหล่านี้อย่างเข้มงวด มันได้ยึดปฏิบัติตามพระบัญชาและคำสั่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงมอบให้กับมัน และไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเครื่องหมายนั้นเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็ฉลาดกว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักเขตคั่นของมันเอง  จากการกระทำ “ที่นบนอบ” ของซาตานจะเห็นได้ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเป็นประกาศิตจากสวรรค์ซึ่งซาตานไม่สามารถล่วงละเมิดได้ และเห็นได้ว่าเป็นเพราะความทรงเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอนนั่นเอง ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปอย่างเป็นระเบียบ มวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นภายในครรลองที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำความเสียหายให้กับคำสั่งนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากคำสั่งและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

มีเพียงพระเจ้า ผู้ทรงมีพระอัตลักษณ์แห่งพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์

อัตลักษณ์พิเศษของซาตานได้ทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในการสำแดงแง่มุมต่างๆ ของมัน  มีแม้กระทั่งผู้คนโง่เขลามากมายที่เชื่อว่าซาตานก็มีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกันกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงการอัศจรรย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ มวลมนุษย์จึงสงวนที่ในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน นอกเหนือจากการนมัสการพระเจ้า และแม้กระทั่งนมัสการซาตานในฐานะพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่าชิงชัง  พวกเขาน่าเวทนาเนื่องจากความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่าชิงชังเนื่องจากความนอกรีตและแก่นแท้ชั่วร้ายในตัวของพวกเขา  ณ จุดนี้ เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่พวกเจ้าว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด และมันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และมันเป็นตัวแทนของสิ่งใด  กล่าวโดยกว้างๆ พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของมไหศวรรย์และเนื้อแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า  ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันโดยตัวมันเองเป็นพระเจ้า?  ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง?  แน่นอนว่ามันไม่กล้า!  เพราะมันไม่มีความสามารถในการสร้างทุกสรรพสิ่ง จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยทำสิ่งใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เลย และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย  เพราะมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิ่งนี้กำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของมัน  มันมีฤทธานุภาพแบบเดียวกันกับพระเจ้าหรือไม่?  แน่นอนว่ามันไม่มี!  เราเรียกการกระทำของซาตาน และการอัศจรรย์ที่ซาตานแสดงว่าอย่างไร?  มันคือฤทธานุภาพหรือ?  สามารถเรียกมันว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  ซาตานชี้นำกระแสความชั่ว และทำให้เกิดความเสียหาย ลดคุณค่า และแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้าทุกแง่มุม  สำหรับหลายพันปีหลังมานี้ นอกจากการทำร้ายและการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การล่อลวงและการหลอกลวงมนุษย์ไปในความชั่วช้าและการไม่ยอมรับพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงาความตายแล้ว ซาตานได้เคยทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับการระลึกถึง การยกย่อง หรือการเชิดชูจากมนุษย์แม้แต่น้อยนิดหรือไม่?  หากซาตานครอบครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำให้เสื่อมทรามแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครอบสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำอันตรายแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครองฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์จะได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายแล้วหรือไม่?  ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือฤทธานุภาพ พวกเราควรจะสรุปอย่างไรเกี่ยวกับเนื้อแท้ของทุกอย่างที่มันทำ?  มีบรรดาผู้ที่นิยามทุกอย่างที่ซาตานทำว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยม แต่กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก  ความประพฤติชั่วในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้นหรือ?  พลังชั่วร้ายที่ซาตานำมาใช้ทำร้ายโยบ และความอยากอันแรงกล้าของมันที่จะทำร้ายและกลืนกินเขานั้นไม่อาจที่จะสัมฤทธิผลได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยม เมื่อมองย้อนกลับไป ฝูงแกะฝูงวัวของโยบ ที่กระจายออกไปกว้างไกลทั่วเนินเขาและภูเขาได้จากไปในชั่วพริบตา โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบมลายหายไปในชั่วพริบตา  การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยมกระนั้นหรือ?  ธรรมชาติของทุกอย่างที่ซาตานสอดคล้องและเหมาะกับคำในแง่ลบอย่างเช่น การลดคุณค่า การแทรกแซง การทำลาย การทำอันตราย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้นการเกิดขึ้นของทุกอย่างที่ไม่ชอบธรรมและชั่วร้ายนั้นย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเชื่อมโยงกับการกระทำของซาตาน และไม่อาจแยกได้จากเนื้อแท้อันชั่วร้ายของซาตาน  ไม่ว่าซาตานจะ “ทรงพลัง” เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ล่อลวงและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์กลและกลอุบายที่มันใช้ข่มขู่มนุษย์จะฉลาดเพียงใด ไม่ว่ารูปร่างในการที่มันดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด แต่มันไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมสิ่งใดได้เลย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต  ตลอดทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่เกิดมาจากมัน หรือดำรงอยู่เนื่องจากมัน ไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่มันปกครอง หรือที่มันควบคุม  ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้า  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดิน  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่แม้กระทั่งเป็นอิสระที่จะเคลื่อนย้ายมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะเคลื่อนย้ายมวลมนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา กว่านกที่บินอยู่ในอากาศ กว่าปลาในทะเล และกว่าหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก  บทบาทของมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คือเพื่อรับใช้ทุกสรรพสิ่งและทำงานให้แก่มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์  ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าเนื้อแท้ของมันจะชั่วร้ายเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือปฏิบัติตามหน้าที่ของมันตามหน้าที่ กล่าวคือ การปรนนิบัติพระเจ้า และการจัดเตรียมการสอดประสานกับพระเจ้า  เช่นนั้นเองที่เป็นแก่นแท้และตำแหน่งของซาตาน  เนื้อแท้ของมันไม่ได้เชื่อมต่อกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับฤทธานุภาพ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงแค่ของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรในการปรนนิบัติพระเจ้าเท่านั้น!

