3. ธรรมชาติและผลสืบเนื่องของปัญหาของการยอมรับรู้พระเจ้าเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมรับรู้ความจริง

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ผู้ใดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์—กล่าวคือ ผู้ใดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าที่มองเห็นได้ หรือไม่เชื่อในพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ แต่กลับนมัสการพระเจ้าที่ไม่สามารถมองเห็นได้บนสวรรค์แทนนั้น—คือบุคคลผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา ผู้คนเช่นนี้เป็นกบฏและต้านทานพระเจ้า พวกเขาขาดพร่องสภาวะความเป็นมนุษย์และขาดเหตุผล ไม่มีอะไรที่จะกล่าวถึงความจริงเลย ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้คนเหล่านี้แล้ว พระเจ้าที่มองเห็นได้และจับต้องได้นี้ พวกเขาส่วนใหญ่ไม่สามารถเชื่อได้ กระนั้นพวกเขาก็ยังถือว่าพระเจ้าที่ไม่สามารถมองเห็นได้และไม่สามารถจับต้องได้นั้นมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดและน่าปลาบปลื้มยินดีมากที่สุด สิ่งที่พวกเขาแสวงหาไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง อีกทั้งไม่ใช่แก่นแท้ที่แท้จริงของชีวิต นับประสาอะไรที่จะใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขาแสวงหาความตื่นเต้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งใดก็ตามที่สามารถทำให้ความอยากได้อยากมีของพวกเขาเองลุล่วงมากที่สุดนั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาเชื่อและสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั่นเอง พวกเขาเพียงแต่เชื่อในพระเจ้าเพื่อสนองความอยากของพวกเขาเองเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อแสวงหาความจริง ผู้คนเช่นนี้มิใช่คนทำชั่วหรอกหรือ? พวกเขามั่นใจในตัวเองอย่างสุดขีด และพวกเขาไม่เชื่อเลยว่าพระเจ้าบนสวรรค์จะทรงทำลาย “ผู้คนดีๆ” เช่นพวกเขา พวกเขากลับเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงยอมให้พวกเขาคงเหลืออยู่แทน และยิ่งไปกว่านั้น จะทรงให้บำเหน็จรางวัลแก่พวกเขาอย่างงามเนื่องจากการได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อพระเจ้า และได้แสดง “ความจงรักภักดี” มากมายต่อพระองค์ หากพวกเขาไล่ตามเสาะหาพระเจ้าที่มองเห็นได้ด้วยเช่นกัน ทันทีที่ไม่เป็นไปตามความอยากได้อยากมีของพวกเขา พวกเขาก็จะตอบโต้พระเจ้ากลับหรือเดือดดาลในทันที พวกเขาแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นผู้คนเลวทรามที่น่ารังเกียจ ผู้ซึ่งมักจะเพียงแค่แสวงหาเพื่อสนองความอยากได้อยากมีของตนอยู่เสมอเท่านั้น พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่มีความสัตย์สุจริตในการไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนเช่นนี้คือพวกที่เรียกกันว่าคนชั่วผู้ติดตามพระคริสต์ ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่แสวงหาความจริงไม่อาจเชื่อความจริงได้ และล้วนไร้ความสามารถมากขึ้นไปอีกที่จะล่วงรู้บทอวสานในอนาคตของมนุษยชาติ ด้วยเพราะพวกเขาไม่เชื่อพระราชกิจหรือพระวจนะใดๆ ของพระเจ้าที่มองเห็นได้—และนี่ก็รวมถึงการที่ไม่มีสามารถที่จะเชื่อในบั้นปลายในอนาคตของมนุษยชาติได้ เพราะฉะนั้น ถึงแม้พวกเขาจะติดตามพระเจ้าที่มองเห็นได้ พวกเขาก็ยังคงกระทำความชั่วและไม่แสวงหาความจริงเลย อีกทั้งพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงที่เราพึงประสงค์ ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะถูกทำลาย ในทางกลับกัน พวกเขานั่นเองจะเป็นผู้ที่ถูกทำลาย พวกเขาทั้งหมดเชื่อว่าตัวพวกเขาเองฉลาดมาก และคิดว่าพวกเขานั่นเองคือผู้คนที่ปฏิบัติความจริง พวกเขาถือว่าความประพฤติชั่วของตนนั้นคือความจริง และดังนั้นจึงทะนุถนอมมัน ผู้คนชั่วร้ายเช่นนี้มั่นใจในตัวอย่างมาก พวกเขาใช้ความจริงมาเป็นคำสอน และใช้การกระทำชั่วของตนมาเป็นความจริง แต่ในวาระสิ้นสุด พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวได้เฉพาะสิ่งที่พวกเขาหว่านไว้เท่านั้น ยิ่งผู้คนมั่นใจในตนเองมากขึ้นเท่าใด และยิ่งพวกเขาโอหังอย่างลำพองมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งไร้ความสามารถที่จะได้รับความจริงได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งผู้คนเชื่อในพระเจ้าบนสวรรค์มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ผู้คนเหล่านี้นั่นเองคือผู้ที่จะถูกลงโทษ ก่อนที่มนุษยชาติจะเข้าสู่การหยุดพัก การที่บุคคลแต่ละประเภทจะถูกลงโทษหรือได้รับบำเหน็จรางวัลหรือไม่นั้น จะถูกกำหนดไปตามที่ว่าพวกเขาได้แสวงหาความจริงหรือไม่ พวกเขารู้จักพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาสามารถนบนอบต่อพระเจ้าที่มองเห็นได้หรือไม่ บรรดาผู้ที่ได้ทำการปรนนิบัติต่อพระเจ้าที่มองเห็นได้ แต่ทว่าไม่รู้จักพระองค์ อีกทั้งไม่นบนอบต่อพระองค์นั้น ย่อมขาดพร่องความจริง ผู้คนเช่นนี้คือคนทำชั่ว และคนทำชั่วจะเป็นวัตถุของการลงโทษอย่างไม่มีข้อสงสัย และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะต้องถูกลงโทษไปตามความประพฤติชั่วของพวกเขา พระเจ้าทรงดำรงอยู่เพื่อให้พวกมนุษย์เชื่อ และพระองค์ทรงคู่ควรกับการเชื่อฟังของพวกเขาด้วยเช่นกัน บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่สามารถมองเห็นได้เท่านั้นคือผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและไร้ความสามารถที่จะนบนอบต่อพระเจ้าได้ หากผู้คนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถจัดการเพื่อให้เชื่อในพระเจ้าที่มองเห็นได้ในเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยของพระองค์ถูกทำให้เสร็จสิ้น และยังคงไม่เชื่อฟังและต้านทานพระเจ้าที่มองเห็นได้ในเนื้อหนัง เมื่อนั้น “คนไม่ชัดเจน” เหล่านี้ก็จะกลายเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้าง โดยไม่มีข้อสงสัย ซึ่งจะเหมือนใครบางคนในหมู่พวกเจ้า—ใครก็ตามที่ตระหนักถึงพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์โดยวาจา แต่ทว่าไม่สามารถปฏิบัติความจริงแห่งการนบนอบต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้นั้น ในท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นวัตถุแห่งการขจัดและการทำลายล้าง นอกจากนั้น ใครก็ตามที่ตระหนักถึงพระเจ้าที่มองเห็นได้โดยวาจา กินและดื่มความจริงที่แสดงออกโดยพระองค์ในขณะที่กำลังแสวงหาพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่สามารถมองเห็นได้อยู่ด้วยนั้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะถูกทำลายในอนาคตมากขึ้นไปอีก ไม่มีคนใดในบรรดาผู้คนเหล่านี้ที่จะสามารถคงเหลืออยู่จนกระทั่งถึงเวลาแห่งการหยุดพักซึ่งจะมาหลังจากพระราชกิจของพระเจ้าได้เสร็จสิ้นลงแล้ว อีกทั้งไม่มีบุคคลที่คล้ายกับผู้คนเหล่านี้สักคนเดียวที่สามารถคงเหลืออยู่ในเวลาแห่งการหยุดพักนั้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