เมื่อได้เข้าใจใบหน้าที่แท้จริงของซาตานแล้ว ผู้คนหลายคนยังคงไม่เข้าใจว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด ดังนั้น ขอให้เราได้บอกเจ้าเถิด!  สิทธิอำนาจเองนั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า  ประการแรก อาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าทั้งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนั้นเป็นเชิงบวก  ทั้งสองสิ่งนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งใดที่เป็นเชิงลบเลย และไม่มีความเกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ  ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปร่างใดๆ ก็ตามที่มันมีชีวิตและพละกำลัง และการนี้ได้รับการกำหนดพิจารณาโดยชีวิตของพระเจ้า  พระเจ้าทรงเป็นชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ กล่าวคือ มามีชีวิตตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์โดยพระบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงปกครองและทรงบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนตลอดไปตลอดกาลนาน  ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครอบครองและถือครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ  นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นคำว่า “สิทธิอำนาจ” เอง หรือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างได้เท่านั้น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจและเนื้อแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และมันเป็นตัวแทนสิทธิอำนาจและสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเกี่ยวข้องกับคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้  นี่คือการตีความคำว่าสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

แม้ว่าซานตานจะได้มองโยบด้วยสายตาที่ตะกละตะกลาม แต่หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าแล้วมันก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องสักเส้นขนเดียวบนร่างกายของโยบ  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยธรรมชาติ แต่หลังจากพระเจ้าได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าซานตานจะบ้าคลั่งดังเช่นหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าที่จะลืมขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้กับมัน ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และในทุกอย่างที่ซาตานทำนั้นมันไม่กล้าที่จะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและขีดจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  จากการนี้สามารถมองเห็นว่าซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะใดๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า  สำหรับซาตานแล้วนั้น พระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ คือการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังของพระวจนะทุกคำของพระเจ้าบ่งบอกถึงการลงโทษของพระเจ้าต่อพวกที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าหากมันฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลพวงที่ตามมาจากการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้าและการต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  แล้วผลพวงที่ตามมาเหล่านี้คือสิ่งใด?  ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าผลพวงเหล่านั้นคือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษนั่นเอง  การกระทำของซาตานต่อโยบนั้นเป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของมัน และเมื่อซาตานกำลังดำเนินการกระทำเหล่านี้ ขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่ซาตานนั้นก็เป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งหลักธรรมเบื้องหลังทุกอย่างที่มันทำนั่นเอง  นอกจากนี้บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่พิภพเล็กๆ แห่งบทบาทและตำแหน่งในพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยสิ้นเชิงของซาตานในการทดลองโยบนั้นเป็นเพียงพิภพเล็กๆ แห่งการที่ซาตานไม่กล้าทำการต่อต้านพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า  พิภพเล็กๆ เหล่านี้ให้คำเตือนใดแก่พวกเจ้าบ้าง?  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่สามารถล่วงละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่กล้าฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดเลยที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างลงทัณฑ์ต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านั้น  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงสามารถตั้งธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำให้พวกมันมีผลบังคับ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้นที่บุคคลหรือสิ่งใดๆ ไม่สามารถล่วงละเมิดได้  นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจอันสูงสุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง”  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลยเว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองกรรมสิทธิ์แห่งสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์!

บัดนี้พวกเจ้ามีความรู้ใหม่ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้วใช่หรือไม่?  ประการแรก มีความแตกต่างระหว่างสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่เพิ่งกล่าวถึงไป กับอำนาจของมนุษย์?  สิ่งใดคือความแตกต่าง?  ผู้คนบางคนกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองนั้น  นั่นถูกต้องแล้ว!  ถึงแม้ว่าผู้คนจะกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง ในความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์นั้น อำนาจของมนุษย์มักจะสับสนกับสิทธิอำนาจ และทั้งสองนั้นมักจะถูกนำมาเทียบเคียงกัน  ในที่นี้กำลังเกิดอะไรขึ้น?  ผู้คนมิใช่กำลังทำผิดพลาดโดยการสับเปลี่ยนอย่างหนึ่งกับอีกอย่างหนึ่งโดยไม่เจตนาหรอกหรือ?  ทั้งสองนั้นไม่เชื่อมโยงกัน และไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงไม่สามารถช่วยตนเองได้  การนี้ควรแก้ไขอย่างไร?  หากเจ้าปรารถนาที่จะหาข้อยุติอย่างแท้จริง หนทางเดียวเท่านั้นก็คือการเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า  หลังจากการเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่กล่าวถึงอำนาจของมนุษย์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปพร้อมๆ กัน

อำนาจของมนุษย์หมายถึงสิ่งใด?  กล่าวง่ายๆ ได้ว่ามันคือความสามารถหรือทักษะที่ทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทราม ความอยากได้อยากมี และความทะเยอทะยานของมนุษย์สามารถขยายและสัมฤทธิ์ผลได้ถึงขนาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้  การนี้นับว่าเป็นสิทธิอำนาจหรือไม่?  ไม่ว่าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะโป่งพองหรือให้ผลงามเพียงใด ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นครองสิทธิอำนาจ อย่างมากที่สุดความพองโตและความสำเร็จนี้ก็เป็นแค่การสาธิตแสดงการเล่นตลกของซาตานท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น อย่างมากที่สุดมันก็เป็นเรื่องชวนหัวที่ซาตานแสดงเป็นบรรพบุรุษของตัวมันเองเพื่อที่จะทำให้ความทะเยอทะยานที่จะเป็นพระเจ้าของมันลุล่วง

บัดนี้เจ้ามีทรรศนะอย่างแท้จริงต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างไร?  บัดนี้เมื่อได้สามัคคีธรรมถึงพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้าควรจะมีความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ดังนั้น เราขอถามพวกเจ้าว่า  สิทธิอำนาจของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  มันเป็นสัญลักษณ์ของฤทธานุภาพของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสถานะอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งนั้น เจ้ามองว่าสิ่งใดเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า?  เจ้ามองมันอย่างไร?  ในแง่ของฤดูกาลทั้งสี่ที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์นั้น ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวได้?  ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้แตกหน่อและผลิบาน ในฤดูร้อนพวกมันปกคลุมไปด้วยใบไม้ ในฤดูใบไม้ร่วงพวกมันออกผล และในฤดูหนาวใบไม้ก็จะร่วง  ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมบัญญัติข้อนี้ได้?  การนี้สะท้อนแง่มุมหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” แล้วความสว่างก็เกิด  ความสว่างนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่?  มันมีอยู่เนื่องจากสิ่งใด?  แน่นอนว่ามันมีอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า และเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  อากาศที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นยังคงมีอยู่หรือไม่?  อากาศที่มนุษย์หายใจนั้นมาจากพระเจ้าใช่หรือไม่?  ผู้ใดบ้างที่สามารถพรากสิ่งทั้งหลายที่มาจากพระเจ้าไปได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อแท้และการทำหน้าที่ของพวกมัน?  ผู้ใดบ้างที่สามารถก่อความยุ่งเหยิงให้กับกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงจัดสรรไว้ และให้กับธรรมบัญญัติแห่งกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงวางระเบียบไว้?  ซาตานสามารถทำสิ่งดังกล่าวได้หรือไม่?  ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่หลับในตอนกลางคืน และใช้กลางคืนเสมือนกลางวัน เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงเป็นยามราตรี เจ้าอาจจะเปลี่ยนกิจวัตรประจำของเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างกลางคืนและกลางวันได้—นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีบุคคลใดสามารถปรับเปลี่ยนได้ มิใช่หรือ?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้สิงโตไถดินเหมือนวัวได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนช้างให้เป็นลาได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ไก่โผบินไปในอากาศเหมือนนกอินทรีได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้หมาป่ากินหญ้าเหมือนแกะได้?  (ไม่มี)  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ปลาในน้ำดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินแห้งได้?  พวกมนุษย์ไม่สามารถทำการนั้นได้  เหตุใดจึงไม่ได้?  นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงบัญชาให้ปลาดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ และดังนั้นพวกมันจึงดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ  พวกมันจะไม่สามารถรอดชีวิตบนแผ่นดินได้ และจะตาย พวกมันไม่สามารถล่วงละเมิดขีดจำกัดแห่งพระบัญชาของพระเจ้าได้  ทุกสรรพสิ่งมีธรรมบัญญัติและขีดจำกัดต่อการดำรงอยู่ของพวกมัน และพวกมันแต่ละชนิดมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง  สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพระผู้สร้าง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปรับเปลี่ยนหรือก้าวล้ำได้  ยกตัวอย่างเช่น สิงโตจะดำรงชีวิตอยู่ในป่า ในที่ห่างไกลจากชุมชนมนุษย์อยู่เสมอ และไม่มีวันที่จะเชื่องและสัตย์ซื่อเหมือนวัวจนดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันกับมนุษย์และทำงานให้มนุษย์ได้  ถึงแม้ว่าช้างและลาจะเป็นสัตว์ทั้งคู่และมีสี่ขาทั้งคู่ และเป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่หายใจด้วยอากาศ แต่พวกมันก็เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพราะพระเจ้าได้ทรงแยกพวกมันออกเป็นชนิดที่แตกต่างกัน พวกมันแต่ละประเภทมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง และดังนั้น พวกมันจึงไม่เคยสับเปลี่ยนกันได้  ถึงแม้ว่าไก่จะมีขาและปีกสองข้างเหมือนกันกับนกอินทรี แต่มันจะไม่มีวันสามารถบินไปในอากาศได้ อย่างมากที่สุดมันก็เพียงแค่สามารถบินขึ้นไปบนต้นไม้—การนี้ถูกกำหนดโดยสัญชาตญาณของมัน  ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระบัญชาแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ในพัฒนาการของมวลมนุษย์วันนี้นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์นั้นกำลังเจริญรุ่งเรือง และสามารถพรรณนาได้ว่าความสัมฤทธิ์ผลในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ช่างน่าประทับใจ  ต้องกล่าวว่าความสามารถของมนุษย์นั้นกำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ  มวลมนุษย์มีเครื่องบิน มีเรือบรรทุกเครื่องบิน และมีระเบิดปรมาณูแล้ว มวลมนุษย์ได้ไปในห้วงอวกาศ ได้เดินบนดวงจันทร์ ได้คิดค้นอินเทอร์เน็ต และได้มาใช้ชีวิตในรูปแบบที่ทันสมัยแล้ว แต่กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจได้  สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกอย่าง และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเหนือกว่าอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย  ณ จุดนี้ ต้องกล่าวว่าไม่สำคัญว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะบรรลุถึงความสูงที่ยิ่งใหญ่ใด มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้กับสิ่งใดๆ ก็ตามจากพระดำริของพระผู้สร้าง และมันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก แต่กระนั้น มหาสมุทรเหล่านั้นก็ไม่เคยล่วงละเมิดขีดจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนแผ่นดินตามใจชอบเลย และเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดเขตคั่นสำหรับพวกมันแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ในที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงบัญชาพวกมัน และหากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าพวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ  หากไม่ได้รับอนุมัติจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และสามารถเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าทรงตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมันไปและหยุดอยู่ก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