วันนี้ เราอาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก และเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ผู้คนได้รับประสบการณ์ในงานของเรา และระวังระไวในถ้อยคำของเรา และควบคู่ไปกับสิ่งนี้ เราได้มอบความจริงทั้งหมดให้แก่ผู้ติดตามแต่ละคนของเรา ว่าพวกเขาอาจได้รับชีวิตจากเรา และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะได้มาซึ่งเส้นทางที่พวกเขาสามารถก้าวเดินไป เพราะเราคือพระเจ้า ผู้มอบชีวิต ในระหว่างช่วงเวลาหลายปีในการทำงานของเรา ผู้คนได้รับสิ่งต่างๆ มามากมาย และละทิ้งสิ่งต่างๆ ไปมากมาย กระนั้นเรายังคงกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อในเราอย่างแท้จริง เพราะผู้คนเพียงรับรู้ว่าเราคือพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับความจริงที่เรากล่าว และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามความจริงที่เราขอจากพวกเขา ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของความจริง ผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของชีวิต ผู้คนรับรู้เพียงพระนามของพระเจ้า แต่ไม่ใช่เนื้อแท้ของพระองค์ เราดูหมิ่นพวกเขาตรงความกระตือรือร้นของพวกเขา ตรงที่พวกเขาใช้เพียงคำที่ฟังดูดีเพื่อหลอกลวงเรา ไม่มีพวกเขาคนใดที่นมัสการเราอย่างแท้จริง คำพูดของพวกเจ้าประกอบไปด้วยการทดลองของอสรพิษ นอกจากนี้ คำพูดของพวกเจ้ายังทะนงตนเป็นที่สุด ช่างเป็นคำประกาศจากอัครทูตสวรรค์โดยแท้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความประพฤติของพวกเจ้ายังรุ่งริ่งและฉีกขาดจนถึงขั้นเสื่อมเสีย ความอยากได้อยากมีเกินขอบเขตและเจตนาอันละโมบของพวกเจ้าช่างเป็นสิ่งแสลงหูนัก พวกเจ้าทั้งหมดได้กลายเป็นตัวมอดในบ้านของเรา วัตถุที่จะถูกละทิ้งด้วยความเกลียด ด้วยความที่ไม่มีพวกเจ้าคนใดรักความจริง แต่เจ้ากลับอยากได้รับพร อยากขึ้นสู่สวรรค์ อยากมองเห็นนิมิตอันงดงามของพระคริสต์ที่กำลังทรงใช้ฤทธานุภาพของพระองค์บนแผ่นดินโลก แต่พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า คนเช่นพวกเจ้า คนที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกและไม่รู้เอาเสียเลยว่าพระเจ้าคืออะไรนั้น คู่ควรแก่การติดตามพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าจะขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร? เจ้าคู่ควรแก่การได้มองเห็นทัศนียภาพที่งดงามเช่นนั้น—ทัศนียภาพที่มีความงดงามตระการอันไม่เคยมีให้เห็นเป็นแบบอย่างมาก่อนได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พฤติกรรมของพวกเจ้าต่อหน้าเราในเวลาหลายปีนี้ได้ให้คำตอบที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา และคำถามสำหรับคำตอบนี้ก็คือว่า “อะไรคือท่าทีของมนุษย์ต่อหน้าความจริงและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเที่ยงแท้?” ความพยายามทั้งหลายที่เราได้อุทิศให้แก่มนุษย์พิสูจน์เนื้อแท้ของความรักของเราสำหรับมนุษย์ และทุกๆ การกระทำของมนุษย์ต่อหน้าเราก็พิสูจน์ธาตุแท้ของเขาในการเกลียดที่มีต่อความจริงและการต่อต้านที่มีต่อเรา ตลอดเวลานั้น เราเป็นห่วงทุกคนที่ติดตามเรา ทว่าไม่มียามใดเลยที่บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราสามารถรับวจนะของเราได้ พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งยอมรับการเสนอแนะทั้งหลายของเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากที่สุด ไม่เคยมีใครสามารถเข้าใจเราได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครสามารถยอมรับเราได้ แม้ว่าท่าทีของเรานั้นจริงใจ และวจนะของเรานั้นอ่อนโยนก็ตาม ทุกๆ คนพยายามทำงานที่เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้พวกเขาตามแนวคิดของพวกเขาเอง พวกเขาไม่แสวงหาเจตนาทั้งหลายของเรา ไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะถามว่าเราพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเขา พวกเขายังคงกล่าวอ้างว่ารับใช้เราอย่างจงรักภักดี ในทุกขณะที่พวกเขาเป็นกบฏต่อเรา หลายคนเชื่อว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขายอมรับไม่ได้หรือที่พวกเขาไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติได้นั้นไม่ใช่ความจริง ในผู้คนเช่นนี้ ความจริงของเรากลายเป็นอะไรบางอย่างซึ่งถูกปฏิเสธและถูกปัดทิ้ง ในเวลาเดียวกัน ผู้คนระลึกถึงเราในฐานะพระเจ้าในวจนะ ทั้งยังเชื่ออีกด้วยว่าเราเป็นคนนอกผู้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง หรือชีวิต ไม่มีใครรู้ความจริงนี้ว่า วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ ค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่ระลึกรู้หรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถรับวจนะของเราได้ คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่ากับมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่ปฏิเสธ เหยียดหยาม หรือเป็นกบฏต่อวจนะของเราอย่างถึงที่สุด จุดยืนของเราเป็นเพียงเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานของเราและแสดงให้เห็นว่าวจนะของเราเป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิต ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดที่เราได้พูดนั้นถูก แสดงให้เห็นว่ามันคือสิ่งซึ่งมนุษย์ควรได้รับการจัดให้มี และยิ่งไปกว่านั้นคือ สิ่งซึ่งมนุษย์ควรยอมรับ เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาจุดประสงค์ในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ได้ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้สูญเสียความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจทั้งหมดนี้จนแล้วเสร็จ และผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจนั้น และได้เป็นพยานขั้นตอนทั้งหมดเหล่านี้ของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยตาของพวกเขาเอง ไม่สำคัญว่าผู้คนมองดูพระราชกิจนั้นในหนทางไหน พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติและพระวจนะที่พระองค์ตรัส อยู่เลยพ้นคำถามโดยมนุษย์ และต้องไม่เป็นที่กังขาโดยมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงว่า กายฝ่ายเนื้อหนังนี้ธรรมดาสามัญและปกติเพียงใด กายฝ่ายเนื้อหนังนี้อาจปรากฏต่อผู้คนแบบไม่น่าสนใจจดจำเพียงใด พวกเขาต้องยังคงยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง บางคนพูดว่า “เพราะเนื้อหนังของพระองค์ไม่มีนัยสำคัญและธรรมดาสามัญยิ่งนัก เพราะสภาวะบุคคลที่พระองค์ทรงเป็นนั้นไม่สามารถที่จะบันดาลความเชื่อฟังหรือความเลื่อมใสในตัวพวกเราได้ และไม่สามารถมีประโยชน์อันใดที่ยิ่งใหญ่กว่าต่อพวกเรา พวกเราจึงควรที่จะปฏิบัติต่อพระองค์อย่างบุคคลธรรมดาสามัญคนหนึ่ง” เจ้าคิดว่าทรรศนะเช่นนี้เป็นอย่างไร? ผู้อื่นพูดว่า “เพราะสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำจนแล้วเสร็จบางส่วนได้ทิ้งพวกเราให้ไม่มีความเชื่อมั่น ได้ให้มโนคติอันหลงผิดกับพวกเรา และไม่อาจจับใจความได้สำหรับพวกเรา และเพราะพระองค์ได้ตรัสสิ่งทั้งหลายบางสิ่งซึ่งไม่อาจยอมรับได้สำหรับพวกเรา พระองค์จึงไม่ทรงสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าในสวรรค์ได้—และดังนั้นแล้ว พวกเราจึงต้องต่อสู้กับพระองค์ไปจวบจนปลายทางสุดท้าย หากพระองค์ทรงขอให้พวกเราเผยแผ่ข่าวประเสริฐ พวกเราก็จะไม่เผยแผ่ หากพระองค์ทรงขอให้พวกเราปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา พวกเราก็จะไม่ปฏิบัติ และหากพระองค์ทรงขอให้พวกเรายอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิตและความจริง พวกเราก็จะไม่ยอมรับ พวกเราจะต่อสู้กับสภาวะบุคคลที่พระองค์ทรงเป็นไปจวบจนปลายทางสุดท้าย—พวกเราลองมาดูกันว่าพระองค์ทรงสามารถทำอะไรกับพวกเราได้” ในหัวใจของผู้คนเหล่านี้ซึ่งไม่ยอมรับความจริงเลยนั้น มีหนึ่งพัน—หนึ่งหมื่น—เหตุผลที่จะไม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า ที่จะไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ที่จะไม่ยอมรับเนื้อหนังที่ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระองค์ แต่มีหนึ่งสิ่งที่อาจไม่ชัดเจนมากนักสำหรับพวกเขา กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าพวกเขามีเหตุผลมากมายเพียงใด หากพวกเขาไม่ยอมรับความจริงเหล่านี้ พวกเขาย่อมจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด หากเจ้าไม่ยอมรับสภาวะบุคคลที่เราเป็นหรือพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ยอมรับรู้พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า นั่นก็พอได้อยู่—แต่หากเจ้าไม่รับเอาพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงและนำพระวจนะเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เราขอบอกการนี้แก่เจ้าด้วยความสัตย์จริงว่า เจ้าจะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด อีกทั้งเจ้าจะไม่มีวันลอดผ่านประตูแห่งราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ด้วยเหตุที่หากเจ้าอ้อมเลี่ยงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า ความจริงเหล่านี้ และบุคคลผู้นี้ซึ่งทำงาน พระคริสต์องค์นี้ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าเข้าใจคำสอนมากเพียงใด หรือเจ้าได้ทำงานจนแล้วเสร็จไปมากเพียงใด เจ้าย่อมจะไม่รับอะไรเลย เจ้าเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง ไม่สำคัญว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าภายใต้ธงประจำของใคร เจ้าเชื่อในพระเจ้าภายใต้พระนามใด เจ้าก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ และหากเจ้าไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด พระพรใดเล่าที่เจ้าสามารถรับได้? ผู้คนบางคนแก่งแย่งชิงดีกับพระเจ้าแห่งสวรรค์ บางคนแก่งแย่งชิงดีกับพระเจ้าบนแผ่นดินโลก บางคนประท้วงต่อต้านพระวจนะของพระเจ้า และบางคนประท้วงต่อต้านความจริง—แต่พวกเขาไม่เคยประท้วงต่อต้านบั้นปลายของพวกเขาเองเลย นี่ไม่สามานย์หรอกหรือ? วายร้ายเหล่านี้น่าชิงชังยิ่งนัก พวกเขาทุกๆ คนนั้นชั่ว พวกเขาทั้งหมดเป็นพวกผู้ปราศจากความเชื่อ เป็นพวกนักฉวยโอกาส เป็นผู้คนที่ไม่มีความละอายใจ และนี่ก็คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์

ตัดตอนมาจาก “พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองมีชื่อเสียงและป้อนให้กับผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นออกจนหมดเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (6)” ใน การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์

ความจงรักภักดีของพวกเจ้าเป็นแค่เพียงคำพูดเท่านั้น ความรู้ของพวกเจ้าเป็นแค่ในเชิงภูมิปัญญาและในทางมโนทัศน์เท่านั้น การลงแรงของพวกเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการได้รับพระพรของสวรรค์ ดังนั้นแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าต้องเป็นแบบใดหรือ? แม้กระทั่งวันนี้ พวกเจ้ายังคงทำหูหนวกไม่รับทุกๆ พระวจนะแห่งความจริง พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเคารพพระยาห์เวห์อย่างไร พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเข้าสู่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร และพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะแยกความต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองกับการหลอกลวงของมนุษย์อย่างไร เจ้ารู้เพียงการกล่าวโทษพระวจนะแห่งความจริงใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงแสดงซึ่งไม่สอดคล้องกับความคิดของเจ้าเอง ความถ่อมตัวของเจ้าอยู่ที่ใด? ความเชื่อฟังของเจ้าอยู่ที่ใด? ความจงรักภักดีของเจ้าอยู่ที่ใด? ความอยากที่จะแสวงหาความจริงของเจ้าอยู่ที่ใด? ความเคารพพระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ใด? เราบอกพวกเจ้าเลยว่า พวกที่เชื่อในพระเจ้าเนื่องจากหมายสำคัญทั้งหลาย เป็นหมวดหมู่ที่จะถูกทำลายอย่างแน่นอน พวกที่ไม่สามารถรับพระวจนะของพระเยซูผู้ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังได้นั้นคือผู้สืบสันดานของนรก คือพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ คือหมวดหมู่ที่จะต้องอยู่ภายใต้การทำลายล้างชั่วนิรันดร์กาลอย่างแน่นอน ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่านักบุญผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า “พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ” เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงของชีวิต และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป พวกคนเสื่อมเช่นนั้นจะสามารถได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากพระเยซูได้อย่างไร? การทรงกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไร้ความสามารถที่จะยอมรับความจริงได้แล้ว นี่เองคือหมายสำคัญหนึ่งแห่งการกล่าวโทษ พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของพวกเจ้าเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง เจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้เท่าทันและโอหัง แต่เป็นคนที่เชื่อฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถวิลหาและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เราแนะนำให้พวกเจ้าก้าวย่างบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าด้วยความรอบคอบระมัดระวัง จงอย่าด่วนสรุป ยิ่งไปกว่านั้น อย่าทำตัวตามสบายและไร้ความคิดในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า พวกเจ้าควรรู้ว่าอย่างน้อยที่สุด บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรถ่อมใจและมีความเคารพ พวกที่เคยได้ยินความจริงทว่ากลับเชิดใส่ความจริงนั้นเป็นผู้ที่โง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน พวกที่เคยได้ยินความจริงทว่ายังด่วนสรุปหรือกล่าวโทษความจริงนั้นโดยประมาทเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความโอหัง ไม่มีผู้ใดเลยที่เชื่อในพระเยซูจะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะสาปแช่งหรือกล่าวโทษผู้อื่นได้ พวกเจ้าทั้งหมดควรเป็นคนที่มีสำนึกรับรู้และผู้ที่ยอมรับความจริง บางที เมื่อได้ยินหนทางแห่งความจริงและได้อ่านพระวจนะแห่งชีวิตแล้ว เจ้าเชื่อว่ามีเพียงหนึ่งใน 10,000 ของพระวจนะเหล่านี้ที่สอดคล้องกับความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเจ้าและพระคัมภีร์ เช่นนั้นแล้วเจ้าควรแสวงหาในพระวจนะลำดับที่ 10,000 ของพระวจนะเหล่านี้ต่อไป เรายังขอแนะนำให้เจ้าถ่อมใจ อย่ามั่นใจเกินไป และอย่ายกย่องตัวเองให้สูงส่งจนเกินไป ด้วยหัวใจของเจ้าซึ่งขาดแคลนความเคารพที่มีแด่พระเจ้าเช่นนั้น เจ้าจะได้รับความสว่างที่ยิ่งใหญ่กว่า หากเจ้าตรวจดูอย่างถี่ถ้วนและไตร่ตรองพระวจนะเหล่านี้ซ้ำๆ เจ้าจะเข้าใจว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และพระวจนะเหล่านี้คือชีวิตหรือไม่ บางทีหลังจากที่ได้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค คนบางคนจะกล่าวโทษพระวจนะเหล่านี้อย่างหูหนวกตาบอด และพูดว่า “นี่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งบางส่วนของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หรือ “นี่คือพระคริสต์เทียมเท็จที่เสด็จมาเพื่อหลอกลวงผู้คน” พวกที่พูดอะไรเช่นนั้นเป็นผู้ที่ตาบอดด้วยความไม่รู้เท่าทัน! เจ้าเข้าใจพระราชกิจและพระปรีชาญาณของพระเจ้าน้อยเกินไป และเราแนะนำให้เจ้าเริ่มใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้นเลย! พวกเจ้าต้องไม่หูหนวกตาบอดกล่าวโทษพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงเพราะการทรงปรากฏของพระคริสต์เทียมเท็จในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และพวกเจ้าต้องไม่เป็นคนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเจ้ากลัวการหลอกลวง