กล่าวตรงๆ ก็คือ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” หมายความว่ามันขึ้นอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และมันจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา  ธรรมบัญญัติแห่งทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมัน  มันไม่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยความปรารถนาของมนุษย์ แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยพระดำริของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระเจ้า และคำสั่งของพระเจ้าแทน  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่มีดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตาของมนุษย์—พวกมันล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามคำสั่งของพระเจ้า ตามพระบัญชาของพระเจ้า และตามธรรมบัญญัติแห่งปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง  ไม่มีบุคคลแม้สักคนเดียวหรือวัตถุแม้สักสิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติของพวกมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองตามธรรมชาติที่พวกมันใช้ทำหน้าที่  พวกมันได้มามีอยู่เนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้  บัดนี้เมื่อได้กล่าวมามากถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้สึกได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือสัญลักษณ์หนึ่งของพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถถูกครองโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดได้หรือไม่?  มันสามารถถูกเอาอย่าง ถูกปลอมแฝง หรือถูกแทนที่โดยบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ได้หรือไม่?  

พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างนั้นทรงเอกลักษณ์ และพวกเจ้าไม่ควรยึดปฏิบัติตามแนวความคิดแบบพหุเทวนิยม

ถึงแม้ทักษะและความสามารถของซาตานจะยิ่งใหญ่กว่าทักษะและความสามารถของมนุษย์ ถึงแม้ว่ามันจะสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ ไม่ว่าเจ้าจะอิจฉาหรือใฝ่ฝันในสิ่งที่ซาตานทำหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเกลียดชังหรือรังเกียจสิ่งเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นพวกมันหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าซาตานจะสามารถสัมฤทธิผลมากเพียงใด หรือมันสามารถหลอกลวงผู้คนให้นมัสการและบูชามันกี่คนก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะนิยามมันอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่อาจสามารถกล่าวได้ว่ามันมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรรู้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจ ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพในการควบคุมและปกครองทุกสรรพสิ่ง  เพียงเพราะซาตานมีความสามารถในการหลอกลวงผู้คนและสามารถปลอมแฝงพระเจ้า เอาอย่างหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำ และได้ทำสิ่งทั้งหลายที่คล้ายกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าก็เชื่ออย่างเข้าใจผิดว่าพระเจ้าไม่ทรงเอกลักษณ์ ว่ามีพระเจ้าหลายองค์ ว่าพระเจ้าที่แตกต่างกันเหล่านี้แค่มีทักษะมากกว่าหรือน้อยกว่า และว่ามีความแตกต่างในความกว้างแห่งฤทธานุภาพที่พระองค์ทรงใช้  เจ้าจัดอันดับความยิ่งใหญ่ตามลำดับการมาถึงของพระเจ้าเหล่านั้นและตามอายุของพระเจ้าเหล่านั้น และเจ้าเชื่ออย่างผิดๆ ว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ นอกเหนือจากพระเจ้า และคิดว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่ทรงเอกลักษณ์  หากเจ้ามีแนวคิดเช่นนั้น หากเจ้าไม่ระลึกได้ถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจ และหากเจ้าเพียงแต่ปฏิบัติตามแนวคิดพหุเทวนิยม เช่นนั้นแล้ว เราว่าเจ้านั้นเป็นสนิมของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เจ้าเป็นรูปจำแลงที่แท้จริงของซาตาน และเจ้าเป็นคนชั่วโดยสมบูรณ์!  พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพยายามจะสอนพวกเจ้าโดยการกล่าวคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  ไม่สำคัญว่าเวลา สถานที่ หรือภูมิหลังของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าต้องไม่ผสมปนเปพระเจ้ากับบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอื่นใด  ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เองจะไม่อาจรู้จักได้หรือไม่อาจเข้าหาได้เพียงใดก็ตาม ไม่ว่าความประพฤติและคำพูดของซาตานจะตรงกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของเจ้ามากเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าพึงพอใจเพียงใดก็ตาม จงอย่าโง่เขลา จงอย่าผสมปนเปมโนคติเหล่านี้ จงอย่าปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า จงอย่าปฏิเสธพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า จงอย่าผลักพระเจ้าออกนอกประตูและนำซาตานเข้ามาแทนที่พระเจ้าภายในหัวใจของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า  เราไม่สงสัยเลยว่าพวกเจ้าสามารถจินตนาการถึงผลพวงที่ตามมาของการทำเช่นนั้นได้!

ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะถูกทำให้เสื่อมทราม แต่เขายังคงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามเรื่อยมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  มันได้ใช้ความชั่วจำนวนนับไม่ถ้วน ได้หลอกลวงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และได้กระทำอาชญากรรมที่ร้ายกาจในโลก  มันได้ทำร้ายมนุษย์ หลอกลวงมนุษย์ ชักจูงมนุษย์ให้ต่อต้านพระเจ้า และได้กระทำการชั่วที่ได้ทำลายและลดคุณค่าแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า  ถึงกระนั้น ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ทุกสรรพสิ่งและสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งหลายยึดปฏิบัติตามกฎและธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง  เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติและการอาละวาดอันชั่วร้ายของซาตานนั้นน่าเกลียดยิ่งนัก น่ารังเกียจและน่าชิงชังยิ่งนัก และเล็กน้อยและอ่อนแอยิ่งนัก  ถึงแม้ว่าซาตานจะเดินอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันก็ไม่สามารถที่จะประกาศการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียวในผู้คน สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา  หลายพันปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมวลมนุษย์ก็ยังคงชื่นชมกับความสว่างและอากาศที่พระเจ้าประทานให้ ยังคงหายใจด้วยลมปราณที่พระเจ้าพระองค์เองทรงถ่ายทอดออกมา ยังคงชื่นชมกับดอกไม้ นก ปลา และแมลงทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และชื่นชมกับทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้ วันและคืนยังคงแทนที่กันอย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลทั้งสี่ยังคงปรับเปลี่ยนตามปกติ ห่านที่บินอยู่ในท้องฟ้าจากไปในฤดูหนาว และยังคงย้อนกลับมาในฤดูใบไม้ผลิถัดไป ปลาในน้ำไม่เคยทิ้งแม่น้ำและทะเลสาบ—ซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน จั๊กจั่นบนแผ่นดินโลกร้องเพลงจากใจของพวกมันออกมาในระหว่างวันแห่งฤดูร้อน และจิ้งหรีดในพงหญ้าฮัมเพลงแผ่วเบาทันเวลาที่ลมพัดในระหว่างฤดูใบไม้ร่วง ห่านรวมตัวกันเป็นฝูง ในขณะที่นกอินทรียังคงสันโดษ ความภาคภูมิของสิงโตยังคงค้ำชูตนเองโดยการล่า กวางเอลก์ไม่ไถลห่างไปจากหญ้าและดอกไม้…สิ่งทรงสร้างมีชีวิตทุกประเภทท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจากไปและย้อนกลับมา และแล้วก็จากไปอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนับล้านที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว—แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสัญชาตญาณและธรรมบัญญัติแห่งการอยู่รอด  พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณของพวกมันได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถลดคุณค่ากฎในการอยู่รอดของพวกมันได้  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและหลอกลวง แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถยอมสละน้ำที่พระเจ้าทรงทำไว้ และอากาศที่พระเจ้าทรงทำไว้ และทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้ และมนุษย์ยังคงดำรงชีวิตและแพร่หลายในพื้นที่นี้ที่พระเจ้าทรงทำไว้  สัญชาตญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป  มนุษย์ยังคงพึ่งพาสายตาของเขาในการมอง พึ่งพาหูของเขาในการได้ยิน พึ่งพาสมองของเขาในการคิด พึ่งพาหัวใจของเขาในการเข้าใจ พึ่งพาขาและเท้าของเขาในการเดิน พึ่งพามือของเขาในการทำงาน และอื่นๆ สัญชาตญาณทั้งหมดที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์เพื่อที่เขาจะสามารถยอมรับการจัดเตรียมของพระเจ้าได้นั้นยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ปฏิภาณที่มนุษย์ใช้เพื่อร่วมมือกับพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปฏิภาณของมวลมนุษย์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความอยากพบต้นกำเนิดของตนของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระผู้สร้างของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และผู้ซึ่งได้สู้ทนการทำลายล้างที่กระหายเลือดที่เกิดขึ้นโดยซาตาน  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของซาตาน และไม่ใช่อาดัมกับเอวาจากปฐมกาลแห่งการทรงสร้างอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกันกับพระเจ้า เช่น ความรู้ จินตนาการ มโนคติที่หลงผิด และอื่นๆ และเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว มวลมนุษย์ยังคงเป็นมวลมนุษย์แบบเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา  มวลมนุษย์ยังคงได้รับการปกครองและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในครรลองที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดขึ้น และดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์ผู้ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นเพียงแค่ถูกปกคลุมด้วยสิ่งสกปรก ที่มีเสียงท้องร้อง ที่มีปฏิกิริยาเชื่องช้าเล็กน้อย มีความจำที่ไม่ดีเท่าที่มันเคยเป็น และแก่ขึ้นเล็กน้อย—แต่การทำหน้าที่และสัญชาตญาณทั้งหมดของมนุษย์ได้เสียหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง  นี่คือมวลมนุษย์ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องรับฟังเสียงเรียกของพระผู้สร้าง และรับฟังพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง และเขาจะยืนขึ้นและรีบค้นหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของเสียงนั้น  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องมองเห็นรูปร่างของพระผู้สร้าง และเขาจะกลายเป็นไร้ความใส่ใจในสิ่งอื่นใดทั้งหมด และละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะอุทิศตนต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งจะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระองค์  เมื่อหัวใจของมวลมนุษย์เข้าใจพระวจนะเปี่ยมน้ำใสใจจริงของพระผู้สร้าง มวลมนุษย์จะไม่ยอมรับซาตานและมาอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง เมื่อมวลมนุษย์ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเขาโดยหมดจดแล้ว และได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อนั้น ความจำของมวลมนุษย์จะกลับคืนมา และ ณ เวลานี้มวลมนุษย์จะย้อนกลับมาสู่อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างแล้วอย่างแท้จริง

14 ธันวาคม ค.ศ. 2013

ก่อนหน้า: วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและบรรดาผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์ผล

ถัดไป: พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า

พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์มิใช่วิญญาณของซาตาน หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนใดๆ  แต่คือมนุษย์...

การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

มนุษย์มีความเข้าใจน้อยนิดเกี่ยวกับพระราชกิจของวันนี้และพระราชกิจแห่งอนาคต แต่เขาไม่เข้าใจบั้นปลายซึ่งมวลมนุษย์จะเข้าสู่...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้