นั่นจะไม่เป็นความน่าเวทนาอย่างยิ่งหรอกหรือ? หลังจากการตรวจดูมากมาย หากเจ้ายังคงเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง และไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด และเจ้าจะปราศจากพระพร หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริงที่ถูกกล่าวอย่างราบเรียบยิ่งนักและชัดเจนยิ่งนักดังกล่าวได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ได้ไม่เหมาะสมสำหรับความรอดของพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้รับพระพรเพียงพอที่จะกลับคืนสู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้าหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พวกที่ปรารถนาได้รับชีวิตโดยที่ไม่พึ่งพาความจริงที่ตรัสโดยพระคริสต์คือเป็นผู้คนที่ไร้สาระน่าขันที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งชีวิตซึ่งนำพามาโดยพระคริสต์เป็นคนที่หลงอยู่ในความเพ้อฝัน และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าพวกที่ไม่ยอมรับพระคริสต์ของยุคสุดท้ายจะถูกพระเจ้าทรงดูหมิ่นไปตลอดกาล พระคริสต์ทรงเป็นประตูของมนุษย์ไปสู่ราชอาณาจักรระหว่างยุคสุดท้าย และไม่มีใครที่สามารถอ้อมเลี่ยงพระองค์ได้ อาจไม่มีใครเลยที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเว้นแต่จะผ่านทางพระคริสต์ เจ้าเชื่อในพระเจ้า และดังนั้นเจ้าต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์และเชื่อฟังหนทางของพระองค์ เจ้าไม่สามารถคิดถึงเพียงแค่การได้รับพระพรเท่านั้นในขณะที่ไม่สามารถได้รับความจริงและไม่สามารถยอมรับการจัดเตรียมชีวิตได้ พระคริสต์เสด็จมาระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อที่ทุกคนซึ่งเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงอาจได้รับการจัดเตรียมชีวิตไว้ให้ พระราชกิจของพระองค์นั้นเป็นไปเพื่อการสรุปปิดตัวยุคเก่าและการเข้าสู่ยุคใหม่ และพระราชกิจของพระองค์คือเส้นทางที่จำต้องรับไว้โดยทุกคนที่จะเข้าสู่ยุคใหม่ หากเจ้าไม่สามารถรับรู้พระองค์ได้ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับกล่าวโทษ หมิ่นประมาท หรือกระทั่งถึงกับข่มเหงพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีแนวโน้มที่จะถูกเผาไหม้ไปชั่วนิรันดร์และจะไม่มีวันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ เพราะพระคริสต์พระองค์นี้ทรงเป็นการแสดงออกของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นการแสดงออกของพระเจ้า ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้มอบความไว้วางพระทัยให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเจ้าไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายได้ทรงปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ บทลงโทษซึ่งพวกที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับนั้นประจักษ์ชัดในตัวของมันเองต่อทุกคน เรายังบอกเจ้าอีกว่าหากเจ้าต่อต้านพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย หากเจ้าเหยียดหยันพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย จะไม่มีใครอื่นอีกที่จะแบกรับผลสืบเนื่องแทนเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น นับจากวันนี้ไปเจ้าจะไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า ต่อให้เจ้าพยายามไถ่บาปให้แก่ตัวเจ้าเองก็ตาม เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เจ้าต่อต้านนั้นไม่ใช่มนุษย์ สิ่งที่เจ้าเหยียดหยันนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อ่อนแอบางอย่าง แต่เป็นพระคริสต์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เจ้าจะไม่ได้ทำความผิดพลาดเล็กๆ แต่จะได้ก่ออาชญากรรมอันชั่วร้าย และดังนั้นเราจึงแนะนำทุกคนไม่ให้แสดงอาการแยกเขี้ยวข่มขู่เมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง หรือทำการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ระมัดระวัง เพราะความจริงเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตมาสู่เจ้าได้ และไม่มีอะไรเว้นแต่ความจริงที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดใหม่และได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกครั้ง

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 2. การที่พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรแห่งพระเจ้าหรือพระเจ้าพระองค์เอง

ถัดไป: 1. ความแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญระหว่างพระราชกิจของพระเจ้ากับงานของมนุษย์

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

3. วิธีที่พระเจ้าทรงนำบทอวสานมาสู่ยุคมืดของแดนครอบครองของซาตานในยุคสุดท้าย

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องเมื่อผู้คนทั้งหมดได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ และทุกชาติในโลกได้กลายมาเป็นราชอาณาจักรของพระคริสต์...

3. พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาจากมหาบัลลังก์สีขาว

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง ในการพิพากษาซึ่งเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้าซึ่งถูกกล่าวถึงหลายครั้งในอดีตกาล “การพิพากษา”...

2. การที่พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรแห่งพระเจ้าหรือพระเจ้าพระองค์เอง

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง “พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน พระเจ้าได้เสด็จมาแล้วพระองค์ทรงเป็นองค์กษัตริย์ ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้